
ผลการดำเนินงานโครงการ 'ไทยช่วยไทย' ของกระทรวงพาณิชย์ สองครั้งแรกทะลุ 60 ล้านบาท หนุน SMEs
สรุปประเด็น
กระทรวงพาณิชย์เผยผลสำเร็จโครงการ "ไทยช่วยไทย" สองครั้งแรก (1 และ 8 พ.ค. 2569) ทำยอดจำหน่ายพุ่งกว่า 60.85 ล้านบาท มีประชาชนร่วมจับจ่ายกว่า 5 แสนคน ทั่วประเทศ โครงการนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นช่องทางสำคัญในการ เพิ่มรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ให้แก่ ผู้ประกอบการ SMEs และสินค้า OTOP ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นให้แข็งแกร่ง
กระทรวงพาณิชย์ โดยการนำของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศความสำเร็จอย่างงดงามของโครงการ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งจัดขึ้น ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศในสองครั้งแรก เมื่อวันที่ 1 และ 8 พฤษภาคม 2569 โดยมียอดจำหน่ายสินค้ารวมสูงถึง 60.85 ล้านบาท โครงการนี้ถูกริเริ่มขึ้นภายใต้แนวคิดหลักในการบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง และยังเป็นส่วนหนึ่งของการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เปิดเผยถึงตัวเลขที่น่าประทับใจนี้ว่า มีประชาชนให้ความสนใจเดินทางมาเลือกซื้อสินค้าในโครงการดังกล่าวมากกว่า 5 แสนคน ตลอดสองครั้งแรกที่จัดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคที่แสวงหาสินค้าจำเป็นคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้ สินค้าที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษและมียอดขายสูง ได้แก่ น้ำมันพืช, ไข่ไก่, ไข่เป็ด, ผลิตภัณฑ์ซักผ้า, น้ำยาปรับผ้านุ่ม, ข้าวสาร และ น้ำตาล นอกจากนี้ สินค้า OTOP ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการท้องถิ่น ก็ได้รับความสนใจและมียอดจำหน่ายที่ดีไม่แพ้กัน.
สำหรับ ผู้ประกอบการ SMEs และผู้ผลิตสินค้า OTOP โครงการ "ไทยช่วยไทย" ถือเป็นโอกาสทองในการขยาย ช่องทางการจำหน่ายสินค้า และเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในระดับท้องถิ่นได้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ต้นทุนการดำเนินธุรกิจสูงขึ้น การได้เข้าร่วมโครงการที่รัฐบาลสนับสนุนเช่นนี้ ช่วยลดภาระด้านการตลาดและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักของโครงการ "ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย" ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ ผู้ประกอบการรายย่อย ให้สามารถยืนหยัดและเติบโตได้ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง
ความสำเร็จของโครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของเศรษฐกิจฐานรากและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการช่วยขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวผ่านความท้าทายต่างๆ ไปได้ โครงการได้มีการเปิดจุดจำหน่ายครอบคลุม 878 แห่ง ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ และมีแผนการขยายไปสู่ แพลตฟอร์มออนไลน์ ในอนาคต เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงสินค้าและบริการสำหรับประชาชน รวมถึงเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับ SMEs ไทย ให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนและเข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้น นับเป็นนิมิตหมายที่ดีในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Monday Recap 8-14 ก.ย. 2568 : ข่าวธุรกิจ รอบประจำสัปดาห์ ทั้งข่าวไทยและ ข่าวต่างประเทศ
ภาพรวมข่าวธุรกิจในสัปดาห์ที่ผ่านมา (8-14 กันยายน 2568) มุ่งเน้นไปที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ การผนึกกำลังระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย และการปรับตัวของผู้ประกอบการเพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนได้แสดงความคิดเห็นและตั้งความหวังต่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยเรียกร้องให้เร่งแก้ปัญหาปากท้องและฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุด

"ศุภจี" เปิดตัว 7 นโยบาย "Quick Big Win" โจทย์ใหม่พาณิชย์ไทย แก้เศรษฐกิจ-ปักรากฐานอนาคต
กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดเผย 7 นโยบายสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมการค้า การลงทุน และการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ นโยบายเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างเสถียรภาพและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

มาตรการกระทรวงพาณิชย์เพื่อพยุงราคาสินค้าเกษตรและส่งเสริมการส่งออกกุ้งไทย
กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งเครื่องเต็มกำลังเพื่อพยุงราคากุ้งไทยและขับเคลื่อนการส่งออก โดยใช้กลไกทั้งภายในและภายนอกประเทศ ผ่านกิจกรรม “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อยกระดับภาพลักษณ์สู่สินค้า World Class และการเยือนมาเลเซียของนายกรัฐมนตรี เพื่อคลี่คลายข้อพิพาทด้านมาตรฐานสุขอนามัยพืชและสัตว์ (SPS) ภายใน 30 วัน หากการเจรจาไม่เป็นผล กระทรวงฯ พร้อมนำประเด็นขึ้นสู่ WTO และ อาเซียน สะท้อนความมุ่งมั่นในการรักษาเสถียรภาพตลาดและปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการในภาคการส่งออกและห่วงโซ่อุปทานอาหารขนาดใหญ่

พาณิชย์ชูยุทธศาสตร์ Resilience รับมือโลกแบ่งขั้ว เร่งกระจายตลาด-สินค้าใหม่ เสริมแกร่งส่งออกไทยปี 2569
กระทรวงพาณิชย์เผยแผนยุทธศาสตร์ Resilience รับมือโลกการค้าแบ่งขั้ว เดินหน้ากระจายตลาดและสินค้าใหม่ พร้อมเร่งใช้ประโยชน์จาก FTA และนวัตกรรม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งการส่งออกไทยที่มีสัดส่วนต่อ GDP สูงถึง 71.2%

ผลกระทบจากอัตราค่าขนส่งทางทะเลแดงและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ต่ออุตสาหกรรมตู้คอนเทนเนอร์และ SMEs ไทย
สถานการณ์ความตึงเครียดในทะเลแดงดันต้นทุนขนส่งทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อ SMEs ไทย และคาดการณ์ว่าจะทำให้ราคาสินค้าปลายทางปรับขึ้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

SME D Bank เสนอ 4 ยุทธศาสตร์ ช่วย SMEs ไทยฝ่าวิกฤต
ในภาวะเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ภายใต้การนำของ ดร.เดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการ กระทรวงอุตสาหกรรม และประธานกรรมการ ธพว. ได้ริเริ่ม 4 ยุทธศาสตร์สำคัญที่มุ่งมั่นยกระดับศักยภาพของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของไทย
