ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมิน น้ำท่วมปลาย ก.ย. 2569 กระทบเศรษฐกิจ 7,000–17,000 ล้านบาท หรือ 0.03–0.11% ของ GDP

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมิน น้ำท่วมปลาย ก.ย. 2569 กระทบเศรษฐกิจ 7,000–17,000 ล้านบาท หรือ 0.03–0.11% ของ GDP

สรุปประเด็น

  • กระทบเศรษฐกิจ 7,000–17,000 ล้านบาท: ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินผลกระทบสุทธิทางเศรษฐกิจจากอุทกภัยปลาย ก.ย. 2569 คิดเป็น 0.03–0.11% ของ GDP จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงัก

  • กระจุกตัวในกลุ่มค้าปลีก บริการ และ SMEs: ผลกระทบระยะแรกเกิดจากการหยุดชะงักชั่วคราวของการเดินทางและการขนส่งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหลายจังหวัด

  • ความเสี่ยงขึ้นกับระยะเวลาและขอบเขตพื้นที่: หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือขยายวงไปถึงนิคมอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) จะส่งผลกระทบรุนแรงยิ่งขึ้น

  • ต้นทุนซ่อมแซมและฟื้นฟูหลังน้ำลด: ธุรกิจและครัวเรือนยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทรัพย์สิน ซึ่งกระทบต่อกระแสเงินสดและสภาพคล่องระยะถัดไป

  • ยกระดับ Business Resilience ในระยะยาว: ภาคธุรกิจต้องเตรียมแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) บริหารความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทาน และใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อรับมือภัยธรรมชาติที่เกิดบ่อยขึ้น

สถานการณ์อุทกภัยจากฝนตกหนักช่วงวันที่ 25–27 กันยายน 2569 ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหลายจังหวัด กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ภาคธุรกิจต้องติดตาม หลัง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ประเมินว่า ผลกระทบสุทธิทางเศรษฐกิจเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 7,000–17,000 ล้านบาท หรือราว 0.03–0.11% ของ GDP ภายใต้สมมติฐานว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักประมาณ 3–7 วัน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อน ผลกระทบสุทธิจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงัก มากกว่าจะเป็นการประเมินมูลค่าความเสียหายของทรัพย์สินทั้งหมด และยังมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง โดยเฉพาะหากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือขยายวงไปกระทบภาคการผลิต ระบบขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานสำคัญ

น้ำท่วมครั้งนี้อาจมีผลต่อ GDP ในระดับจำกัดเมื่อมองทั้งประเทศ แต่สำหรับธุรกิจในพื้นที่ประสบภัย ต้นทุนจากการหยุดชะงักและการฟื้นฟูอาจมีนัยสำคัญต่อรายได้และกระแสเงินสด

ผลกระทบระยะแรกกระจุกตัวในค้าปลีก บริการ และ SMEs

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ผลกระทบระยะแรกเกิดจาก Temporary Disruption หรือการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจชั่วคราว โดยภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบเด่นในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ ค้าปลีก ร้านอาหาร ธุรกิจบริการ การเดินทาง และ SMEs

ข้อจำกัดด้านการเดินทางและการดำเนินกิจกรรมในพื้นที่ประสบภัยทำให้ธุรกิจบางส่วนต้องปิดให้บริการหรือชะลอกิจกรรม ขณะที่การจัดส่งสินค้าและอาหาร รวมถึงธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการเดินทางของผู้บริโภคได้รับผลกระทบตามไปด้วย นอกจากนี้ แรงงานรายวัน ยังอาจสูญเสียรายได้ในช่วงที่ไม่สามารถเดินทางหรือประกอบอาชีพได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบบางส่วนอาจไม่ได้สูญหายไปทั้งหมด เนื่องจากการใช้จ่ายบางประเภทอาจเพียง เลื่อนเวลาออกไป และกลับมาเกิดขึ้นภายหลังเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นบางกลุ่มอาจมีการเร่งซื้อในช่วงก่อนหรือระหว่างเกิดเหตุ

ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ “ระยะเวลา” และ “ขอบเขต” ของน้ำท่วม

แม้กรอบประมาณการปัจจุบันอยู่ที่ 7,000–17,000 ล้านบาท แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเน้นย้ำว่าตัวเลขดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอน โดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะเวลาของสถานการณ์เป็นสำคัญ

หากน้ำท่วมสามารถคลี่คลายได้ตามกรอบเวลาที่ใช้ในการประเมิน ผลกระทบส่วนใหญ่จะอยู่ในลักษณะของ การสูญเสียกิจกรรมทางเศรษฐกิจชั่วคราว แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือขยายวงไปถึง โรงงาน นิคมอุตสาหกรรม ระบบขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญ ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อภาคธุรกิจโดยเฉพาะ เนื่องจากผลกระทบจากภัยพิบัติไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่สามารถส่งต่อไปยังธุรกิจต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำผ่าน Supply Chain Disruption ได้

น้ำลดไม่ได้หมายความว่าต้นทุนจบ

อีกประเด็นที่ภาคธุรกิจไม่ควรมองข้ามคือ ต้นทุนหลังน้ำลด เพราะครัวเรือนและธุรกิจยังต้องทยอยรับรู้ความเสียหายต่อทรัพย์สินและค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟู ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย รถยนต์ เครื่องจักร อุปกรณ์ หรือทรัพย์สินอื่นๆ

สำหรับธุรกิจ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้อาจเกิดขึ้นพร้อมกับรายได้ที่ยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทำให้เกิดแรงกดดันต่อ กระแสเงินสดและสภาพคล่อง โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีเงินออมจำกัดหรือมีภาระหนี้สูง ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่ามีความสามารถในการรองรับความเสียหายต่ำกว่ากลุ่มที่มีฐานะทางการเงินแข็งแรงกว่า

ดังนั้น การประเมินผลกระทบของน้ำท่วมจึงควรมองมากกว่ามูลค่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หายไปในช่วงเกิดเหตุ แต่ต้องรวมถึง ต้นทุนการซ่อมแซม การฟื้นฟู และโอกาสทางธุรกิจที่สูญเสียไป ในระยะถัดไปด้วย

Resilience กลายเป็นโจทย์ธุรกิจที่ต้องวางแผนล่วงหน้า

สำหรับภาคธุรกิจ บทเรียนสำคัญจากสถานการณ์ครั้งนี้คือการยกระดับ Business Resilience จากแนวคิดด้านการบริหารความเสี่ยงไปสู่ส่วนหนึ่งของการวางแผนธุรกิจ

แนวทางที่ต้องพิจารณาครอบคลุมตั้งแต่ ระบบบริหารจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน การเตือนภัยล่วงหน้า การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan) ไปจนถึงการประเมินความเสี่ยงของคู่ค้าและห่วงโซ่อุปทาน

ขณะเดียวกัน เครื่องมือทางการเงินและประกันภัย ก็มีบทบาทในการกระจายความเสี่ยงและช่วยลดแรงกระแทกต่อกระแสเงินสดเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด โดยเฉพาะธุรกิจที่มีสินทรัพย์หรือกิจกรรมการผลิตกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เสี่ยง

สำหรับภาคธุรกิจ “Resilience” ไม่ใช่เพียงการฟื้นตัวหลังเกิดภัยพิบัติ แต่คือความสามารถในการทำให้ธุรกิจยังเดินหน้าต่อได้ แม้บางส่วนของระบบจะหยุดชะงัก

จากต้นทุนภัยพิบัติ สู่โจทย์การบริหารความเสี่ยงระยะยาว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ความเสี่ยงจากภัยพิบัติและสภาพอากาศสุดขั้วที่มีแนวโน้มเกิดถี่และรุนแรงขึ้น จะกลายเป็น โจทย์เชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการดำเนินธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และภาระทางการคลัง

สำหรับภาคธุรกิจ ตัวเลข 7,000–17,000 ล้านบาท จึงอาจไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์ครั้งหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณให้แต่ละองค์กรกลับมาทบทวนว่า หากเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงขึ้นหรือยืดเยื้อนานกว่าเดิม ระบบธุรกิจของตัวเองจะสามารถรับมือได้มากน้อยเพียงใด

ท้ายที่สุด การเตรียมความพร้อมด้าน โครงสร้างพื้นฐาน ระบบเตือนภัย แผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ ห่วงโซ่อุปทาน และเครื่องมือบริหารความเสี่ยงทางการเงิน จะมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อให้ธุรกิจสามารถลดเวลาหยุดชะงักและกลับมาดำเนินงานได้เร็วขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของโจทย์เศรษฐกิจในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รายงานธปท.เผย SMEs ไทยยังติดหล่ม หนี้เสียพุ่ง-กระแสเงินสดไม่ฟื้น

รายงานธปท.เผย SMEs ไทยยังติดหล่ม หนี้เสียพุ่ง-กระแสเงินสดไม่ฟื้น

รายงานธปท.เผย SMEs ไทยยังติดหล่มโควิด หนี้เสีย SM พุ่ง 5.7% กระแสเงินสดไม่ฟื้น ธุรกิจใหญ่ ICR ลดลง เสี่ยงกระทบระบบการเงิน

4 นาที
ผู้ว่าแบงก์ชาติยืนยันไทยยังไม่เผชิญภาวะ Stagflation

ผู้ว่าแบงก์ชาติยืนยันไทยยังไม่เผชิญภาวะ Stagflation

ธปท. ยืนยันว่าประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation จากเงินเฟ้อและการจ้างงานที่ยังคงมีเสถียรภาพ แต่ภาคธุรกิจ SME โดยเฉพาะร้านอาหาร ยังคงเผชิญความยากลำบากจากกำลังซื้อที่ลดลงและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

5 นาที
ธนาคารโลกเตือน: เศรษฐกิจไทยถึงทางตัน นี่คือ 8 ทางออกที่จะพลิกโฉมธุรกิจ

ธนาคารโลกเตือน: เศรษฐกิจไทยถึงทางตัน นี่คือ 8 ทางออกที่จะพลิกโฉมธุรกิจ

ถอดรหัสรายงานธนาคารโลก ทางออกสู่ประเทศรายได้สูงที่ทุกธุรกิจต้องรู้ ทลายกำแพงประเทศรายได้ปานกลาง: เมื่อการเติบโต 2.6% เป็นสัญญาณอันตราย และแผนปฏิรูป SMEs ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจไทยตลอดกาล

27 นาที
“น้ำท่วมกรุงเทพฯ แก้ได้ ถ้าเริ่มลงมือทำตอนนี้” – ข้อเสนอเชิงระบบจาก ศ. ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

“น้ำท่วมกรุงเทพฯ แก้ได้ ถ้าเริ่มลงมือทำตอนนี้” – ข้อเสนอเชิงระบบจาก ศ. ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

ในช่วงที่กรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก แทบทุกครั้งที่ฝนตกหนัก เสียงเตือนจาก ศ. ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และประธานมูลนิธิโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารฯ ได้ส่งแรงสะเทือนถึงใจคนกรุงอีกครั้ง ผ่านโพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัว

4 นาที
Reinvent Thailand เชื่อม 7 กลุ่มธุรกิจ สู่แผนปฏิบัติการฟื้นเศรษฐกิจไทย

Reinvent Thailand เชื่อม 7 กลุ่มธุรกิจ สู่แผนปฏิบัติการฟื้นเศรษฐกิจไทย

รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ ร่วมมือกับ กกร. ผลักดันโครงการ Reinvent Thailand ผ่านกลไก กรอ. เพื่อยกระดับภาคเอกชนสู่การร่วมกำหนดนโยบาย มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตั้งเป้าดัน GDP โตไม่น้อยกว่า 3% และการลงทุนแตะ 30% ของ GDP ชู 7 กลุ่มธุรกิจเป้าหมาย และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจ

9 นาที
รัฐบาลเดินหน้าจดทะเบียนนิติบุคคลออนไลน์ 100% ตลอด 24 ชั่วโมง เริ่ม 1 ก.ค. 69

รัฐบาลเดินหน้าจดทะเบียนนิติบุคคลออนไลน์ 100% ตลอด 24 ชั่วโมง เริ่ม 1 ก.ค. 69

รัฐบาลไทยประกาศยกระดับการจดทะเบียนนิติบุคคลสู่ระบบออนไลน์ 100% ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านแพลตฟอร์ม DBD Biz Regist ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกและลดต้นทุนแก่ผู้ประกอบการ

4 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง