รัฐเตรียมกำหนดมาตรฐาน Data Center เปิดโจทย์ใหม่ธุรกิจดิจิทัล พลังงาน และสิ่งแวดล้อม

รัฐเตรียมกำหนดมาตรฐาน Data Center เปิดโจทย์ใหม่ธุรกิจดิจิทัล พลังงาน และสิ่งแวดล้อม

สรุปประเด็น

  • รัฐเตรียมคุมเข้ม Data Center: กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำครอบคลุมพื้นที่ น้ำ พลังงาน สิ่งแวดล้อม และแบ่งระดับตามการใช้พลังงาน เสนอ ครม. พ.ย. นี้

  • ตลาดโตต่อเนื่องแต่เพิ่มความท้าทาย: ไทยมี Data Center 42 แห่ง (IT Load 3,400 MW) มูลค่า 7.5 แสนล้านบาท นักลงทุนสนใจกว่า 100 ราย

  • โอกาสของธุรกิจเกี่ยวเนื่อง: เปิดตลาดให้ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ระบบทำความเย็น บริหารจัดการน้ำ และวิศวกรรมอาคารเติบโตรับเทรนด์

  • กรอบเวลาการปรับตัว: คาดเปิดรับคำขอโครงการใหม่ต้นปี 2570 ขณะที่ผู้ประกอบการเดิมมีเวลา 1 ปีในการปรับตัวตามเกณฑ์ใหม่

การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังผลักดันความต้องการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลให้เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ Data Center หรือศูนย์ข้อมูล กลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่นักลงทุนให้ความสนใจ และเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับบทบาทสู่การเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในศูนย์ข้อมูลไม่ได้มีเพียงการก่อสร้างอาคารและติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการใช้ไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน ระบบสำรองพลังงาน และการบริหารจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การขยายตัวอย่างรวดเร็วจึงทำให้ภาครัฐต้องเร่งวางแนวทางกำกับดูแล เพื่อให้การลงทุนดำเนินไปอย่างเป็นระบบและไม่สร้างภาระต่อชุมชนหรือระบบสาธารณูปโภคโดยรวม

รายงานของ Reuters เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ระบุว่า คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเตรียมกำหนดข้อกำหนดขั้นต่ำสำหรับผู้ประกอบการ Data Center ครอบคลุมการเลือกพื้นที่ การใช้ที่ดิน การจัดเก็บเชื้อเพลิง ระบบบริหารจัดการน้ำ และแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงแนวทางแบ่งศูนย์ข้อมูลออกเป็น 7 ระดับตามความต้องการใช้พลังงาน

การกำหนดมาตรฐาน Data Center เป็นทั้งโจทย์การกำกับดูแลและโอกาสทางธุรกิจ เพราะผู้ลงทุนต้องให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากรมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการไทยสามารถต่อยอดสู่ตลาดระบบไฟฟ้า เทคโนโลยีทำความเย็น การจัดการน้ำ และบริการวิศวกรรมที่สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

Data Center โตต่อเนื่อง ไทยเร่งวางกติกาก่อนลงทุนระลอกใหม่

ข้อมูลที่ Reuters รายงานระบุว่า ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยมีศูนย์ข้อมูล 42 แห่ง มีกำลังรองรับโหลดด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Load) รวมประมาณ 3,400 เมกะวัตต์ และมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 750,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ยังมีผู้ประกอบการที่สนใจลงทุนมากกว่า 100 ราย

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนศักยภาพของตลาด แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเพิ่มขึ้นของโครงการก็ทำให้การประเมินความพร้อมด้านพลังงาน น้ำ ที่ดิน และโครงสร้างพื้นฐานกลายเป็นประเด็นสำคัญ

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลไทยได้ระบุแนวทางกำกับดูแล Data Center โดยให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การดูแลสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงและความปลอดภัยทางไซเบอร์ ตลอดจนการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยจากการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้

ทิศทางดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เป้าหมายของประเทศไม่ได้จำกัดอยู่ที่การดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ แต่ยังรวมถึงการทำให้การลงทุนเชื่อมโยงกับธุรกิจในประเทศ การพัฒนาบุคลากร และการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว

5 ประเด็นที่ผู้ประกอบการ Data Center ต้องจับตา

1. ทำเลและการใช้ที่ดินต้องสอดคล้องกับลักษณะโครงการ

การเลือกพื้นที่ตั้งศูนย์ข้อมูลไม่ได้พิจารณาเพียงราคาที่ดินหรือความสะดวกในการเข้าถึงโครงข่ายสื่อสาร แต่ยังต้องคำนึงถึงความพร้อมของระบบไฟฟ้าและน้ำ ความปลอดภัย การใช้ประโยชน์ที่ดิน และผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบ

หากข้อกำหนดใหม่ระบุรายละเอียดด้านทำเลและการใช้ที่ดินชัดเจนขึ้น ผู้พัฒนาโครงการอาจต้องประเมินความเหมาะสมของพื้นที่ตั้งแต่ช่วงวางแผน เพื่อลดความเสี่ยงจากข้อจำกัดด้านผังเมือง การก่อสร้าง หรือระบบสาธารณูปโภค

สำหรับธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และนิคมอุตสาหกรรม การเตรียมพื้นที่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานครบถ้วนและเหมาะสมกับการลงทุน Data Center อาจช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงดูดผู้เช่าและนักลงทุนกลุ่มเทคโนโลยี

2. ประสิทธิภาพการใช้พลังงานจะเป็นปัจจัยแข่งขัน

ศูนย์ข้อมูลต้องใช้พลังงานทั้งสำหรับการประมวลผลข้อมูลและการควบคุมอุณหภูมิของอุปกรณ์ เมื่อขนาดโครงการเพิ่มขึ้น การบริหารจัดการพลังงานจึงมีผลโดยตรงต่อต้นทุนและความสามารถในการขยายธุรกิจ

ผู้ประกอบการควรพิจารณาเทคโนโลยีทำความเย็นที่มีประสิทธิภาพ การออกแบบระบบไฟฟ้า ระบบสำรองพลังงาน และการติดตามประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประเมินความเป็นไปได้ในการใช้พลังงานหมุนเวียนตามความเหมาะสมของโครงการ

ในฝั่งผู้ให้บริการ นี่อาจเป็นโอกาสของธุรกิจระบบไฟฟ้า อุปกรณ์ควบคุมพลังงาน ระบบทำความเย็น ซอฟต์แวร์บริหารจัดการพลังงาน และบริการตรวจวัดประสิทธิภาพของอาคารและอุปกรณ์

3. การบริหารจัดการน้ำต้องวางแผนตั้งแต่ต้น

น้ำเป็นทรัพยากรสำคัญสำหรับระบบทำความเย็นบางประเภท ขณะที่ความต้องการใช้น้ำของแต่ละโครงการแตกต่างกันตามเทคโนโลยี ขนาด และรูปแบบการออกแบบระบบ

ผู้ประกอบการจึงควรประเมินแหล่งน้ำที่มีอยู่ ความต่อเนื่องในการจัดหา และความเป็นไปได้ในการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ ตลอดจนเลือกเทคโนโลยีที่ช่วยลดการใช้น้ำโดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน

หากข้อกำหนดด้านน้ำมีความเข้มงวดขึ้น ธุรกิจระบบบำบัดน้ำ เทคโนโลยีรีไซเคิลน้ำ ระบบตรวจวัด และบริการบริหารจัดการทรัพยากรอาจได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดข้อบังคับและระดับการปฏิบัติตามต้องพิจารณาจากหลักเกณฑ์ฉบับที่ได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นทางการ

4. ระบบเชื้อเพลิงสำรองและความปลอดภัยต้องได้มาตรฐาน

Data Center จำเป็นต้องให้บริการอย่างต่อเนื่อง จึงมักมีระบบไฟฟ้าสำรองเพื่อรองรับเหตุขัดข้องของแหล่งจ่ายไฟหลัก ระบบดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับการจัดเก็บเชื้อเพลิง อุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย และมาตรการรับมือเหตุฉุกเฉิน

การกำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับการจัดเก็บเชื้อเพลิงจึงมีความสำคัญต่อทั้งความปลอดภัยของสถานประกอบการและพื้นที่โดยรอบ

ธุรกิจที่ให้บริการออกแบบและติดตั้งระบบความปลอดภัย ระบบตรวจจับเหตุผิดปกติ ระบบป้องกันอัคคีภัย และการบำรุงรักษาอุปกรณ์ อาจมีโอกาสเพิ่มขึ้นตามความต้องการของผู้ประกอบการที่ต้องปรับปรุงระบบให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่

5. สิ่งแวดล้อมต้องเป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจ

การบริหารจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไม่ควรถูกมองเป็นเพียงขั้นตอนเพื่อให้ผ่านข้อกำหนด แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนการลงทุนตั้งแต่ต้น

ประเด็นที่ผู้ประกอบการควรประเมิน ได้แก่ การใช้พลังงานและน้ำ การจัดการของเสีย ความร้อนและเสียงจากอุปกรณ์ ตลอดจนผลกระทบต่อชุมชน

การจัดเก็บข้อมูลการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นระบบยังช่วยให้ธุรกิจประเมินต้นทุน วางแผนลดการใช้พลังงาน และสื่อสารผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมกับลูกค้าและผู้ลงทุนได้อย่างน่าเชื่อถือมากขึ้น

มาตรฐานใหม่เพิ่มโจทย์การลงทุน แต่เปิดตลาดให้ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง

สำหรับผู้พัฒนาและผู้ดำเนินงาน Data Center การกำหนดมาตรฐานใหม่อาจทำให้ต้องทบทวนการออกแบบโครงการ ระบบสาธารณูปโภค และงบประมาณลงทุน โดยเฉพาะโครงการที่วางแผนไว้ก่อนมีข้อกำหนดฉบับใหม่

ในอีกด้านหนึ่ง ความต้องการปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานก็อาจสร้างโอกาสให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง วิศวกรรม ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น การบริหารจัดการน้ำ และเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม

ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าสู่ตลาดนี้ควรเริ่มจากการทำความเข้าใจความต้องการของผู้พัฒนาโครงการ ประเมินมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความปลอดภัย และทำให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับ SMEs โอกาสอาจอยู่ในบทบาทผู้ผลิตชิ้นส่วน ซัพพลายเออร์ หรือผู้ให้บริการเฉพาะทาง โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูลด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงตลาดดังกล่าวต้องอาศัยคุณภาพที่สม่ำเสมอ ความปลอดภัย ความสามารถในการส่งมอบ และการปฏิบัติตามเงื่อนไขของลูกค้า

นักลงทุนต้องติดตามกำหนดการและรายละเอียดการบังคับใช้

Reuters รายงานว่า หลักเกณฑ์ใหม่มีกำหนดเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 และคาดว่าจะเปิดรับคำขอสำหรับโครงการ Data Center ใหม่ได้ในช่วงต้นปี 2570 ส่วนผู้ประกอบการเดิมจะได้รับเวลาหนึ่งปีเพื่อปรับตัวให้เป็นไปตามข้อกำหนดขั้นต่ำ

ทั้งนี้ กำหนดการดังกล่าวเป็นแผนที่มีการรายงาน ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2569 ไม่ใช่การยืนยันว่าหลักเกณฑ์ทั้งหมดมีผลบังคับใช้แล้ว นักลงทุนและผู้ประกอบการจึงควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการ รวมถึงรายละเอียดการแบ่งระดับศูนย์ข้อมูลและเงื่อนไขที่ใช้กับโครงการแต่ละประเภท

การเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยให้ธุรกิจประเมินผลกระทบต่อการลงทุนและวางแผนด้านเงินทุนได้แม่นยำขึ้น โดยเฉพาะโครงการที่อยู่ระหว่างออกแบบ ก่อสร้าง หรือเตรียมยื่นคำขออนุญาต

บทสรุป: โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลต้องเติบโตอย่างมีคุณภาพ

การเตรียมกำหนดมาตรฐาน Data Center สะท้อนโจทย์สำคัญของประเทศไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล นั่นคือการทำให้ประเทศเป็นจุดหมายการลงทุนที่มีความพร้อม ไม่ใช่เพียงด้านทำเลและโครงข่ายสื่อสาร แต่รวมถึงระบบพลังงาน น้ำ ความปลอดภัย และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมด้วย

ในระยะต่อไป ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมจึงอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดึงดูดโครงการขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าประเทศสามารถสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้การลงทุนดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานได้มากเพียงใด

สำหรับธุรกิจไทย นี่คือช่วงเวลาที่ควรติดตามกฎเกณฑ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินโอกาสในตลาดพลังงาน เทคโนโลยีประหยัดทรัพยากร และบริการวิศวกรรม เพราะเมื่อมาตรฐานชัดเจนขึ้น ความต้องการโซลูชันที่ช่วยให้ศูนย์ข้อมูลดำเนินงานได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืนก็อาจกลายเป็นตลาดธุรกิจที่เติบโตควบคู่ไปกับการลงทุนดิจิทัลของประเทศ

ข้อมูลอ้างอิง:

Reuters — “Thailand sets new rules for data centres as applications surge” เผยแพร่วันที่ 27 ตุลาคม 2569 https://www.reuters.com/world/asia-pacific/thailand-sets-new-rules-data-centres-applications-surge-2026-10-27/?utm_source=chatgpt.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

SCB EIC ประเมินก่อสร้างภาครัฐปี 2570 หดตัว 5% จับตาวัสดุก่อสร้างรับแรงกดดันจากดีมานด์และสินค้านำเข้า

SCB EIC ประเมินก่อสร้างภาครัฐปี 2570 หดตัว 5% จับตาวัสดุก่อสร้างรับแรงกดดันจากดีมานด์และสินค้านำเข้า

SCB EIC ประเมินงานก่อสร้างภาครัฐปี 2570 หดตัว 5% จากงบลงทุนที่ลดลง ขณะที่งานภาคเอกชนยังทรงตัวได้จากอานิสงส์โรงงานและ Data Center เตือนอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างรับศึกหนักจากดีมานด์ซบเซา สินค้านำเข้าราคาถูกตีตลาด พร้อมแนะผู้ประกอบการเร่งปรับตัวรับมาตรการ CBAM และกระจายความเสี่ยงสู่งานอาคารเขียว

8 นาที
SCBX โชว์ศักยภาพงานวิจัย AI ไทย คว้า 5 ผลงานวิจัยระดับโลก

SCBX โชว์ศักยภาพงานวิจัย AI ไทย คว้า 5 ผลงานวิจัยระดับโลก

กลุ่ม SCBX สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการส่งผลงานวิจัย AI ระดับโลก 5 ฉบับ ขึ้นเวทีวิชาการชั้นนำ ตอกย้ำศักยภาพนักวิจัยไทยและบทบาทผู้นำด้านเทคโนโลยี

4 นาที
เมื่อ AI กลายเป็น “โค้ช” ของพนักงาน: เจาะลึกเคส Burger King กับการใช้ AI วัดระดับความสุภาพ

เมื่อ AI กลายเป็น “โค้ช” ของพนักงาน: เจาะลึกเคส Burger King กับการใช้ AI วัดระดับความสุภาพ

Burger King ทดลองใช้ AI ผ่านหูฟังอัจฉริยะในช่องทาง Drive‑thru เพื่อวัดความสุภาพและความเป็นมิตรของพนักงานแบบเรียลไทม์ ช่วยยกระดับมาตรฐานบริการและคุมคุณภาพทุกสาขา

5 นาที
4 เทรนด์องค์ความรู้และทักษะที่ต้องมีในปี 2025 เพื่อไม่ให้ธุรกิจตกขบวน

4 เทรนด์องค์ความรู้และทักษะที่ต้องมีในปี 2025 เพื่อไม่ให้ธุรกิจตกขบวน

ปี 2025 เป็นปีที่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวตาม 4 เทรนด์การพัฒนาทักษะใหม่ ได้แก่ เทคโนโลยีการผลิตและซัพพลายเชน, ความยั่งยืน (Sustainability & ESG), สุขภาพและสุขภาวะ (Health & Wellness) และ AI ในการบริหารธุรกิจ ซึ่งล้วนเป็นองค์ความรู้สำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้ในยุคดิจิทัล

5 นาที
จีนเปิด 38 สาขาใหม่: ยุทธศาสตร์ “ผลิตคนแห่งอนาคต” ที่ไทยต้องเร่งตามให้ทัน

จีนเปิด 38 สาขาใหม่: ยุทธศาสตร์ “ผลิตคนแห่งอนาคต” ที่ไทยต้องเร่งตามให้ทัน

สี จิ้นผิง เดินเกมระยะยาวผ่านการศึกษา ด้วยการเพิ่ม 38 สาขาใหม่ระดับปริญญาตรี ครอบคลุม AI หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีล้ำสมัย สะท้อนยุทธศาสตร์สร้าง “กำลังคนคุณภาพ” เพื่อแข่งขันในเวทีโลก

6 นาที
ถอดรหัสเทรนด์แรงงาน Gen AI: เมื่อ ‘ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง’ อาจไม่พอ

ถอดรหัสเทรนด์แรงงาน Gen AI: เมื่อ ‘ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง’ อาจไม่พอ

เจาะลึกเทรนด์แรงงานยุค Gen AI เมื่อความเชี่ยวชาญเฉพาะทางอาจไม่เพียงพออีกต่อไป พบบทวิเคราะห์จาก Harvard Business Review ที่ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตลาดงาน พร้อมเปิด 3 ทักษะสำคัญแห่งอนาคตที่พนักงานรุ่นใหม่ต้องมี เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้ควบคุมเทคโนโลยีและขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

8 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง