

Think Trade Think DITP
โอกาสทองอาหารไทยในตลาดโลก: ปลดล็อกจุดแข็ง เจาะตลาดอนาคตให้ตรงจุด
ตลาดอาหารโลกกำลังเปิดรับเทรนด์สุขภาพและวัฒนธรรม ซึ่งตรงกับจุดแข็งของไทยอย่างลงตัว โอกาสแห่งความสำเร็จอยู่ที่การวางกลยุทธ์เจาะตลาดเฉพาะกลุ่มอย่างแม่นยำ พร้อมใช้พลังสนับสนุนจาก DITP ทั้งข้อมูล เงินทุน และคำปรึกษา เพื่อผลักดันธุรกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนบนเวทีโล
รายละเอียด
-
เทรนด์โลกหนุนสินค้าไทย: อาหารสุขภาพ, Plant-based และสินค้ามีเรื่องราววัฒนธรรม ตรงกับจุดแข็งด้านวัตถุดิบและภูมิปัญญาไทย
-
ชูยุทธศาสตร์เจาะ Niche Market: ตลาดเฉพาะกลุ่มช่วยเลี่ยงการแข่งขันและสร้างมาร์จิ้นสูง เช่น ผลไม้พรีเมียมในจีน หรือ Plant-based ในยุโรป
-
เปลี่ยนสินค้าดีสู่กลยุทธ์ที่ใช่: ความสำเร็จในการส่งออกไม่ได้อยู่ที่สินค้าเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเลือกตลาดและการตั้งกลยุทธ์ที่ตรงเป้าหมาย
-
ใช้เครื่องมือภาครัฐลดความเสี่ยง: ใช้ประโยชน์จาก DITP ทั้ง Thaitrade.com, ทุนสนับสนุน SMEs Pro-active และสายด่วนให้คำปรึกษา 1169
ในปี 2569 ตลาดอาหารโลกกำลังเปลี่ยนรูป และประเทศไทยมีโอกาสอยู่ตรงหน้า แต่โอกาสนั้นจะเปิดนานแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าผู้ประกอบการไทยจะ "เริ่มให้ถูกทาง" ได้เร็วเพียงใด
เทรนด์ผู้บริโภคทั่วโลกกำลังหันมาหาอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารจากพืช (plant-based) และสินค้าที่มีเรื่องราวเชิงวัฒนธรรม สามเทรนด์นี้ล้วนตรงกับจุดแข็งของไทยอย่างลงตัว ทั้งวัตถุดิบทางการเกษตรที่หลากหลาย ภูมิปัญญาอาหารท้องถิ่นที่ลึกซึ้ง และระบบการผลิตที่พัฒนาต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ
แต่ความท้าทายที่ผู้ประกอบการไทยเผชิญอยู่ไม่ใช่เรื่องของสินค้า มันคือเรื่องของการ "ยกระดับมูลค่า" และการ "เข้าถึงตลาดอย่างถูกทิศทาง" สองโจทย์นี้คือสิ่งที่แยกผู้ส่งออกที่เติบโตได้จริงออกจากผู้ส่งออกที่ยังคงวนซ้ำอยู่ที่จุดเดิม
เมื่อโลกต้องการสิ่งที่ไทยมี: อ่านเทรนด์ก่อนเลือกตลาด
ความต้องการสินค้าอาหารไทยในตลาดโลกไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึก แต่สะท้อนผ่านมูลค่าการส่งออกที่เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่ม อาหารแปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน และ ผลไม้สดแปรรูป ซึ่งมีความต้องการสูงในตลาดสำคัญทั่วโลก
เทรนด์อาหารสุขภาพ อาหารจากพืช และสินค้าที่มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ล้วนเป็นจุดแข็งของไทย ความต้องการมีอยู่จริง โจทย์จึงอยู่ที่การแปลงศักยภาพให้เป็นกลยุทธ์ที่ตรงตลาด
ปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการมักมองข้ามคือ การเลือก "ตลาดที่ใช่" ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากตลาดใหญ่เสมอไป ตลาดเฉพาะกลุ่มมักมีการแข่งขันต่ำกว่าและมาร์จิ้นสูงกว่า ตัวอย่างเช่น
- อาหารสุขภาพในญี่ปุ่น ซึ่งผู้บริโภคให้ความสำคัญกับที่มาของวัตถุดิบและกระบวนการผลิต
- ผลไม้พรีเมียมในจีน ที่มีกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงพร้อมจ่ายราคาพรีเมียมสำหรับสินค้าที่มีคุณภาพและเรื่องราว
- สินค้า plant-based ในยุโรป ที่เติบโตแรงและผู้บริโภคพร้อมลองแบรนด์ใหม่จากเอเชีย
การเลือกตลาดเฉพาะกลุ่มไม่ใช่การถอยหลัง แต่คือการวางฐานให้มั่นก่อนขยาย
เครื่องมือที่ภาครัฐมีให้: ลดช่องว่างระหว่างโอกาสกับการลงมือทำ
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้พัฒนาบริการและเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อลดอุปสรรคตั้งแต่ขั้นตอนแรก โดยครอบคลุม 3 ด้านหลัก
ด้านข้อมูลและการวิเคราะห์ตลาด: แพลตฟอร์ม Thaitrade.com ทำหน้าที่เป็น B2B e-Marketplace ที่เปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกไทยเข้าถึงผู้ซื้อทั่วโลก สร้างการมองเห็นและต่อยอดสู่การเจรจาการค้า พร้อมกับข้อมูลเชิงลึกด้านตลาดและเทรนด์โลกที่ช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ
ด้านการสนับสนุนค่าใช้จ่าย: โครงการ SMEs Pro-active ช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและกิจกรรมเจรจาการค้าในต่างประเทศ ทำให้การขยายตลาดระหว่างประเทศเป็นไปได้จริงแม้สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่มีงบจำกัด
ด้านคำปรึกษา: ช่องทางให้คำปรึกษาทั้งสายด่วน 1169 และบริการให้คำปรึกษาแบบออนไลน์หรือตัวต่อตัว ช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผน แก้ไขปัญหา และลดความเสี่ยงในการเข้าสู่ตลาดใหม่ได้อย่างเป็นระบบ
บทสรุป: จากการมีสินค้า สู่การมีกลยุทธ์
โอกาสของอาหารไทยในตลาดโลกไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า "มีสินค้าหรือไม่" — เพราะสินค้าดีไทยมีอยู่แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับการแปลงศักยภาพนั้นให้เป็น กลยุทธ์ที่ใช่ ซึ่งประกอบด้วยการเข้าใจเทรนด์ที่โลกกำลังต้องการ การเลือกตลาดที่สอดคล้องกับจุดแข็งของตัวเอง และการใช้เครื่องมือสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเต็มประสิทธิภาพ
ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในการส่งออกมักไม่ใช่รายที่มีสินค้าดีที่สุด แต่เป็นรายที่ "เริ่มถูกทาง" เลือกตลาดที่ใช่ก่อน แล้วค่อยขยาย
สิ่งที่ควรจับตาต่อไปคือว่าผู้ประกอบการไทยจะสามารถใช้ประโยชน์จากช่วงเวลาที่เทรนด์โลกเอื้ออำนวยนี้ได้มากเพียงใด เพราะเทรนด์ไม่รอใคร และตลาดเฉพาะกลุ่มที่ว่างอยู่วันนี้อาจไม่ว่างอยู่ในปีหน้า
บทถอดเสียง
สวัสดีค่ะ ต้อนรับเข้าสู่รายการ Businessleader podcast นำเสนอบทความจากนิตยสาร Think Trade Think DITP นะคะ ในวันนี้เราจะมาพูดถึงโอกาสทองของอุตสาหกรรมอาหารไทยในตลาดโลกค่ะ
ในปีสองพันหกร้อยเก้า ตลาดอาหารทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเลยนะคะ และประเทศไทยของเราก็มีโอกาสมหาศาลอยู่ตรงหน้าค่ะ แต่โอกาสนี้จะอยู่กับเรานานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าผู้ประกอบการไทยจะเริ่มให้ถูกทางได้เร็วแค่ไหนค่ะ
ปัจจุบันนี้นะคะ ผู้บริโภคทั่วโลกกำลังมองหาอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารจากพืช หรือที่เรียกว่า Plant-based และสินค้าที่มีเรื่องราวเชิงวัฒนธรรมค่ะ ซึ่งทั้งสามเทรนด์นี้ล้วนตรงกับจุดแข็งของไทยเราอย่างลงตัว ทั้งเรื่องของวัตถุดิบทางการเกษตรที่หลากหลาย ภูมิปัญญาด้านอาหารที่ลึกซึ้ง และระบบการผลิตที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่องค่ะ
แต่ความท้าทายที่ผู้ประกอบการไทยหลายท่านกำลังเผชิญอยู่ ไม่ใช่เรื่องของคุณภาพสินค้าเลยนะคะ แต่เป็นเรื่องของการยกระดับมูลค่าและการเข้าถึงตลาดอย่างถูกทิศทางค่ะ สองโจทย์นี้นี่แหละค่ะ ที่จะแยกผู้ส่งออกที่เติบโตได้จริง ออกจากผู้ที่ยังคงอยู่ที่เดิมค่ะ
ความต้องการสินค้าอาหารไทยในตลาดโลก ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความรู้สึกนะคะ แต่สะท้อนผ่านมูลค่าการส่งออกที่เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มอาหารแปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน และผลไม้สดแปรรูป ซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในตลาดทั่วโลกเลยค่ะ
สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการมักจะมองข้ามก็คือ การเลือกตลาดที่ใช่ค่ะ เราไม่จำเป็นต้องเริ่มจากตลาดใหญ่เสมอไปนะคะ ตลาดเฉพาะกลุ่ม มักจะมีการแข่งขันต่ำกว่าและมีกำไรที่สูงกว่าด้วยค่ะ ยกตัวอย่างเช่น อาหารสุขภาพในประเทศญี่ปุ่น ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับที่มาของวัตถุดิบและกระบวนการผลิต หรือจะเป็นผลไม้พรีเมียมในประเทศจีน ที่มีกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงพร้อมจ่ายสำหรับสินค้าคุณภาพและมีเรื่องราว หรือจะเป็นสินค้า Plant-based ในแถบยุโรป ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและผู้บริโภคพร้อมที่จะทดลองแบรนด์ใหม่ๆ จากเอเชียค่ะ การเลือกตลาดเฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่การถอยหลังนะคะ แต่เป็นการวางฐานที่มั่นคงก่อนจะขยายไปสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้นค่ะ
และที่สำคัญ ภาครัฐก็มีเครื่องมือและบริการต่างๆ เพื่อช่วยลดอุปสรรคให้กับผู้ประกอบการด้วยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม Thaitrade.com ที่เป็นแหล่งรวมข้อมูลเชิงลึกด้านตลาดและเทรนด์โลกค่ะ รวมไปถึงโครงการที่สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและกิจกรรมเจรจาการค้าในต่างประเทศ เพื่อให้การขยายตลาดระหว่างประเทศเป็นไปได้จริงค่ะ นอกจากนี้ ยังมีบริการให้คำปรึกษา ทั้งสายด่วนหนึ่งหนึ่งหกเก้า และบริการแบบออนไลน์ หรือตัวต่อตัว เพื่อให้ผู้ประกอบการวางแผนและแก้ไขปัญหาในการเข้าสู่ตลาดใหม่ได้อย่างเป็นระบบค่ะ
ท้ายที่สุดแล้ว โอกาสของอาหารไทยในตลาดโลกไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า เรามีสินค้าดีหรือไม่ค่ะ เพราะเรามีอยู่แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับการแปลงศักยภาพนั้นให้เป็นกลยุทธ์ที่ใช่ ซึ่งประกอบด้วยการเข้าใจเทรนด์ที่โลกกำลังต้องการ การเลือกตลาดที่สอดคล้องกับจุดแข็งของตัวเอง และการใช้เครื่องมือสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเต็มประสิทธิภาพค่ะ ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในการส่งออก มักไม่ใช่รายที่มีสินค้าดีที่สุด แต่เป็นรายที่เริ่มถูกทาง เลือกตลาดที่ใช่ก่อน แล้วค่อยขยายค่ะ สิ่งที่เราควรจับตาต่อไปก็คือว่า ผู้ประกอบการไทยจะสามารถใช้ประโยชน์จากช่วงเวลาที่เทรนด์โลกเอื้ออำนวยนี้ได้มากน้อยแค่ไหน เพราะเทรนด์ไม่รอใคร และตลาดเฉพาะกลุ่มที่ว่างอยู่วันนี้ อาจไม่ว่างอยู่ในวันหน้าค่ะ สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ


