
BOI ดันไทยขึ้นแท่นฐานผลิตโฟโตนิกส์โลก ทุนพุ่ง 8.2 หมื่นล้าน
สรุปประเด็น
-
ผลักดันไทยสู่ฐานการผลิตโฟโตนิกส์ระดับโลก BOI วางยุทธศาสตร์ดันไทยเป็นฐานผลิตเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ (Photonics) เพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและขยายขีดความสามารถยุค AI
-
เม็ดเงินลงทุนพุ่งสูงกว่า 8.27 หมื่นล้านบาท ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์แล้ว 79 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 82,700 ล้านบาท
-
หัวใจสำคัญของ AI Data Center และระบบสื่อสาร เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ส่งผ่านข้อมูลด้วยความเร็วแสง เป็นรากฐานสำคัญของ AI Data Center, Cloud Computing และระบบสื่อสารความเร็วสูง
-
ปักหมุดไทยเป็นศูนย์กลางไฮเทคแห่งภูมิภาค ดึงดูดนักลงทุนในกลุ่มเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์ดิจิทัล ยกระดับไทยเป็นผู้เล่นหลักในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูงระดับโลก
ทุกครั้งที่มีการแชทกับ AI สตรีมภาพยนตร์ หรือประชุมออนไลน์ข้ามทวีป ข้อมูลมหาศาลเหล่านั้นไม่ได้เดินทางด้วยกระแสไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถูกแปลงเป็นแสงและส่งผ่านสายใยแก้วนำแสงด้วยความเร็วระดับเสี้ยววินาที ผ่านอุปกรณ์ชิ้นเล็ก ๆ ที่เรียกว่า Optical Transceiver และเบื้องหลังอุปกรณ์เหล่านี้ ประเทศไทยกำลังเข้าไปมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ ในฐานะฐานการผลิต
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2569 ว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2564 – มิถุนายน 2569) มีโครงการลงทุนในอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ (Photonics) ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนแล้ว 79 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 82,700 ล้านบาท นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ ระบุว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI ระบบคลาวด์ การประมวลผลสมรรถนะสูง (High-Performance Computing) และระบบสื่อสารความเร็วสูง เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เทคโนโลยีนี้มีบทบาทมากขึ้นในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุคใหม่
คำถามที่น่าสนใจกว่าตัวเลขการลงทุนคือ ไทยกำลังยึดตำแหน่งใดในห่วงโซ่อุปทานโฟโตนิกส์โลก และตำแหน่งนั้นยั่งยืนแค่ไหนเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค
โฟโตนิกส์คืออะไร และทำไมถึงสำคัญกับ AI
โฟโตนิกส์คือเทคโนโลยีที่ใช้แสงในการส่งผ่าน ควบคุม และประมวลผลข้อมูล ครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลากหลายระดับ ตั้งแต่สายใยแก้วนำแสง (Optical Fiber) ซึ่งเป็นตัวกลางส่งสัญญาณ ไปจนถึงชิ้นส่วนอุปกรณ์ Optical อย่างเลเซอร์และตัวรับสัญญาณแสง จนถึง Optical Module ที่แปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นแสงและกลับกัน และท้ายสุดคือ Optical Transceiver ซึ่งใช้เชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์ สวิตช์ และอุปกรณ์เครือข่ายภายใน AI Data Center
เหตุผลที่เทคโนโลยีนี้ทวีความสำคัญคือข้อจำกัดทางกายภาพของสายทองแดง: การส่งข้อมูลด้วยไฟฟ้าผ่านระยะทางไกลจะสูญเสียสัญญาณและใช้พลังงานสูง ขณะที่การส่งผ่านแสงในสายใยแก้วนำแสงรองรับปริมาณข้อมูลได้มากกว่า ใช้พลังงานต่ำกว่า และมีอัตราการสูญเสียสัญญาณน้อยกว่า เครือข่ายสื่อสารความเร็วสูงรุ่นใหม่บางระบบรองรับอัตราส่งข้อมูลได้ถึง 1.6 Terabits ต่อวินาที ซึ่งเป็นระดับที่จำเป็นสำหรับศูนย์ข้อมูลที่ต้องประมวลผลโมเดล AI ขนาดใหญ่
ด้วยเหตุนี้ ทุกบริษัทที่กำลังลงทุนสร้าง AI Data Center ทั่วโลก — ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่หรือผู้ผลิตชิปกราฟิก — ล้วนต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานโฟโตนิกส์เป็นองค์ประกอบสำคัญ และนี่คือจุดที่ไทยเข้าไปมีบทบาท
โครงสร้างการลงทุน: ไทยอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่อุปทาน
ข้อมูลจากบีโอไอแบ่งโครงการลงทุนโฟโตนิกส์ในไทยออกเป็น 3 กลุ่มตามตำแหน่งในห่วงโซ่การผลิต ซึ่งสะท้อนว่าไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานประกอบชิ้นส่วนปลายทาง แต่มีการลงทุนกระจายไปตลอดทั้งสาย:
- การผลิตสายใยแก้วนำแสง (วัตถุดิบต้นน้ำ): 12 โครงการ มูลค่า 13,700 ล้านบาท
- การผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่ใช้กับระบบสื่อสารด้วยแสง (กลางน้ำ): 47 โครงการ มูลค่า 19,500 ล้านบาท — เป็นกลุ่มที่มีจำนวนโครงการมากที่สุด สะท้อนว่าไทยดึงดูดผู้ผลิตชิ้นส่วนเฉพาะทางได้หลากหลายราย แม้มูลค่าต่อโครงการจะไม่สูงเท่ากลุ่มปลายน้ำ
- การผลิตผลิตภัณฑ์สื่อสารด้วยแสงครบชุด (ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มสูง): 20 โครงการ มูลค่า 49,400 ล้านบาท — คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 60% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด แม้จะมีจำนวนโครงการน้อยที่สุดในสามกลุ่ม
โครงสร้างนี้บ่งชี้ประเด็นเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ: มูลค่าการลงทุนกระจุกตัวอยู่ในผลิตภัณฑ์ปลายน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มสูงอย่าง Optical Transceiver มากกว่าวัตถุดิบต้นน้ำ ซึ่งเป็นรูปแบบที่ต่างจากอุตสาหกรรมการผลิตดั้งเดิมหลายประเภทที่ไทยเคยรับบทบาทเป็นฐานประกอบต้นทุนต่ำ ในกรณีนี้ไทยกำลังดึงดูดขั้นตอนการผลิตที่ใกล้ปลายห่วงโซ่มูลค่ามากกว่า
บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมครอบคลุมทุกส่วนของห่วงโซ่ ตัวอย่างเช่น บริษัทในเครือ Lumentum Holdings ซึ่งเป็นพันธมิตรของ Nvidia มีการผลิตครบตั้งแต่สายใยแก้วนำแสงจนถึงอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ ขณะที่ Celestica และ Fabrinet ซึ่งใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลัก เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน Optical ให้กับ Nvidia, Cisco และ Amazon Web Services ส่วนกลุ่มที่เน้นผลิต Optical Transceiver โดยตรง เช่น Terahop และ Eoptolink ถือเป็นผู้ผลิตอันดับต้น ๆ ของโลกในผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ ปัจจุบันบริษัทกลุ่มนี้จ้างงานบุคลากรไทยรวมกันมากกว่า 20,000 คน
กระจายตัวนอก EEC: สัญญาณของฐานอุตสาหกรรมที่ขยายวงกว้างขึ้น
รายละเอียดที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือทำเลที่ตั้งของโครงการ ซึ่งไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตามที่มักเป็นภาพจำของการลงทุนอุตสาหกรรมไฮเทคในไทย จากทั้งหมด 79 โครงการ มี 48 โครงการ หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 60% ตั้งอยู่นอกพื้นที่ EEC โดยกระจายอยู่ที่พระนครศรีอยุธยา (16 โครงการ) ปทุมธานี (10 โครงการ) สระบุรี (9 โครงการ) และสมุทรปราการ (4 โครงการ) เป็นหลัก ส่วนที่เหลืออยู่ในนครปฐม สมุทรสาคร ปราจีนบุรี และกรุงเทพมหานคร
การกระจายตัวเช่นนี้มีนัยสำคัญสองด้าน ด้านหนึ่งคือโอกาสในการกระจายความเจริญและการจ้างงานทักษะสูงออกนอกพื้นที่ EEC ซึ่งเป็นเป้าหมายเชิงนโยบายที่บีโอไอผลักดันมาต่อเนื่อง อีกด้านหนึ่งคือคำถามเชิงโครงสร้างพื้นฐาน — พื้นที่นอก EEC อย่างอยุธยาและปทุมธานีมีความพร้อมด้านโลจิสติกส์ พลังงาน และแรงงานทักษะสูงเพียงพอที่จะรองรับการขยายตัวต่อเนื่องของอุตสาหกรรมนี้ในระยะยาวหรือไม่ ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ EEC ที่มีการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะทางไว้รองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงอยู่แล้ว
มุมมองที่ต้องระมัดระวัง: ตัวเลขสะสม 5 ปี ไม่ใช่ภาพการเติบโตรายปี
ประเด็นเชิงวิเคราะห์ที่ควรระบุให้ชัดคือ ตัวเลข 79 โครงการและ 82,700 ล้านบาท เป็นตัวเลขสะสมตลอด 5 ปี (2564 – กลางปี 2569) ไม่ใช่ตัวเลขของปีใดปีหนึ่ง ข้อมูลที่เผยแพร่ยังไม่ได้แจกแจงว่าการลงทุนเร่งตัวขึ้นในช่วงปีหลัง ๆ ที่กระแส AI Data Center เติบโตอย่างก้าวกระโดดหรือไม่ หรือกระจายตัวสม่ำเสมอตลอด 5 ปี ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับนักลงทุนที่ต้องการประเมินแนวโน้มที่แท้จริงของอุตสาหกรรมนี้ในไทย
นอกจากนี้ ตัวเลขที่บีโอไอเปิดเผยเป็น "โครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน" ซึ่งต่างจากเงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริงแล้ว (actual disbursement) ตัวเลขการอนุมัติหรือยื่นขอมักสูงกว่าการลงทุนจริงในระยะแรก และบางโครงการอาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะเดินเครื่องผลิตเต็มกำลัง ผู้บริหารและนักลงทุนที่ติดตามเรื่องนี้จึงควรแยกแยะระหว่าง "ความสนใจลงทุน" กับ "กำลังการผลิตที่เกิดขึ้นจริง" เมื่อประเมินขนาดที่แท้จริงของอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ไทยในปัจจุบัน
ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้เทียบเคียงกับคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนามหรือมาเลเซีย ซึ่งต่างก็แข่งขันดึงดูดการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงเช่นกัน การประเมินว่าไทย "ขึ้นแท่นฐานผลิตระดับโลก" จึงควรพิจารณาส่วนแบ่งตลาดโลกของผู้ผลิตที่ตั้งฐานในไทยประกอบด้วย ไม่ใช่พิจารณาแต่มูลค่าการลงทุนสะสมภายในประเทศเพียงอย่างเดียว
บทสรุป: โอกาสที่ต้องจับตาความต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ตัวเลขสะสม
การที่ผู้ผลิตระดับโลกอย่าง Lumentum, Fabrinet, Celestica และ Eoptolink เลือกไทยเป็นฐานการผลิต และมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับ Nvidia, Cisco และ AWS สะท้อนว่าไทยได้รับความเชื่อมั่นในระดับหนึ่งจากผู้เล่นสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน AI โลก ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ไทยสั่งสมมาหลายทศวรรษ
สำหรับผู้บริหารและนักลงทุนที่ติดตามอุตสาหกรรมนี้ ประเด็นที่ควรจับตาต่อจากนี้คือ (1) อัตราการเติบโตของโครงการยื่นขอส่งเสริมในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง ว่าเร่งตัวขึ้นตามกระแส AI Data Center จริงหรือไม่ (2) สัดส่วนโครงการที่เดินเครื่องผลิตจริงเทียบกับโครงการที่เพิ่งยื่นขอ และ (3) ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่นอก EEC ที่รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้ในระยะยาว ทั้งสามประเด็นนี้จะเป็นตัวชี้วัดที่แท้จริงว่าไทยกำลังเป็น "ฐานผลิตโฟโตนิกส์ระดับโลก" อย่างยั่งยืน หรือเพียงได้รับอานิสงส์ระยะสั้นจากรอบการลงทุน AI Data Center ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้
ข้อมูลอ้างอิง:
- Infoquest. (2026, July 31). บีโอไอ ปักหมุดไทยฐานผลิต "โฟโตนิกส์โลก" รับกระแส AI และสื่อสารความเร็วสูง หลัง 5 ปี ทุนทะลักกว่า 8 หมื่นลบ. https://www.infoquest.co.th/2026/623940
- mmthailand. (2026, July 30). บีโอไอปักหมุดไทยฐานผลิตโฟโตนิกส์โลก ลงทุนทะลุ 8 หมื่นล้านบาท. https://www.mmthailand.com/boi-thailand-photonics-investment-ai-optical-transceiver/
- ThaiPR.net. (2026, July 31). บีโอไอปักหมุดไทย ฐานผลิตโฟโตนิกส์โลก ลงทุนทะลุ 8 หมื่นล้านบาท รับกระแส AI และสื่อสารความเร็วสูง. https://www.thaipr.net/finance/3745617
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไทยดึงคำขอลงทุน 'ชิป-อิเล็กทรอนิกส์' ราว 9 แสนล้านบาท รับผู้ผลิตปรับห่วงโซ่อุปทาน
บีโอไอเผยยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนในไทยด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง พุ่งแตะ 9 แสนล้านบาท ในช่วง 3 ปี สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ผลิตระดับโลกที่เดินหน้าปรับโครงสร้างและย้ายฐานการผลิตเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่มแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ที่ขยายตัวแรงขานรับกระแส AI ยานยนต์ไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซนเตอร์

มาตรการกระทรวงการคลังเพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายและสนับสนุน SME
กระทรวงการคลังเตรียมออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับ SMEs และธุรกิจฐานราก ควบคู่กับการผลักดันเศรษฐกิจไทยสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปีข้างหน้า ผ่านแนวคิด Reinvent Thailand โดยมุ่งเน้นขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ AI และ Data Center ซึ่งส่งสัญญาณถึงทิศทางและโอกาสการลงทุนสำหรับภาคเอกชนขนาดใหญ่ที่ต้องการปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับนโยบายรัฐเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่สร้างด้วยใบอนุญาต "โกดังสินค้า": ช่องว่างกฎหมายที่กำลังสะสมเป็นความเสี่ยงของนักลงทุนเอง
เจาะลึกวิเคราะห์โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยที่มีคำขอลงทุนเฉียด 8 แสนล้านบาท แต่ส่วนใหญ่เลี่ยงจัดทำ EIA ผ่านใบอนุญาตคลังสินค้า สะท้อนความเสี่ยงเชิงกฎหมายที่อาจกระทบทั้งชุมชนและนักลงทุน พร้อมเปิดบทเรียนจากต่างประเทศและทิศทางการปรับปรุงกฎระเบียบของภาครัฐ

BOI อนุมัติ Data Center 2 โครงการกว่า 6 หมื่นล้าน หนุนไทยสู่ดิจิทัลฮับอาเซียน
บอร์ด BOI มีมติเมื่อ 1 พ.ย. 2567 อนุมัติส่งเสริมการลงทุน Data Center 2 โครงการในจังหวัดชลบุรี มูลค่ารวม 60,760 ล้านบาท จาก Quartz Computing ในเครือ Google และ Digitalland Services ในเครือ GDS เชื่อมโยงโอกาสในห่วงโซ่อุปทานดิจิทัลของไทย

ตลท. จับมือ BOI ดึงธุรกิจ New Economy เข้าตลาดทุนไทย หนุน IPO
ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ BOI ร่วมกันเตรียมออกเกณฑ์ "BOI to IPO" ในไตรมาส 3 ปี 2569 เพื่อดึงดูดธุรกิจกลุ่ม New Economy เข้าตลาดทุนไทย เสริมสร้างความน่าสนใจและความหลากหลายของตลาดฯ

บีโอไออนุมัติ 3 โครงการใหญ่ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) มูลค่ากว่า 2.2 หมื่นล้านบาท เดินหน้าขยายลงทุนเฟสสอง
บีโอไออนุมัติ 3 ผู้ผลิต PCB ระดับโลกจากจีนและไต้หวันขยายลงทุนเฟสสองกว่า 22,000 ล้านบาทในไทย ตอกย้ำไทยเป็นฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง พร้อมสร้างงานและโอกาสให้ SMEs ไทยในห่วงโซ่อุปทาน AI-Data Center
