
หนี้สาธารณะฝรั่งเศสส่งสัญญาณเตือนไทย เมื่อภาระดอกเบี้ยอาจเบียดงบสังคมและการศึกษา
สรุปประเด็น
-
บทเรียนหนี้สาธารณะฝรั่งเศส: การขาดดุลการคลังเรื้อรังดันหนี้พุ่งแตะ 120% ของ GDP ส่งผลให้ต้นทุนกู้ยืมสูงขึ้นและภาระดอกเบี้ยเพิ่มกดดันงบประมาณ
-
ภัยคุกคามต่อบริการสาธารณะ: ภาระดอกเบี้ยที่พุ่งสูงอาจจำกัดพื้นที่การคลัง เบียดงบประมาณด้านการศึกษา สาธารณสุข และบริการสังคมที่จำเป็นต่อประชาชน
-
ความเสี่ยงนโยบายระยะสั้น: แนวคิด Short-termism มุ่งตอบสนองความต้องการระยะสั้นโดยขาดแผนรองรับ ทำให้รัฐบาลสูญเสียพื้นที่การดำเนินนโยบายในอนาคต
-
แนวทางตั้งรับสำหรับประเทศไทย: ไทยต้องยกระดับวินัยทางการคลัง ปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ และจัดลำดับความสำคัญรายจ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
นักเศรษฐศาสตร์ชี้กรณีฝรั่งเศสเป็นบทเรียนของการขาดดุลการคลังเรื้อรัง เมื่อหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นและต้นทุนกู้ยืมสูงขึ้น ภาระดอกเบี้ยอาจจำกัดงบประมาณบริการสาธารณะ พร้อมเตือนไทยเร่งปฏิรูปภาษีและบริหารรายจ่ายอย่างมีวินัย ก่อนความเสี่ยงทางการคลังจะกระทบความเชื่อมั่นและคุณภาพชีวิตประชาชน
ปัญหาหนี้สาธารณะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่สามารถส่งผลต่อความสามารถของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลประชาชน ตั้งแต่การศึกษา สาธารณสุข ไปจนถึงบริการสาธารณะด้านต่าง ๆ
นายอธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงบทเรียนจากฝรั่งเศสในการประชุมประจำปีของสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก หรือ IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ว่า ปัญหาสำคัญเกิดจากการขาดดุลการคลังในระดับสูงต่อเนื่องหลายปี
ข้อมูลที่นำเสนอระบุว่า ฝรั่งเศสขาดดุลการคลังประมาณ 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นไปแตะระดับ 120% ของ GDP
ประเด็นที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงระดับหนี้ที่สูงขึ้น แต่เป็นความเสี่ยงที่ต้นทุนการกู้ยืมจะเพิ่มขึ้นตามความเชื่อมั่นของนักลงทุน เมื่อรัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น เงินงบประมาณที่เหลือสำหรับบริการสาธารณะและการพัฒนาประเทศก็อาจถูกจำกัดลง
Short-termism เมื่อการเมืองระยะสั้นสร้างต้นทุนระยะยาว
นายอธิภัทรอธิบายว่า รากฐานสำคัญของปัญหาคือแนวคิด Short-termism หรือการมุ่งเน้นผลประโยชน์ระยะสั้น โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบทางการคลังในระยะยาวอย่างเพียงพอ
การดำเนินนโยบายที่ทำให้รัฐบาลขาดดุลต่อเนื่องอาจช่วยตอบสนองความต้องการในระยะสั้น แต่หากไม่มีแผนรองรับด้านรายได้และการบริหารหนี้ ภาระทางการคลังจะสะสมขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้รัฐบาลมีพื้นที่ดำเนินนโยบายน้อยลงในอนาคต
ในกรณีฝรั่งเศส รายงานระบุว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้นจนแตะระดับ 5% หลังปรับขึ้นประมาณ 1.3 จุดเปอร์เซ็นต์ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น
เมื่อรัฐบาลต้องกู้เงินด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น การชำระดอกเบี้ยจะกลายเป็นรายจ่ายที่ต้องจัดสรรอย่างต่อเนื่อง ต่างจากงบลงทุนบางประเภทที่รัฐบาลอาจปรับเลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์
บทเรียนสำคัญคือ วินัยทางการคลังไม่ได้หมายถึงการลดรายจ่ายทุกประเภท แต่หมายถึงการบริหารรายได้ หนี้ และรายจ่ายให้สามารถรองรับภาระระยะยาวได้โดยไม่บั่นทอนบริการสาธารณะที่จำเป็น
เมื่อดอกเบี้ยหนี้เบียดงบการศึกษา ผลกระทบจึงไปถึงประชาชน
หนึ่งในผลกระทบที่นายอธิภัทรหยิบยกขึ้นมาคือ ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลฝรั่งเศสที่เพิ่มสูงจนแซงหน้างบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาทั้งหมด ตามข้อมูลที่รายงานนำเสนอ
แรงกดดันดังกล่าวจำกัดความสามารถของภาครัฐในการจัดสรรงบประมาณให้โรงเรียนและบริการสาธารณะ โดยมีการกล่าวถึงปัญหาการจ้างครู ตลอดจนคุณภาพสถานศึกษาและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ถดถอยลง
เมื่อปัญหาทางการคลังส่งผลต่อบริการที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวัน ความไม่พอใจทางเศรษฐกิจจึงอาจขยายตัวเป็นความตึงเครียดทางสังคมได้
กรณีนี้สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่าง เสถียรภาพทางการคลัง คุณภาพบริการสาธารณะ และความเชื่อมั่นของประชาชน เพราะการบริหารหนี้ที่ไม่มีประสิทธิภาพอาจส่งผลต่อโอกาสทางการศึกษาและคุณภาพชีวิตในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การอธิบายสาเหตุของการประท้วงในฝรั่งเศสจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองร่วมกัน ไม่ควรสรุปว่าปัญหาหนี้สาธารณะเป็นสาเหตุเดียวของความเคลื่อนไหวทั้งหมด
ไทยควรเร่งปรับโครงสร้างภาษีและบริหารรายจ่าย
สำหรับประเทศไทย นายอธิภัทรเตือนว่า แม้ต้นทุนดอกเบี้ยของไทยยังไม่สูงเท่ากรณีฝรั่งเศส แต่ก็ไม่ควรประมาท เพราะความเชื่อมั่นทางการคลังต้องใช้เวลาสร้าง ขณะที่การสูญเสียความเชื่อมั่นอาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
แนวทางสำคัญที่ควรให้ความสำคัญมี 3 ด้าน
1. ยกระดับวินัยทางการคลัง
ภาครัฐควรพิจารณาผลกระทบของนโยบายต่อฐานะการคลังในระยะยาว โดยประเมินทั้งภาระผูกพันในอนาคต ต้นทุนการชำระหนี้ และความสามารถในการรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ
การตัดสินใจใช้จ่ายจึงควรพิจารณาความคุ้มค่าและแหล่งเงินทุนควบคู่กัน ไม่ใช่มองเฉพาะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในระยะสั้น
2. ปฏิรูปโครงสร้างภาษี
การเพิ่มความสามารถในการจัดเก็บรายได้เป็นองค์ประกอบสำคัญของความยั่งยืนทางการคลัง ภาครัฐจึงควรทบทวนโครงสร้างภาษี ประสิทธิภาพการจัดเก็บ และฐานรายได้ให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มรายได้ แต่ต้องพิจารณาความเป็นธรรม ภาระของภาคธุรกิจและประชาชน ตลอดจนผลต่อแรงจูงใจในการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วย
3. จัดลำดับความสำคัญของรายจ่ายภาครัฐ
รัฐบาลควรประเมินผลลัพธ์ของการใช้จ่ายอย่างเป็นระบบ แยกแยะระหว่างรายจ่ายที่จำเป็นต่อบริการพื้นฐาน รายจ่ายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ และรายจ่ายที่สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพได้
การจัดลำดับความสำคัญที่ชัดเจนจะช่วยลดความเสี่ยงที่ภาระดอกเบี้ยจะเบียดงบประมาณด้านการศึกษา สาธารณสุข และการลงทุนที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ
วินัยทางการคลังเป็นเงื่อนไขของการเติบโตที่ยั่งยืน
กรณีฝรั่งเศสชี้ให้เห็นว่า การขาดดุลการคลังที่ต่อเนื่องอาจกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เมื่อภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นและความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลง รัฐบาลจะมีข้อจำกัดในการใช้งบประมาณเพื่อรับมือวิกฤตหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน
สำหรับไทย การเตรียมความพร้อมตั้งแต่ช่วงที่ยังมีพื้นที่บริหารจัดการจึงมีความสำคัญ ทั้งการสร้างรายได้ภาครัฐ การควบคุมภาระผูกพัน การประเมินความคุ้มค่าของนโยบาย และการรักษางบประมาณสำหรับบริการสาธารณะที่จำเป็น
โจทย์ของการบริหารการคลังจึงไม่ใช่เพียงการควบคุมตัวเลขหนี้ แต่คือการรักษาสมดุลระหว่างความสามารถในการชำระหนี้กับการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ
เพราะหากปล่อยให้ภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจนจำกัดงบประมาณด้านสังคมและการศึกษา ต้นทุนที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้อยู่แค่ในบัญชีของรัฐบาล แต่ยังส่งผลต่อโอกาสของประชาชนและศักยภาพการแข่งขันของเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย
ข้อมูลอ้างอิง:
headtopics- นักเศรษฐศาสตร์เตือน ความเสี่ยงซ้อน ฉุดเศรษฐกิจไทยยิ่งเปราะบาง https://th.headtopics.com/news/360936333585364119601-88961532
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เศรษฐกิจไทยในกับดัก: ข้างนอกท้าทาย ข้างในอ่อนแอ
เมื่อแรงกระแทกจากภายนอกชนกับความอ่อนแอภายใน ทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานปรากฏชัดขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีอาการ "โตช้า แข่งขันไม่ได้ และเหลื่อมล้ำ"

วิกฤตสามเส้าเศรษฐกิจไทย: คำเตือน 3 แบงก์ ท่ามกลางเงาสงครามภาษีสหรัฐ
วิเคราะห์เจาะลึกคำเตือนจาก 3 ธนาคารใหญ่ถึงวิกฤตสามเส้าที่คุกคามเศรษฐกิจไทยปี 2568 ทั้งปัญหาเชิงโครงสร้าง ภาษีศุลกากรสหรัฐ และหนี้ครัวเรือนที่พอกพูน ท่ามกลางการคาดการณ์การเติบโตที่จำกัด แม้การท่องเที่ยวจะฟื้นตัวสู่ 38 ล้านคน

วิจัยกรุงศรี ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 โต 1.9% จับตาส่งออกหลังหมดแรงเร่งหนีภาษีสหรัฐฯ คาด กนง. ตรึงดอกเบี้ย 1.00% ตลอดปี
วิจัยกรุงศรีปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 เหลือ 1.9% สะท้อนภาพเศรษฐกิจโตแบบประคองตัวจากแรงกดดันภาษีนำเข้าสหรัฐฯ อุปสงค์โลกชะลอตัว และกำลังซื้อภาคครัวเรือนที่อ่อนแรง ขณะที่การส่งออกส่อชะลอลงหลังหมดช่วงเร่งส่งออกล่วงหน้า คาด กนง. ตรึงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ตลอดปีเพื่อพยุงระบบเศรษฐกิจ

จับตา Reinvent Thailand เร่งเครื่อง 7 ปลดล็อก เมื่อรัฐ–เอกชนเดินหน้าปรับกติกาธุรกิจไทย
Reinvent Thailand เดินหน้าสู่โจทย์เชิงปฏิบัติ หลังภาครัฐเตรียมหารือ ส.อ.ท. ผลักดัน “7 ปลดล็อก” เพื่อปรับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างโอกาสใหม่ให้ภาคธุรกิจไทย โดยต้องจับตาว่าข้อเสนอจะถูกแปลงเป็นมาตรการที่ชัดเจนได้อย่างไร

สศช. ปักหมุด “13 ประเด็นปฏิรูป” ในร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 มุ่งยกระดับเศรษฐกิจไทยโตสูงขึ้น ทั่วถึง และยั่งยืน
สศช. เดินหน้าจัดทำร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) ชูแนวคิด “ซ่อม-เสริม-เลิก-สร้าง” ขับเคลื่อนผ่าน 5 เสาหลัก T-R-U-S-T และ 13 ประเด็นปฏิรูป ตั้งเป้าผลักดัน GDP ไทยเติบโต 3% ขึ้นไป พร้อมมุ่งยกระดับผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

น้ำท่วมกรุงเทพฯ กับต้นทุนแฝงที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ถอดบทเรียนน้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 2569 แม้ฐานการผลิตไม่เสียหายเหมือนปี 54 แต่น้ำท่วมเพียง 5 วันสร้างความเสียหายระดับหมื่นล้าน ชี้ความเสี่ยงเปลี่ยนเป็นภาษีผลิตภาพที่กัดกร่อนเศรษฐกิจไทยทุกปี พร้อมเสนอพลิกกรอบคิดสู่การปกป้องระบบเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อ
