SMEs Credit Boost: กลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ หนุนเอสเอ็มอีโต

SMEs Credit Boost: กลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ หนุนเอสเอ็มอีโต

ในปีม้า 2569 เศรษฐกิจไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ ระหว่างการ “ประคองตัวไปวัน ๆ” กับการ “เร่งเครื่องลงทุนเพื่ออนาคต” และหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะชี้ชะตา ก็คือความสามารถของ SMEs ในการเข้าถึงเงินทุนเพื่อยกระดับธุรกิจของตนเอง. ท่ามกลางโครงสร้างเศรษฐกิจที่เผชิญปัญหา “ผลิตภาพต่ำ ภูมิคุ้มกันต่ำ เหลื่อมล้ำสูง” ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงออกโครงการ “SMEs Credit Boost” มาเป็นเครื่องมือใหม่ในการเติมทุนและเติมความมั่นใจให้ระบบเศรษฐกิจฐานราก.

2 ต่ำ 1 สูง: ภาพใหญ่ที่ต้องเร่งแก้

หากมองย้อนภาพใหญ่ของเศรษฐกิจไทย จะเห็นปัญหาโครงสร้างสะสมมานานอย่างน้อย 3 ด้านที่ผู้ว่า ธปท. ชี้ให้เห็นในเวที Thailand Next Move 2026

  • ผลิตภาพต่ำ: หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง การลงทุนของไทยแทบไม่ขยับ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านโตเร็วกว่าประมาณ 2–3 เท่า ทำให้ความสามารถแข่งขันและศักยภาพการเติบโตถูกจำกัด
  • ภูมิคุ้มกันต่ำ: รายได้โตช้ากว่ารายจ่าย ครัวเรือนและคนตัวเล็กพึ่งพาหนี้สูงขึ้น สภาพคล่องเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs และรายย่อยที่กลายเป็น NPL เพิ่มขึ้น
  • เหลื่อมล้ำสูง: แม้ธุรกิจรายใหญ่มีเพียงราว 2% แต่ครองสัดส่วนรายได้ธุรกิจถึงประมาณ 83% ขณะที่ SMEs ส่วนใหญ่กลับเข้าไม่ถึงแหล่งทุนและโอกาสเติบโต

จากแก้หนี้เก่า สู่การเติมสินเชื่อใหม

เพื่อรับมือโจทย์เชิงโครงสร้าง ธปท. เลือก “ลงมือทำ” ผ่านมาตรการเฉพาะจุดที่เดินคู่กัน 2 ด้าน โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เริ่ม 11 พฤศจิกายน 2568 ใช้กลไกบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ซื้อหนี้รายย่อยที่เป็น NPL แต่ภาระหนี้ไม่สูง เพื่อช่วยให้ลูกหนี้กลับมาชำระได้และค่อย ๆ ฟื้นประวัติการเงิน

โครงการ “SMEs Credit Boost” ซึ่งประกาศร่วมกับกระทรวงการคลังและกลุ่มธนาคารพาณิชย์เมื่อ 26 ธันวาคม 2568 เน้น “ค้ำประกันความเสี่ยง” ให้กับสินเชื่อใหม่ที่ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย ทั้งสองโครงการเริ่มเดินเครื่องในเดือนแรกของปีม้า แสดงให้เห็นแนวทางของผู้กำหนดนโยบายที่ไม่หยุดอยู่แค่การวิเคราะห์ปัญหา แต่เดินหน้าลงมือปรับโครงสร้างหนี้เก่าและผลักดันเงินกู้ใหม่ไปพร้อมกัน

SMEs Credit Boost: ออกแบบให้ตรงจุดและคล่องตัว

“SMEs Credit Boost” ไม่ใช่โครงการอัดฉีดแบบหว่าน แต่ถูกออกแบบภายใต้ 4 แนวคิดหลัก คือ ตรงจุด มี impact กระจาย และคล่องตัว

  • ตรงจุด: สินเชื่อใหม่จะมุ่งไปยัง SMEs ในกลุ่มธุรกิจเป้าหมายที่มีศักยภาพ ไม่ใช่ปล่อยแบบไร้ทิศทาง
  • มี impact: กำหนดกรอบเวลาให้ธนาคารต้องปล่อยเม็ดเงินใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปีแรกของโครงการ เพื่อให้เห็นผลต่อการยกระดับกิจการได้จริง
  • กระจาย: การออกแบบวงเงินมุ่งช่วยผู้ประกอบการให้ได้จำนวนมาก ลดการกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่ราย
  • คล่องตัว: ธนาคารพาณิชย์บริหารพอร์ตสินเชื่อได้สะดวกขึ้น เพราะทราบวงเงินชดเชยความเสียหายล่วงหน้าอย่างชัดเจน​

ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือ SMEs ที่มีศักยภาพแต่ติด “กำแพงเครดิต” จะมีทางเดินใหม่ในการเข้าถึงทุนสำหรับลงทุน ปรับโครงสร้าง หรือยกระดับเทคโนโลยี.

เลือกช่วยใคร: กลุ่มเป้าหมายของโครงการ

โครงการไม่ได้เปิดกว้างแบบไร้เงื่อนไข แต่เลือกโฟกัสไปยังธุรกิจที่สามารถขับเคลื่อนศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

  • กลุ่มแรก คือ SMEs ในสาขาภายใต้โครงการ Reinvent Thailand เช่น การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ เกษตรและเกษตรแปรรูป ยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การค้า รวมถึงโลจิสติกส์และธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานของสาขาเหล่านี้
  • กลุ่มที่สอง คือ SMEs และธุรกิจรายใหญ่ ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจะนำสินเชื่อไปใช้ในการส่งเสริม SMEs ในซัพพลายเชน และมีศักยภาพปรับตัวด้านดิจิทัล เทคโนโลยีสีเขียว นวัตกรรม หรือการใช้ทรัพยากรในประเทศเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มระยะยาว

วงเงินสินเชื่อรวมต่อราย (รวมทุกธนาคาร) ถูกกำหนดให้ “มากพอจะลงทุนจริง” คือไม่เกิน 100 ล้านบาทสำหรับ SMEs และไม่เกิน 150 ล้านบาทสำหรับธุรกิจรายใหญ่ เพื่อรองรับโครงการลงทุนปรับปรุงหรือขยายกำลังการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ.

กลไกค้ำประกัน: ทำอย่างไรให้ธนาคารกล้าปล่อยกู้

หัวใจสำคัญที่จะทำให้โครงการเดินได้ คือการออกแบบ “แรงจูงใจที่ถูกต้อง” ให้กับธนาคารพาณิชย์ในภาวะที่ credit cost สูงและความไม่แน่นอนยังมาก การชดเชยความเสียหายครอบคลุมระยะยาวถึง 7 ปี นับจากวันที่อนุมัติวงเงิน ช่วยลดความกังวลเรื่องความเสี่ยงในอนาคต อัตราชดเชยอยู่ราว 15–30% ตามขนาดธุรกิจ ทำให้ธนาคารไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเต็มจำนวน แต่ยังมี incentive ให้ปล่อยสินเชื่ออย่างมีวินัย ธนาคารทราบเพดานวงเงินชดเชยรวมของตัวเองอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น จึงวางแผนปล่อยกู้และบริหารความเสี่ยงได้คล่องตัว

ในอีกด้านหนึ่ง โครงสร้างโครงการยังคุมความเสี่ยงด้าน moral hazard โดยกำหนดว่า หากสินเชื่อกลายเป็นหนี้เสียเร็ว ธนาคารจะไม่สามารถขอรับชดเชยได้ และต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้อย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนจึงจะมีสิทธิ์ขอชดเชย. นั่นหมายความว่าธนาคารยังจำเป็นต้องคัดกรองลูกหนี้อย่างรอบคอบ และช่วยลูกหนี้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของธุรกิจ ไม่ใช่เพียงปล่อยกู้แล้วปล่อยปละละเลย

ต่างจากการค้ำของ บสย. อย่างไร

แม้โครงการ SMEs Credit Boost จะเป็น “การค้ำความเสี่ยงสินเชื่อ” เช่นเดียวกับที่หลายคนคุ้นเคยจาก บสย. แต่รายละเอียดการออกแบบแตกต่างกันในหลายมิติ กระบวนการคล่องตัวกว่า: ธนาคารได้รับจัดสรรวงเงินชดเชยรวมล่วงหน้า ช่วยลดขั้นตอนและเวลาในการขอค้ำรายรายการ วงเงินต่อรายสูง: SMEs ได้วงเงินสูงสุดรวมไม่เกิน 100 ล้านบาท และธุรกิจรายใหญ่ไม่เกิน 150 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ากรอบของผลิตภัณฑ์ค้ำประกันหลายประเภทในอดีต

ลูกหนี้ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกัน ทำให้ต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการไม่บานปลายจากค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมการออกแบบเช่นนี้ทำให้โครงการเหมาะกับการผลักดันโครงการลงทุนปรับตัวครั้งใหญ่ของ SMEs มากกว่าการใช้เพื่อเสริมสภาพคล่องระยะสั้นเพียงอย่างเดียว.

เงินมาจากไหน และจะเกิดผลแค่ไหน

อีกคำถามสำคัญคือ “เอาเงินจากไหนมาค้ำ” ในภาวะที่ภาครัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ โครงการนี้ใช้การ “ปรับลดเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF)” ของธนาคารพาณิชย์ในปี 2569 เป็นแหล่งเงินประมาณ 20,000 ล้านบาท

จากวงเงินดังกล่าว คาดว่าจะช่วยคูณออกไปเป็นสินเชื่อใหม่ราว 100,000 ล้านบาท ภายในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า ซึ่งหากลงถูกที่ ถูกเวลา และถูกธุรกิจ ก็จะเป็นแรงส่งสำคัญในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ

โครงการ SMEs Credit Boost มีกำหนดเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2569 ผู้ประกอบการสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและรายชื่อธนาคารที่เข้าร่วมผ่านเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทยและช่องทางของแต่ละสถาบันการเงิน

โอกาสของผู้ประกอบการในปีม้า

สำหรับ SMEs ที่วันนี้ยังติดอยู่ในสถานะ NPL โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ซึ่งเปิดลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ ธปท. และบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท อาจเป็นจุดเริ่มต้นในการ “เคลียร์อดีต” และฟื้นเครดิต เพื่อเปิดทางสู่โอกาสใหม่ในอนาคต

ส่วนผู้ประกอบการที่มีแผนลงทุน ยกระดับดิจิทัล ปรับสู่ธุรกิจสีเขียว หรือต่อยอดนวัตกรรมในห่วงโซ่อุปทาน การเตรียมแผนธุรกิจที่ชัดเจนและข้อมูลแสดงศักยภาพของกิจการให้พร้อม จะช่วยเพิ่มโอกาสใช้ประโยชน์จาก SMEs Credit Boost ได้เต็มที่

ปีม้าครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนปฏิทิน แต่เป็นจังหวะสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยจะเลือกได้ว่า “จะวิ่งตามโลก” หรือ “จะควบม้าไปพร้อมโลก” ด้วยเครื่องมือใหม่ที่ระบบการเงินกำลังยื่นมาให้

 

เริ่มเมื่อไร

โครงการ “SMEs Credit Boost” จะเริ่มเปิดดำเนินการตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ผู้ประกอบการสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง เว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย และสอบถามข้อมูลผ่านช่องทางของธนาคารพาณิชย์ที่ท่านสนใจได้

สำหรับลูกหนี้ที่อยู่ในกลุ่ม NPL ขอแนะนำให้รีบลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ซึ่งได้เปิดให้ลงทะเบียนแล้วตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2569 โดยสามารถดำเนินการผ่าน เว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทยเว็บไซต์บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (มหาชน) หรือช่องทางของสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผลสำรวจ FTI CEO Poll ชี้คอร์รัปชันพุ่ง ต้นทุนธุรกิจเพิ่มเกิน 20% และข้อเรียกร้องให้รัฐปฏิรูป

ผลสำรวจ FTI CEO Poll ชี้คอร์รัปชันพุ่ง ต้นทุนธุรกิจเพิ่มเกิน 20% และข้อเรียกร้องให้รัฐปฏิรูป

ผลสำรวจ FTI CEO Poll เผยภาคอุตสาหกรรมกว่า 85.7% ชี้ปัญหาคอร์รัปชันรุนแรงขึ้นมาก และกว่า 55.5% ต้นทุนธุรกิจพุ่งเกิน 20% สร้างภาระหนักแก่ SMEs สภาอุตสาหกรรมฯ จึงเรียกร้องภาครัฐปฏิรูปกฎหมายและใช้ดิจิทัลเพื่อเพิ่มความโปร่งใสโดยด่วน

4 นาที
ปลดล็อกขีดความสามารถ SME ไทย: ก้าวข้าม 'กับดักความขยัน' สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ปลดล็อกขีดความสามารถ SME ไทย: ก้าวข้าม 'กับดักความขยัน' สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

เจาะลึกบทเรียนจาก SME Insight 2026 เผยความจริงที่น่าตกใจเมื่อเทคโนโลยีและการปรับตัวแบบเดิม ๆ กลับฉุดรั้งธุรกิจให้ติดอยู่กับ "กับดักความขยัน" ชวนผู้ประกอบการไทยร่วมถอดรหัส 5 จุดล็อกสำคัญ พร้อมแนะแนวทางทรานส์ฟอร์มองค์กรด้วยกรอบคิด 3 เสาหลักเพื่อพลิกเกมสู่การเติบโตที่ยั่งยืน

10 นาที
ธนาคารโลกเตือน: เศรษฐกิจไทยถึงทางตัน นี่คือ 8 ทางออกที่จะพลิกโฉมธุรกิจ

ธนาคารโลกเตือน: เศรษฐกิจไทยถึงทางตัน นี่คือ 8 ทางออกที่จะพลิกโฉมธุรกิจ

ถอดรหัสรายงานธนาคารโลก ทางออกสู่ประเทศรายได้สูงที่ทุกธุรกิจต้องรู้ ทลายกำแพงประเทศรายได้ปานกลาง: เมื่อการเติบโต 2.6% เป็นสัญญาณอันตราย และแผนปฏิรูป SMEs ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจไทยตลอดกาล

27 นาที
ไทยเครดิตปักหมุด Quality Growth หลังโกยกำไรสูงสุด หนุน Micro SMEs เข้าถึงสินเชื่อดิจิทัล

ไทยเครดิตปักหมุด Quality Growth หลังโกยกำไรสูงสุด หนุน Micro SMEs เข้าถึงสินเชื่อดิจิทัล

ธนาคารไทยเครดิตเดินหน้ากลยุทธ์ "Quality Growth" และ "Digital Core Banking" ยกระดับการเข้าถึงสินเชื่อและบริการทางการเงินแก่ SMEs และ Micro SMEs หลังทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์

4 นาที
ความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3

ความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3

โครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 คืบหน้ากว่า 95% แม้เผชิญความท้าทายเรื่องการถมทะเล รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเพื่อยกระดับโลจิสติกส์ ลดต้นทุนให้ SMEs และปั้นไทยสู่ศูนย์กลางการค้าภูมิภาค

4 นาที
มาตรการของ ศบก. เร่งกระจายน้ำมันทั่วประเทศและผ่อนปรนขนส่ง 24 ชั่วโมง

มาตรการของ ศบก. เร่งกระจายน้ำมันทั่วประเทศและผ่อนปรนขนส่ง 24 ชั่วโมง

ศบก. เร่งออกมาตรการผ่อนปรนการขนส่งน้ำมัน 24 ชั่วโมง และปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 50 สตางค์ เพื่อแก้ปัญหาน้ำมันไม่ทันท่วงที พร้อมให้ SMEs ขนส่งปรับตัวรับโอกาสและความท้าทายจากสถานการณ์ปัจจุบัน

4 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง