
สินค้า Eco-Friendly กระแสแรง! เปิดช่องทางยอดขายธุรกิจไทย
Business Leader| Green Writer
สินค้าเพื่อความยั่งยืน “Eco-Friendly” มาแรงทั่วโลก! ผู้ประกอบการไทยควรเร่งปรับตัว คว้าโอกาสสร้างยอดขายและภาพลักษณ์
แนวโน้มสินค้าเพื่อความยั่งยืน หรือ “Eco-Friendly” กำลังกลายเป็นกระแสหลักในตลาดโลก ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 6-10% ต่อปี และคาดว่ามูลค่าตลาดจะทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 ผู้เชี่ยวชาญชี้ นี่คือโอกาสทองที่ผู้ประกอบการไทยควรเร่งปรับตัวและพัฒนาสินค้าเพื่อความยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่และขยายสู่ตลาดสากล สินค้ากลุ่มนี้ครองส่วนแบ่งตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่ตลาดวัสดุยั่งยืน (Sustainable materials) ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2577

ผู้บริโภคทั่วโลกตื่นตัว พร้อมจ่ายแพงขึ้นเพื่อ “สินค้าเขียว”
ข้อมูลจากหลายสำนักวิจัยระบุว่า ผู้บริโภคกว่า 70% ให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพร้อมจ่ายในราคาสูงขึ้นเพื่อแลกกับความยั่งยืน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กลายเป็นกำลังซื้อหลักของตลาด กลุ่มสินค้ายอดนิยมที่ตลาดต้องการ เช่น บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ รีไซเคิล หรือใช้ซ้ำ, สินค้าแฟชั่น ของใช้ในบ้านจากวัสดุรีไซเคิลหรือออร์แกนิก, อาหารและเครื่องดื่ม Plant-based, Vegan, ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย, เครื่องสำอางจากธรรมชาติ, เทคโนโลยีประหยัดพลังงานและพลังงานทางเลือก
จุดเริ่มต้นของโอกาสของผู้ประกอบการไทย
การส่งออกสินค้าสำหรับความยั่งยืนของไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว แต่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายรัฐ มาตรการทางการเงิน และความต้องการของตลาดโลก หากผู้ประกอบการไทยปรับตัวได้ทัน จะสามารถใช้โอกาสนี้ขยายตลาดและสร้างความแตกต่างในเวทีโลกได้
สินค้าที่มิตรต่อสิ่งแวดล้อมของไทยยังมีสัดส่วนค่อนข้างต่ำ โดยในปี 2021 มีเพียง 7.6% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น เยอรมนี ญี่ปุ่น และจีน มีสัดส่วนอยู่ที่ 10-15%. รัฐบาลและสถาบันการเงิน เช่น EXIM Bank ได้ออกมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เปลี่ยนผ่านสู่การผลิตและส่งออกสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการ Green Certificate of Deposit เพื่อให้สินเชื่อแก่ธุรกิจที่ต้องการลงทุนในกระบวนการผลิตสีเขียว
แบรนด์ไทยที่นำแนวคิดความยั่งยืนมาปรับใช้อย่างโดดเด่นในปีนี้

Pipatchara โดดเด่นในฐานะแบรนด์แฟชั่นรักษ์โลกที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยนำวัสดุเหลือใช้และขยะรีไซเคิล เช่น ฝาขวดน้ำ กล่องพลาสติก และช้อนส้อมพลาสติก มาสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นร่วมสมัย เช่น “Infinitude Dress” ที่ใช้ฝาขวด 1,528 ชิ้น และถูกสวมใส่โดย Barbara Palvin ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ 2025 รวมถึงการที่ “ลิซ่า” เลือกสวมชุดจากขยะรีไซเคิลของแบรนด์นี้ในงานระดับโลกอย่าง Monaco F1 Grand Prix 2024 แบรนด์ยังเน้นการใช้หนังวีแกน คอตตอนออร์แกนิก และสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นผ่านงานฝีมือ
ทิศทางและแนวโน้มอนาคตของสินค้าเพื่อความยั่งยืน
สินค้าเพื่อความยั่งยืน (Eco-Friendly Products) กำลังเปลี่ยนจากสินค้าทางเลือกเป็น “กระแสหลัก” ในตลาดโลกอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและยุโรปที่มีอัตราการเติบโตสูง
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันกระแสนี้คือการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น blockchain, AI และ IoT มาใช้ในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับความโปร่งใสและประสิทธิภาพ เช่น การติดตามแหล่งที่มาของวัตถุดิบแบบเรียลไทม์ การตรวจสอบกระบวนการผลิตอย่างโปร่งใส และการวัดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแม่นยำ เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าสินค้าที่เลือกซื้อมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง.
ขณะเดียวกัน การลงทุนในนวัตกรรมวัสดุเพื่อความยั่งยืน เช่น วัสดุชีวภาพ (biomaterials), พลาสติกย่อยสลายได้, และการใช้พลังงานหมุนเวียน กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุโรปและเอเชียที่มีมาตรการเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมและการสนับสนุนจากภาครัฐ ส่งผลให้ตลาดวัสดุยั่งยืนและพลาสติกชีวภาพเติบโตอย่างก้าวกระโดด
แนวโน้มสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับ “ความโปร่งใส” ในการผลิตและซัพพลายเชนมากขึ้น แบรนด์ที่เน้น ethical sourcing และความรับผิดชอบต่อสังคมจะได้รับความไว้วางใจและความภักดีจากลูกค้าในระยะยาว งานวิจัยชี้ว่า กว่า 72% ของผู้บริโภคมองว่าความโปร่งใสเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ และกว่า 90% ของผู้บริโภคในเอเชียตลาดเกิดใหม่ต้องการใช้ชีวิตที่ยั่งยืนมากขึ้น
สินค้าเพื่อความยั่งยืน (Eco-Friendly Products) กำลังเปลี่ยนจากสินค้าทางเลือกเป็น “กระแสหลัก” ในตลาดโลกอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและยุโรปที่มีอัตราการเติบโตสูง
ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมตัวอย่างไร
ผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานภาครัฐเตือนผู้ประกอบการไทยทุกกลุ่มธุรกิจให้เร่งปรับตัวรับเทรนด์ “ความยั่งยืน” ที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดโลก หลังผลสำรวจชี้ชัดผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ขณะที่ประเทศคู่ค้าหลักต่างออกกฎระเบียบเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมและความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ผู้ประกอบการไทยควรเริ่มต้นจากการปรับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานและของเสีย เลือกใช้วัสดุรีไซเคิลหรือย่อยสลายได้ พร้อมนำเทคโนโลยีใหม่ เช่น AI และ IoT มาเพิ่มประสิทธิภาพและลดคาร์บอนฟุตพรินต์
นอกจากนี้ ยังควรตรวจสอบและสร้างความโปร่งใสในซัพพลายเชน เลือกพันธมิตรที่มีมาตรฐานความยั่งยืน พร้อมขอรับรองมาตรฐานสากล เช่น ISO 14001, Ecolabel หรือ Carbon Footprint เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มโอกาสส่งออก
ด้านการตลาด ผู้ประกอบการควรเน้นสื่อสารจุดเด่นด้านความยั่งยืนของสินค้าและบริการ สร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งในฐานะธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งเข้าร่วมโครงการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น สิทธิประโยชน์ด้านภาษีและโครงการ Green SME
สุดท้ายผู้ประกอบการไทยควรตั้งเป้าหมาย Net Zero และวางแผนเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างจริงจัง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกยุคใหม่ที่ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ “ทางเลือก” แต่เป็น “ข้อบังคับ” สำหรับธุรกิจทุกขนาด
“ความยั่งยืน” คือโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการไทย ใครปรับตัวก่อน มีสิทธิ์ในตลาดโลกก่อน – The Game Changer
กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปรับวิธีคิด เปลี่ยนวิธีทำงาน พาองค์กรเติบโตในยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน
การก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีราคาแพง แต่คือการปรับเปลี่ยน "คน" และ "วิธีคิด" บทความนี้นำเสนอแนวทางรื้อปรับกระบวนการทำงาน 5 ด้าน ตั้งแต่การกล้าทดลองเรียนรู้จากความผิดพลาด การสลายกำแพงระหว่างแผนก การใช้ข้อมูลจริงนำทาง

ความสำเร็จของ ETC ในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืน และการได้รับคัดเลือกสู่กลุ่มหลักทรัพย์ ESG100
บริษัท เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ETC ซึ่งเป็นผู้นำในธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ประจำปี พ.ศ. 2569

สร้างผู้นำและวัฒนธรรมองค์กร: พลังขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืนในอุตสาหกรรมสุขภาพ
ในยุคที่อุตสาหกรรมสุขภาพต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นภาวะขาดแคลนและภาวะเหนื่อยล้าสะสมของบุคลากรด่านหน้า การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอย่างก้าวกระโดด ตลอดจนวิกฤตการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการสถานพยาบาลและธุรกิจสุขภาพในปัจจุบัน

CLT ผนึก AES Energy และ Yunfeng Financial Group ขับเคลื่อนโซลูชันพลังงานสะอาด หนุนธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
CLT ผนึกความร่วมมือ AES Energy และ Yunfeng Financial Group ขับเคลื่อนโซลูชันพลังงานสะอาดแบบบูรณาการ ผสานจุดแข็งด้านมาตรฐานตรวจวัด วิศวกรรม และเงินทุนพัฒนา Solar Rooftop รองรับภาคธุรกิจไทยปรับตัวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและมาตรฐาน ESG สากล

การเติบโตของ BWG จากรายได้การกำจัดกากอุตสาหกรรม
บริษัท BWG โชว์ผลประกอบการปี 2568 เติบโตแข็งแกร่งด้วยกำไรพุ่ง 355% จากธุรกิจกำจัดกากอุตสาหกรรม ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน Waste-to-Energy พร้อมหนุน SME ไทยสู่โมเดลธุรกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน

สหภาพยุโรป คุมเข้มมลพิษไมโครพลาสติกด้วยกฎระเบียบสำคัญครั้งประวัติศาสตร์
รัฐสภายุโรปและคณะมนตรีได้ตกลงกันในเบื้องต้น ถือเป็นมาตรการแรกทั่วทั้งสหภาพยุโรปที่มุ่งเป้าไปที่การป้องกันการสูญเสียเม็ดพลาสติกตลอดห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด. นับเป็นสัญญาณก้าวอันทรงพลังสู่อนาคตที่สะอาดและดีต่อสุขภาพยิ่งขึ้น สร้างสมดุลระหว่างการปกป้องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนทางอุตสาหกรรม