
รัฐเร่งปราบนอมินีถือที่ดินแทนต่างชาติ มูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท ยกระดับตรวจสอบถึงเจ้าของผลประโยชน์ตัวจริง
สรุปประเด็น
-
เปิดปฏิบัติการปราบปรามนอมินี: รัฐบาลเดินหน้าตรวจสอบและบังคับจำหน่ายที่ดินกลุ่มเสี่ยง พบเข้าข่ายแล้ว 1,397 ราย รวม 2,360 แปลง มูลค่า 14,010 ล้านบาท
-
เจาะลึกผู้รับผลประโยชน์แท้จริง: ขยายผลตรวจมากกว่ารายชื่อบนโฉนด โดยตรวจสอบผู้มีอำนาจควบคุมกิจการ แหล่งเงินทุน และเส้นทางการเงินให้แล้วเสร็จ ธ.ค. 2569
-
บูรณาการข้อมูลหลายหน่วยงาน: ผนึกกำลังกรมที่ดิน DSI ปปง. และกรมสรรพากร เพื่อปิดช่องโหว่ ป้องกันการเปลี่ยนตัวแทนถือครอง และตรวจสอบธุรกรรมการเงินขนาดใหญ่
-
ผลกระทบต่อภาคธุรกิจ: กำชับผู้ประกอบการจัดเก็บเอกสารโครงสร้างผู้ถือหุ้นและแหล่งที่มาเงินลงทุนให้โปร่งใส พร้อมยืนยันยังยินดีต้อนรับนักลงทุนต่างชาติที่สุจริต
รัฐบาลเปิดปฏิบัติการตรวจสอบการใช้คนไทยเป็นตัวแทนถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว พบกลุ่มนิติบุคคลเข้าข่าย 1,397 ราย รวม 2,360 แปลง มูลค่า 14,010 ล้านบาท พร้อมเร่งตรวจสอบผู้มีอำนาจควบคุมและเส้นทางการเงินให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569 สะท้อนทิศทางกำกับดูแลธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ที่เข้มข้นขึ้น
รัฐเปิดปฏิบัติการตรวจสอบนอมินีทั่วประเทศ
รัฐบาลเดินหน้ายกระดับการปราบปรามการใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว โดยเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดปฏิบัติการตรวจสอบและบังคับจำหน่ายที่ดินของกลุ่มเสี่ยง เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายเกี่ยวกับการถือครองที่ดินในประเทศไทย
ข้อมูลจากกรมที่ดินระบุว่า จากการตรวจสอบนิติบุคคลที่ถือครองที่ดินทั่วประเทศ 157,659 ราย พบกลุ่มเสี่ยงเบื้องต้น 14,151 ราย เมื่อคัดแยกกลุ่มที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ออกแล้ว เหลือ 13,088 รายที่ต้องดำเนินการตามแนวทางที่เกี่ยวข้อง
กลุ่มดังกล่าวแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่
-
1,550 ราย มีสัดส่วนการถือหุ้นของคนต่างด้าวเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และอยู่ในกลุ่มที่ต้องดำเนินการบังคับจำหน่ายที่ดินตามขั้นตอนกฎหมาย
-
11,538 ราย มีพฤติการณ์น่าสงสัยว่าอาจใช้คนไทยถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว จึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน ผลการตรวจสอบที่ผ่านมา พบกลุ่มนิติบุคคลที่เข้าข่ายถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าวแล้ว 1,397 ราย รวม 2,360 แปลง เนื้อที่ 5,467 ไร่ คิดเป็นมูลค่ารวม 14,010 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลจากการตรวจสอบเบื้องต้น โดยการดำเนินการกับแต่ละรายต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและสถานะทางกฎหมายเป็นรายกรณี
จากชื่อบนโฉนดสู่การตรวจสอบผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง
หัวใจสำคัญของมาตรการครั้งนี้คือการขยายขอบเขตการตรวจสอบให้ลึกกว่ารายชื่อเจ้าของที่ดินหรือผู้ถือหุ้นในเอกสาร โดยหน่วยงานรัฐจะพิจารณาถึงผู้มีอำนาจควบคุมกิจการ ผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง แหล่งเงินทุน เส้นทางการเงิน ทรัพย์สิน และบุคคลที่เกี่ยวข้อง
แนวทางดังกล่าวมีความสำคัญต่อการตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้นที่อาจใช้บุคคลสัญชาติไทยเป็นตัวแทนในทางเอกสาร ขณะที่ผู้ลงทุนหรือผู้ควบคุมผลประโยชน์ที่แท้จริงเป็นบุคคลต่างด้าว
การพิจารณาจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสัดส่วนการถือหุ้น แต่ต้องตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้น แหล่งเงินที่ใช้ซื้อที่ดิน อำนาจในการตัดสินใจ และลักษณะการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สิน เพื่อแยกแยะระหว่างการลงทุนที่ถูกต้องตามกฎหมายกับกรณีที่อาจเข้าข่ายหลีกเลี่ยงข้อกำหนด
รัฐบาลกำหนดให้กรมที่ดินและผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งตรวจสอบกลุ่มเสี่ยงเป็นรายกรณี โดยมีเป้าหมายให้ได้ข้อยุติภายในเดือนธันวาคม 2569 หากพบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายนอมินีหรือความผิดอื่น จะส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขยายผลตามกฎหมาย
บูรณาการข้อมูลหลายหน่วยงาน ปิดช่องโหว่การถือครองที่ดิน
การตรวจสอบครั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
เป้าหมายคือการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคล โครงสร้างผู้ถือหุ้น แหล่งเงินทุน การถือครองและใช้ประโยชน์ที่ดิน ตลอดจนข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง เพื่อให้สามารถตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและธุรกรรมได้ครบถ้วนขึ้น
อีกประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือการติดตามผู้รับโอนที่ดินรายใหม่ หากมีการบังคับจำหน่ายที่ดินที่ถือครองโดยมิชอบ การตรวจสอบต้องไม่สิ้นสุดเพียงการเปลี่ยนชื่อผู้ถือครอง แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าผู้รับโอนรายใหม่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ถือครองเดิมหรือมีพฤติการณ์ที่อาจทำให้ปัญหาเกิดซ้ำหรือไม่
สำหรับมาตรการป้องกันก่อนการจดทะเบียนซื้อที่ดิน ข่าวระบุว่า การซื้อที่ดินด้วยเงินสดเกิน 2 ล้านบาท หรือมีราคาประเมินเกิน 5 ล้านบาท ต้องตรวจสอบแหล่งที่มาของเงิน รายได้ และอาชีพ รวมถึงตรวจสอบว่าผู้ถือหุ้นไทยในนิติบุคคลไม่ได้ถือหุ้นแทนคนต่างด้าว
ผลต่อภาคธุรกิจและการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบนอมินีเป็นประเด็นที่ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นักลงทุนต่างชาติ และผู้ประกอบการที่มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นข้ามชาติต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกิจการที่เกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดินหรือใช้ที่ดินเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ
ในเชิงการบริหารความเสี่ยง ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการจัดเก็บเอกสารที่แสดงแหล่งที่มาของเงินลงทุน โครงสร้างผู้ถือหุ้น อำนาจควบคุมกิจการ และวัตถุประสงค์ในการใช้ประโยชน์ที่ดินให้ชัดเจน รวมถึงตรวจสอบให้แน่ใจว่าการถือครองทรัพย์สินและการดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ การมีผู้ถือหุ้นต่างชาติหรือการร่วมลงทุนกับต่างชาติไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการถือครองแบบนอมินีโดยอัตโนมัติ การพิจารณาต้องอาศัยข้อเท็จจริงและสิทธิที่กฎหมายกำหนดในแต่ละกรณี
นายกรัฐมนตรีระบุว่า มาตรการนี้ไม่ได้มีเป้าหมายต่อต้านนักลงทุนต่างชาติ แต่ต้องการจัดการกับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยประเทศไทยยังยินดีต้อนรับการลงทุนจากต่างประเทศที่สุจริต โปร่งใส และปฏิบัติตามกฎหมายไทย
จับตาผลตรวจสอบภายในเดือนธันวาคม 2569
ประเด็นที่ต้องติดตามหลังจากนี้คือความคืบหน้าของการตรวจสอบกลุ่มเสี่ยง การดำเนินการกับกรณีที่พบการถือครองโดยมิชอบ และการขยายผลไปยังผู้มีอำนาจควบคุมหรือเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
นอกจากจำนวนคดีและมูลค่าที่ดินแล้ว ประสิทธิผลของมาตรการยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการป้องกันไม่ให้เกิดการเปลี่ยนตัวแทนถือครอง การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างสม่ำเสมอ
การปราบปรามนอมินีจึงไม่ใช่เพียงเรื่องการตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่เป็นโจทย์ด้านความโปร่งใสของโครงสร้างธุรกิจและแหล่งเงินทุน ซึ่งมีผลต่อทั้งการกำกับดูแลตลาดอสังหาริมทรัพย์ การคุ้มครองทรัพยากรของประเทศ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ข้อมูลอ้างอิง:
LINE TODAY - รัฐเร่งปราบนอมินีถือที่ดินแทนต่างชาติ มูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านบาท https://today.line.me/th/v3/article/Yap9EGL
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไทย–ยูเออี สรุปเจรจา CEPA การค้าครึ่งปีแรกพุ่งกว่า 75%
ไทยและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สรุปการเจรจาความตกลง CEPA สำเร็จ หลังมูลค่าการค้านอกภาคน้ำมันครึ่งแรกปี 2569 พุ่งสูงกว่า 75% แตะ 10.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเตรียมเดินหน้ากระบวนการทางกฎหมายเพื่อลงนามและผลักดันความร่วมมือใน 6 สาขายุทธศาสตร์สำคัญ

จับตาดีลลับ กาสิโนถูกกฎหมาย ไทย-สิงคโปร์ "win-win"
ความพยายามในการจัดตั้งสถานบันเทิงครบวงจรในประเทศไทยกำลังเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญ จับตาผู้มีอำนาจของไทยดึงกลุ่ม Las Vegas Sands เข้ามาพัฒนาท่าเรือคลองเตย เพื่อเปิดเส้นทางเรือสำราญเชื่อมไทย-สิงคโปร์ สร้างโมเดลความร่วมมือแบบ win-win

เปิดภูมิทัศน์ต่างชาติลงทุนไทยเทรนด์เปลี่ยน จากภาคผลิตสู่ภาคบริการ
วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการลงทุนจากต่างชาติในไทย (2543-2567) เผยจีนและสิงคโปร์ขึ้นแท่นผู้ลงทุนหลัก แทนที่ญี่ปุ่น พร้อมเจาะลึกการเปลี่ยนผ่านจากการลงทุนในภาคการผลิตสู่ภาคบริการ

สินค้านำเข้าราคาต่ำปี 2569 จ่อแตะ 4.45 หมื่นล้านบาท กดดัน SME ไทยเร่งปรับเกมแข่งขัน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยปี 2569 มูลค่านำเข้าสินค้าราคาต่ำของไทยพุ่งแตะ 4.45 หมื่นล้านบาท โตขึ้น 18% แม้ยกเลิกเกณฑ์ De minimis และเก็บภาษีตั้งแต่ 1 บาท ชี้เป็นแรงกดดันหนักต่อ SME ไทย โดยเฉพาะสินค้าแฟชั่นและอุปโภคบริโภคที่ต้องเร่งปรับตัวสู้ศึกราคา

G-Token: เดิมพันอนาคตการเงิน ภายใต้เงื่อนไขและความท้าทาย
Government Token หรือ G-Token นวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ของไทยที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าการระดมทุนภาครัฐทั่วโลก หรือบทเรียนราคาแพงของการเร่งก้าวในเส้นทางที่แทบไม่มีใครเดิน

FTA ไทย–EU เดินหน้าเจรจารอบ 10 เร่งเคลียร์เปิดตลาด–สินค้าอ่อนไหว ตั้งเป้าสรุปดีลภายในปี 2569
พาณิชย์เผย FTA ไทย-EU คืบหน้าแล้วเกือบ 2 ใน 3 หลังจบรอบ 9 เร่งเครื่องเคลียร์ประเด็นท้าทายทั้งการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและสินค้าอ่อนไหว ส.อ.ท.หนุนเร่งปิดดีลภายในปี 2569 เพื่อขยายโอกาสส่งออก ดึงดูดการลงทุน และเตรียมพร้อมสู่สมาชิก OECD
