
น้ำท่วมกรุงเทพฯ กับต้นทุนแฝงที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ฟังบทความนี้โดย AI
Business Leader Podcast
สรุปประเด็น
-
จุดเปราะบางใหม่ของเศรษฐกิจ: น้ำท่วมปี 69 ไม่กระทบฐานการผลิตเหมือนปี 54 แต่น้ำท่วมเพียง 5 วันสร้างความเสียหายหมื่นล้าน สะท้อนความเปราะบางของภาคบริการในกรุงเทพฯ
-
ต้นทุนแฝงกัดกร่อนผลิตภาพ: น้ำท่วมกลายเป็นต้นทุนประจำปีที่ทำหน้าที่เสมือนภาษี ฉุดรั้งผลิตภาพของประเทศเกือบ 3% ของ GDP จากปัญหาการจราจรและห่วงโซ่อุปทานชะงักงัน
-
ปัญหาอยู่ที่สถาปัตยกรรมบริหาร: แม้งบจัดการน้ำจะมีสูง แต่ยังขาดศูนย์บัญชาการวิกฤตแบบบูรณาการข้ามกระทรวง และมาตรการส่วนใหญ่ยังเน้นเยียวยาปลายทางมากกว่าเชิงรุก
-
ปรับกรอบคิดสู่ความยืดหยุ่น: เสนอเปลี่ยนเป้าหมายจากการกันน้ำเข้าเมือง สู่การปกป้อง 6 ระบบเศรษฐกิจวิกฤต เช่น คมนาคม พลังงาน และระบบดิจิทัล เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากน้ำท่วมกรุงเทพมหานครและอีก 26 จังหวัด ช่วงวันที่ 25–29 กันยายน 2569 ไว้ที่ราว 12,283 ล้านบาท หรือ 0.066% ของ GDP ทั้งปี [1] ตัวเลขนี้ดูเล็กมากเมื่อวางข้างมหาอุทกภัยปี 2554 ซึ่งธนาคารโลกประเมินความเสียหายและความสูญเสียไว้ที่ราว 1.43 ล้านล้านบาท หรือราว 12.6% ของ GDP ในขณะนั้น [2]
แต่การอ่านตัวเลขสองชุดนี้แบบเทียบขนาดกันตรง ๆ คือการอ่านผิดประเด็น
ข้อเสนอหลักของบทความนี้คือ ความเสี่ยงน้ำท่วมต่อเศรษฐกิจไทยได้ เปลี่ยนรูป ไปแล้ว จากเหตุการณ์หายนะที่เกิดนาน ๆ ครั้งและวัดค่าได้จากทรัพย์สินที่พัง กลายเป็น ต้นทุนประจำที่เกิดซ้ำทุกปี และกัดกินผลิตภาพของเมืองหลวงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กรอบการรับมือของไทยยังติดอยู่กับโจทย์เดิม คือ "ป้องกันไม่ให้น้ำเข้าเมือง" มากกว่าโจทย์ใหม่ที่ควรเป็น คือ "ป้องกันไม่ให้ระบบเศรษฐกิจหยุดเดิน"
บทความนี้จะสำรวจสามเรื่องตามลำดับ ได้แก่ ความต่างเชิงโครงสร้างระหว่างน้ำท่วมปี 2569 กับปี 2554, ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ไม่ปรากฏในงบดุลแต่สะสมทุกปี และช่องว่างเชิงนโยบายที่เงินงบประมาณเพียงอย่างเดียวแก้ไม่ได้
น้ำท่วมรอบนี้เล็กกว่าปี 2554 มาก แต่จุดเปราะบางยังอยู่ที่เดิม
ในเชิงกายภาพ น้ำท่วมรอบนี้เล็กกว่ามาก ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมของ GISTDA ที่ไทยรัฐนำมาเปรียบเทียบระบุว่า พื้นที่น้ำท่วมเดือนสิงหาคม 2554 อยู่ที่ 5.7 ล้านไร่ ขณะที่เดือนสิงหาคม 2569 ยังไม่ถึง 4 แสนไร่ หรือน้อยกว่าสิบเท่า [3]
ที่สำคัญกว่าคือ ฐานการผลิตไม่ถูกแตะ ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ว่ายังไม่พบความเสียหายต่อภาคการผลิตในวงกว้าง โดยผลกระทบเบื้องต้นอยู่ที่ภาคบริการเป็นหลัก ทั้งขนส่ง ค้าปลีก-ค้าส่ง และก่อสร้าง พร้อมประเมินผลกระทบต่อ GDP ปี 2569 ไว้ราว 0.03–0.1% [4]
ตัวเลขฝั่งภาคอุตสาหกรรมสอดคล้องกัน ศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤต กระทรวงอุตสาหกรรม รายงาน ณ วันที่ 28 กันยายน 2569 ว่ามีสถานประกอบการได้รับผลกระทบ 1,267 ราย ใน 40 จังหวัด แบ่งเป็นโรงงาน 52 ราย เอสเอ็มอี 1,162 ราย เหมืองแร่ 2 ราย และวิสาหกิจชุมชน 51 ราย โดยมีมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นเพียง 22.18 ล้านบาท [5] ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยังคงเป้าการผลิตรถยนต์ปี 2569 ไว้ที่ 1.45 ล้านคันเท่าเดิม [6]
นี่คือความต่างเชิงโครงสร้างจากปี 2554 ซึ่งความเสียหายกว่า 70% กระจุกอยู่ในภาคการผลิต และภาคเอกชนแบกรับภาระราว 90% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด [2] ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ให้เหตุผลตรงกันว่า ความรุนแรงของปี 2554 มาจากการที่นิคมอุตสาหกรรมจมน้ำและต้องใช้เวลาฟื้นตัวนาน ไม่ใช่แค่ปริมาณน้ำ [7]
แต่สิ่งที่ "เหมือน" คือจุดเปราะบางเชิงโครงสร้าง กรุงเทพฯ รับความเสียหายรอบนี้ไป 7,014 ล้านบาท หรือ 57% ของทั้งหมด [1] เพียงเพราะเมืองเดียวนี้กระจุกตัวของการบริโภค การค้า บริการ และการท่องเที่ยวไว้มากที่สุด ธนาคารโลกระบุว่าเขตมหานครกรุงเทพฯ มีมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ [8] ซึ่งหมายความว่าน้ำท่วมในพื้นที่ไม่กี่เขตสามารถแปลงเป็นตัวเลขระดับชาติได้ทันที
ความเสียหาย 12,283 ล้านบาทจากน้ำท่วมเพียง 5 วัน ที่ไม่แตะฐานการผลิตเลย คือภาพสะท้อนว่าเศรษฐกิจกรุงเทพฯ เปราะบางต่อการหยุดชะงักสูงเพียงใด
ต้นทุนที่งบดุลมองไม่เห็น: เมื่อน้ำกลายเป็นภาษีที่เก็บจากผลิตภาพทุกปี
ข้อค้นพบที่สำคัญที่สุดในสัปดาห์นี้ไม่ได้มาจากตัวเลขความเสียหายรายวัน แต่มาจากรายงาน Thailand Cities of the Future: Urban Foundations for a High-Income Economy ของธนาคารโลก ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (PMU-A) และศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UDDC) [9] รายงานฉบับนี้เสนอแนวคิดที่เรียกว่า hydro-economic drag หรือแรงฉุดทางเศรษฐกิจจากน้ำ
สาระสำคัญคือ ความเสียหายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่บ้านพัง ถนนชำรุด หรือรถจมน้ำ แต่อยู่ที่ผลผลิต รายได้ และผลิตภาพที่หายไปเมื่อแรงงาน ธุรกิจ และบริการทำงานไม่ได้ตามปกติ ธนาคารโลกประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างจากน้ำท่วมไว้ที่ราว 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีโดยเฉลี่ย หรือเกือบ 3% ของ GDP ไทย และชี้ว่าต้นทุนนี้สะสมได้แม้ในปีที่ไม่มีภัยพิบัติใหญ่ จึงทำหน้าที่เหมือนภาษีที่เก็บจากผลิตภาพอย่างต่อเนื่องและค่อย ๆ กัดกร่อนการเติบโต [8]
กลไกส่งผ่านที่ชัดที่สุดคือการเดินทาง รายงานอ้างหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าความเร็วเฉลี่ยของการจราจรในกรุงเทพฯ ลดลงราว 0.02 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ต่อปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นทุก 1 มิลลิเมตร ฝนตามฤดูกาลธรรมดาก็เพียงพอจะทำให้ความเร็วเฉลี่ยลดลงราว 7% ซึ่งแปลว่าเวลาเดินทางนานขึ้น เชื้อเพลิงสิ้นเปลืองขึ้น และเวลาส่งมอบสินค้าคาดการณ์ยากขึ้น ฝนหนักยังทำให้รถบรรทุกรอคิวที่ประตูโลจิสติกส์หลักนานขึ้น ต้นทุนจึงไหลเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ [8]
เมื่อมองไปข้างหน้า ตัวเลขยิ่งไม่น่าสบายใจ ธนาคารโลกประเมินภายใต้สมมติฐานว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ดังนี้ [8]
- ความสูญเสียเฉพาะส่วนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาจสูงถึงราว 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 0.5% ของ GDP ภายในปี 2573
- น้ำท่วมใหญ่ระดับรอบการเกิด 50 ปี (เทียบเท่าปี 2554) หากเกิดขึ้นในปี 2573 อาจสร้างความสูญเสียเทียบเท่า 10–15% ของ GDP ประเทศ
- จำนวนผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในช่วงปี 2578–2587 อาจสูงกว่าปี 2554 ประมาณ 2.5 เท่า
ธนาคารโลกประเมินต้นทุนน้ำท่วมต่อเศรษฐกิจไทยไว้ที่เกือบ 3% ของ GDP ต่อปี — เป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นแม้ในปีที่ไม่มีภัยพิบัติใหญ่
ปัญหาไม่ใช่งบน้อย แต่คือการจัดลำดับและการบูรณาการ
ข้อโต้แย้งที่ว่า "ไทยยังลงทุนด้านน้ำไม่พอ" อ่อนลงมากเมื่อดูตัวเลขจริง รายงานของ THE STANDARD ที่อ้างข้อมูลสำนักงบประมาณของรัฐสภาระบุว่า ไทยจัดสรรงบประมาณภายใต้แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำรวมกว่า 421,426 ล้านบาท ในช่วงปี 2560–2566 และอีกราว 63,421 ล้านบาทในปี 2569 ปีเดียว แต่ยังเผชิญอุทกภัยและภัยแล้งเป็นประจำทุกปี [10]
ขณะเดียวกัน สิ่งที่รัฐทำได้เร็วที่สุดยังเป็นมาตรการปลายทาง ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 29 กันยายน 2569 อนุมัติงบกลางฉุกเฉินปีงบประมาณ 2569 วงเงิน 2,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย [11] โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุหลังการประชุมว่าได้กันงบกลางที่เหลืออยู่ไว้สำรองรวมกว่า 4,000 ล้านบาท [12]
ส่วนกลไกโอนความเสี่ยงอย่าง ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เพิ่งเริ่มให้ความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 1 ตุลาคม 2570 ครอบคลุมความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยและกรณีเสียชีวิตจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยรัฐบาลเสนอวงเงินความคุ้มครองรวมไว้ที่ 75,000 ล้านบาท และย้ำชัดเจนว่าเหตุที่เกิดก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ไม่สามารถเคลมย้อนหลังได้ [13]
ช่องว่างที่เห็นได้ชัดในสัปดาห์นี้จึงไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่อง สถาปัตยกรรมการตัดสินใจ คือการไม่มีศูนย์บัญชาการข้ามกระทรวงที่มีอำนาจสั่งการจริงในช่วงเหตุการณ์ และการสื่อสารความเสี่ยงล่วงหน้าที่ไม่สอดคล้องกับความเร็วของสถานการณ์
กรอบใหม่: ป้องกัน "ระบบเศรษฐกิจ" ไม่ใช่แค่ป้องกัน "น้ำ"
ข้อเสนอที่น่าสนใจมาจากมูลนิธิคลังสมอง วปอ. เพื่อสังคม ซึ่งเสนอกรอบที่เรียกว่า Bangkok Flood Economic Resilience โดยมีสาระสำคัญคือ เปลี่ยนเป้าหมายจากการป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ เป็นการป้องกันความต่อเนื่องของเศรษฐกิจไทย ผ่านการดูแล 6 ระบบพร้อมกัน ได้แก่ น้ำ (Water) การขนส่ง (Transport) พลังงาน (Energy) ดิจิทัล (Digital) ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และคน (People)
สี่ข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่ควรถูกหยิบไปพิจารณาต่อ ได้แก่
- ทำแผนที่พื้นที่เศรษฐกิจวิกฤต — ระบุให้ชัดว่าพื้นที่ใดเมื่อจมน้ำแล้ว GDP หรือห่วงโซ่อุปทานหยุดทันที เพื่อให้การจัดลำดับการสูบน้ำและการป้องกันมีเกณฑ์เชิงเศรษฐกิจรองรับ ไม่ใช่เกณฑ์เชิงพื้นที่อย่างเดียว
- สร้าง National Economic Flood Dashboard — เชื่อมข้อมูลเรียลไทม์จากฝน ระดับน้ำ ถนน โรงงาน ไฟฟ้า จนถึงประมาณการความเสี่ยงต่อ GDP ให้เป็นชุดข้อมูลเดียวที่ทั้งรัฐและเอกชนใช้ร่วมกัน
- กำหนด Critical Economic Infrastructure อย่างเป็นทางการ — โรงไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์ โรงพยาบาล ศูนย์กระจายสินค้า นิคมอุตสาหกรรม เส้นทางขนส่ง และระบบการเงิน ควรมีมาตรฐานการป้องกันและลำดับความสำคัญที่ผูกกับกฎหมาย ไม่ใช่ขึ้นกับดุลพินิจรายเหตุการณ์
- กระจายฐานเศรษฐกิจ — ลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัว (economic concentration) ด้วยการพัฒนาเมืองรองและเขตเศรษฐกิจใหม่
ข้อเสนอข้อสุดท้ายสอดรับกับทิศทางที่ธนาคารโลกเสนอในรายงานฉบับเดียวกัน ซึ่งแนะนำให้ไทยเตรียมเมืองรองที่คัดเลือกแล้วให้รับบทบาททางเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้น ควบคู่กับการเสริมความแข็งแรงของกรุงเทพฯ ในฐานะหลักยึดด้านผลิตภาพของประเทศ [9]
ข้อจำกัดที่ต้องระบุให้ชัด
ความน่าเชื่อถือของข้อเสนอข้างต้นจะลดลงทันทีหากนำเสนอโดยไม่บอกข้อจำกัด
ประการแรก ตัวเลข 10–15% ของ GDP เป็น ฉากทัศน์จำลอง (scenario) ไม่ใช่การพยากรณ์ ขึ้นกับสมมติฐานเรื่องความเร็วในการฟื้นตัวและมาตรการที่ใช้อยู่
ประการที่สอง ตัวเลขความเสียหายของรอบนี้ยังเป็นการประเมินเบื้องต้นและกระจายตัวสูง หอการค้าไทยให้กรอบไว้ที่ 5,896–20,635 ล้านบาท [1] ขณะที่ บล.กสิกรไทยประเมินว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อถึง 1 เดือน ความเสียหายอาจขยับไปที่ 20,000–40,000 ล้านบาท [14] ช่วงที่กว้างขนาดนี้สะท้อนว่าเรายังขาดระบบวัดผลกระทบทางเศรษฐกิจแบบเรียลไทม์ — ซึ่งย้อนกลับไปสนับสนุนข้อเสนอเรื่อง dashboard พอดี
ประการที่สาม การกระจายฐานเศรษฐกิจออกจากกรุงเทพฯ เป็นนโยบายระดับทศวรรษ ไม่ใช่มาตรการรับมือฤดูฝนหน้า และมีต้นทุนจริงจากการสูญเสียผลได้จากการกระจุกตัว (agglomeration economies) ที่ทำให้มหานครมีผลิตภาพสูง การผลักดันโดยไม่มีการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ที่เข้มงวด มีความเสี่ยงจะกลายเป็นการลงทุนซ้ำซ้อนอีกชุดหนึ่ง
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้
สำหรับผู้บริหารและนักลงทุน โจทย์ที่ควรติดตามในช่วง 3–12 เดือนข้างหน้ามีสามเรื่อง
หนึ่ง สถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยาช่วงไตรมาส 4/2569 เพราะหากยืดเยื้อข้ามไตรมาส ผลกระทบจะเปลี่ยนจากการชะลอการบริโภคชั่วคราว ไปสู่ความเสียหายต่อสินทรัพย์และสภาพคล่องของ SME ซึ่งเป็นจุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแสดงความกังวลไว้แล้วว่าอาจซ้ำเติมภาระหนี้ครัวเรือน จากค่าใช้จ่ายซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหลังน้ำลด [4]
สอง การทำงานจริงของระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ที่เริ่มคุ้มครองตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 [13] ว่าจะย้ายภาระจากงบกลางของรัฐไปสู่กลไกตลาดได้มากน้อยเพียงใด เพราะในปี 2554 ภาคเอกชนแบกรับความเสียหายถึงราว 90% [2]
สาม การจัดสรรงบประมาณด้านน้ำปี 2570 ว่าจะยังเป็นการกระจายงบตามหน่วยงานแบบเดิม หรือเริ่มผูกกับการปกป้องพื้นที่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุดอย่างมีลำดับความสำคัญชัดเจน
บทเรียนที่แท้จริงจากสัปดาห์ที่ผ่านมาจึงไม่ใช่ว่าไทยรอดจากการซ้ำรอยปี 2554 แต่คือการที่น้ำท่วมเพียง 5 วัน ซึ่งไม่แตะฐานการผลิตเลย ยังสร้างความเสียหายได้ระดับหมื่นล้านบาท และถ้าต้นทุนลักษณะนี้เกิดซ้ำทุกปี คำถามเชิงนโยบายก็ไม่ใช่ "จะกันน้ำอย่างไร" อีกต่อไป แต่คือ "จะทำให้เศรษฐกิจเดินต่อได้อย่างไรในวันที่น้ำมา"
ที่มา

ข้อมูลอ้างอิง:
- เขตสูงเนิน, ส., ทองจำนงค์, ว., และ จันกิเสน, ถ. (2569, 29 กันยายน). น้ำท่วม 5 วัน สูญ 7 พันล้าน ราคาที่กรุงเทพฯ ต้องจ่าย? น้ำลด…แต่หนี้ยังอยู่ รัฐต้องคิดใหม่เรื่อง 'บริหารน้ำ'. THE STANDARD WEALTH. https://thestandard.co/bangkok-flood-economic-impact/
- World Bank. (2012). Thai flood 2011: Rapid assessment for resilient recovery and reconstruction planning — Overview. World Bank. https://documents1.worldbank.org/curated/en/677841468335414861/pdf/698220WP0v10P106011020120Box370022B.pdf
- ไทยรัฐออนไลน์. (2569, 27 กันยายน). น้ำท่วมกรุงเทพ 69 เสี่ยงซ้ำรอย 54 เปรียบเทียบ สาเหตุ-ความรุนแรง ทำไมพื้นที่ที่เคยรอดกลับท่วม. Thairath. https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2962224
- สำนักข่าวอินโฟเควสท์. (2569, 30 กันยายน). ธปท. จับตาน้ำท่วมปี 69 สะเทือนภาคบริการ-หนี้ครัวเรือน ยันไม่กระทบจัดประชุมใหญ่ IMF-World Bank. InfoQuest. https://www.infoquest.co.th/2026/657022
- กรุงเทพธุรกิจ. (2569, 29 กันยายน). ก.อุตฯ เปิด พักชำระหนี้-ทุนฉุกเฉิน ฟื้นฟู 1,267 สถานประกอบการ น้ำท่วม. https://www.bangkokbiznews.com/news/1254061
- THE STANDARD. (2569, 28 กันยายน). น้ำท่วม 2569 กระทบโรงงานรถยนต์แค่ไหน? ส.อ.ท. จับตาฐานผลิตภาคตะวันออก ยันไม่ลดเป้าผลิตทั้งปีที่ 1.45 ล้านคัน. https://thestandard.co/flood-car-production-fti-target/
- Thairath Money. (2569, 29 กันยายน). เจาะลึก "น้ำท่วมปี 2569" กระทบเศรษฐกิจไทยแค่ไหน เทียบวิกฤตมหาอุทกภัยปี 2554. ไทยรัฐออนไลน์. https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2962727
- Muenphangwaree, P. (2026, September 30). Bangkok floods act like a hidden tax on the economy, World Bank warns. The Nation Thailand. https://www.nationthailand.com/news/general/40071683
- World Bank. (2026, September 18). Thailand cities of the future: Urban foundations for a high-income economy. World Bank Group. https://www.worldbank.org/en/brief/2026/09/18/thailand-cities-of-the-future-urban-foundations-for-a-high-income-economy
- อำนวยพรไพศาล, ป., และ ทองจำนงค์, ว. (2569, 28 กันยายน). ส่องงบฯ จัดการน้ำ 6 ปีย้อนหลัง ทะลุ 4.2 แสนล้านบาท แต่ประเทศไทยยังเจอ 'น้ำท่วม-ภัยแล้ง' ซ้ำซาก!. THE STANDARD. https://thestandard.co/thailand-water-budget-floods-droughts/
- มติชนออนไลน์. (2569, 29 กันยายน). ครม.เคาะแล้ว งบกลางปี 69 วงเงิน 2 พันล้านบาท เยียวยาน้ำท่วม. https://www.matichon.co.th/politics/news_5910857
- Thai PBS. (2569, 29 กันยายน). ครม.เคาะงบกลางปี 69 วงเงิน 4 พันล้านบาท เยียวยาน้ำท่วม. https://www.thaipbs.or.th/news/content/558826
- THE STANDARD. (2569, 29 กันยายน). ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เริ่ม 1 ต.ค. ย้ำไม่คุ้มครองย้อนหลัง. https://thestandard.co/national-disaster-insurance-non-retroactive/
- ผู้จัดการออนไลน์. (2569, 28 กันยายน). น้ำท่วมเขย่าเศรษฐกิจ! คาด 3 วันเสียหายหมื่นล้าน ฉุด GDP ลง 0.05%. MGR Online. https://mgronline.com/stockmarket/detail/9690000094509
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทีทีบี ชี้ไทยต้องหา 'หัวรถจักรใหม่' แก้โครงสร้างเศรษฐกิจ พร้อมยกบทบาท SME
ทีทีบีชี้เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือน "รถรางเก่า" ที่ขาดแรงขับเคลื่อน จึงเร่งเสนอแนวคิด "Reinvent Thailand" เพื่อสร้าง "หัวรถจักรใหม่" ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและพยุง SME ที่เผชิญวิกฤตแซนด์วิชให้เติบโตอย่างยั่งยืน

กรอ. ตั้งเป้าดันไทยสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี พร้อมแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจและผลกระทบต่อ SME
กรอ. ตั้งเป้าผลักดันไทยสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2581 ด้วยกลยุทธ์ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มการลงทุน และผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน

เศรษฐกิจไทยยุคภูมิใจไทย: ฟื้นตัวแบบประคองตัว ท่ามกลางโอกาสและโจทย์ท้าทาย
ภายใต้รัฐบาลภูมิใจไทย เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวแบบประคองตัวบนฐานเสถียรภาพทางการเมืองที่ช่วยหนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนและการไหลกลับของ Fund Flow สู่ตลาดทุนไทย นโยบาย “10 Plus” และ “คนละครึ่ง พลัส” ผสานกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจสีเขียว ช่วยเปิดโอกาสเติบโตให้กลุ่มธนาคาร ค้าปลีก เกษตร ท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมใหม่ แม้ยังต้องจับตาวินัยการคลัง หนี้ครัวเรือน และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

ถอดรหัสแลนด์บริดจ์โลก จากบทเรียนอเมริกาและจีน ถึงคำถามที่ไทยต้องตอบ
วิเคราะห์บทเรียนแลนด์บริดจ์จากสหรัฐฯ และจีน พร้อมถอด 7 ปัจจัยชี้วัดความสำเร็จ เพื่อมองอนาคตโครงการแลนด์บริดจ์ไทยในมิติเศรษฐกิจ โลจิสติกส์ และภูมิรัฐศาสตร์

สภาฯ เปิดถกงบฯ ปี 70 วาระ 2 กมธ. ปรับลด 1.1 หมื่นล้าน รับมือเศรษฐกิจ
สภาผู้แทนราษฎรเปิดฉากถกงบประมาณปี 2570 วาระ 2-3 เผย กมธ. ปรับลดงบลง 11,162 ล้านบาท พร้อมโยก 6,044 ล้านบาทเข้างบกลาง เสริมกันชนทางการคลังรับมือความผันผวนเศรษฐกิจ สะท้อนวินัยการคลังเข้มงวด ชวนภาคธุรกิจและนักลงทุนจับตาจังหวะการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐอย่างใกล้ชิด

ผู้ว่าแบงก์ชาติยืนยันไทยยังไม่เผชิญภาวะ Stagflation
ธปท. ยืนยันว่าประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation จากเงินเฟ้อและการจ้างงานที่ยังคงมีเสถียรภาพ แต่ภาคธุรกิจ SME โดยเฉพาะร้านอาหาร ยังคงเผชิญความยากลำบากจากกำลังซื้อที่ลดลงและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
