
ธุรกิจไทยเตรียมพร้อม! รับมือ พ.ร.บ. อากาศสะอาด และโอกาสสู่เศรษฐกิจสีเขียว
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบในวาระ 2 ของร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด หรือร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ซึ่งสาระสำคัญอยู่ที่การเพิ่ม “หมวด 6/1 กองทุนอากาศสะอาด” เข้ามาในกฎหมาย โดยการดำเนินงานของกองทุนนี้จะยึดหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และมลพิษทางอากาศอื่นๆ
ด้านเสียงข้างน้อยมองว่าการตั้งกองทุนหมุนเวียนขึ้นมาใหม่อาจกระทบต่อภาระการคลังและอาจซ้ำซ้อนกับกองทุนสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่แล้ว แต่เสียงข้างมากเห็นถึงความจำเป็นและยืนยันว่าทุนตั้งต้นจากรัฐบาลจะจัดสรรเพียงครั้งเดียว ขณะที่รายได้ประจำของกองทุนมาจากค่าธรรมเนียมเพื่ออากาศสะอาด ซึ่งจะเรียกเก็บกับผู้ปล่อยมลพิษ โดยหวังให้เป็นแรงจูงใจในการลดมลพิษ ไม่ได้ตั้งใจให้กองทุนนี้เก็บเงินได้มาก เพราะจะหมายถึงยังปล่อยมลพิษอยู่มาก
การจัดตั้งกองทุนนี้ยังผ่านกระบวนการพิจารณากฎหมายอย่างครบถ้วน มีการขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและที่ปรึกษาทางกฎหมายรัฐ ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อเร่งรัดให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการและอุตสาหกรรม ปรับพฤติกรรม ลดการปล่อยมลพิษอย่างจริงจัง
นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ 🔗กรรมาธิการเสียงข้างมาก ยืนยันความจำเป็นในการจัดตั้งกองทุนอากาศสะอาด โดยชี้แจงถึงกระบวนการจัดตั้งและภาระงบประมาณดังนี้:
กระบวนการจัดตั้ง:
- ร่างกฎหมายภาคประชาชนได้ระบุเรื่องกองทุนอากาศสะอาดไว้แล้วในการพิจารณาวาระ 1 (รับหลักการ)
- ร่างของรัฐบาล ซึ่งนายบัณฑูรเป็นประธานร่าง ได้ทราบเรื่องนี้มาก่อนแล้ว และตั้งใจจะนำมาพิจารณาต่อในชั้นกรรมาธิการหลังผ่านสภาฯ วาระ 1
ภาระงบประมาณ:
- มาตรา 69/37 ระบุว่าเงินในกองทุนจะมาจากมาตรา 69/34 (2) คือ "เงินค่าธรรมเนียมเพื่ออากาศสะอาด" ซึ่งสภาฯ ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว
- เงินตั้งต้นที่รัฐบาลจัดสรรให้จะเป็นเพียงครั้งเดียวและขึ้นอยู่กับความเหมาะสม
- คณะกรรมาธิการไม่ได้ตั้งใจจะเก็บเงินค่าธรรมเนียมอากาศสะอาดให้มากนัก เพราะการเก็บเงินได้มากหมายถึงยังมีผู้ปล่อยมลพิษทางอากาศมาก
- วัตถุประสงค์ของมาตรการทางเศรษฐศาสตร์นี้คือเพื่อกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการผลิตเพื่อลดการปล่อย PM 2.5 และมลพิษทางอากาศให้มากที่สุด
- ดังนั้น กองทุนนี้จึงไม่เป็นภาระด้านงบประมาณ
ประเด็นการจัดตั้งหน่วยงาน:
- คณะกรรมาธิการได้พิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพระราชบัญญัติกองทุนหมุนเวียน มาตรา 14 ที่ระบุว่าหน่วยงานของรัฐที่ประสงค์จะจัดตั้งกองทุนหมุนเวียนต้องเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการฯ และคณะรัฐมนตรี
- ตามนิยามในมาตรา 4 "หน่วยงานของรัฐ" หมายถึง กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นที่มีฐานะเป็นกรม หรือหน่วยงานสังกัดรัฐสภา หรือหน่วยงานของรัฐที่คณะกรรมการนโยบายบริหารกำหนด
- จากนิยามนี้ คณะกรรมาธิการมีความเห็นว่า "คณะกรรมาธิการวิสามัญ" ไม่ได้เป็นหน่วยงานภายในสังกัดตามที่กฎหมายระบุไว้ จึงไม่จำเป็นต้องเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายฯ ตามมาตรา 14
วิเคราะห์ผลกระทบต่อภาคเอกชน
ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ โดยเฉพาะธุรกิจที่สร้างมลพิษอย่างภาคการผลิต การเกษตร และการขนส่ง ที่จะต้องเสียค่าธรรมเนียมอากาศสะอาดตามปริมาณมลพิษที่ปล่อยออกมาโดยตรง ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันให้ธุรกิจเหล่านี้ต้องลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดเพื่อลดภาระต้นทุน และยกระดับภาพลักษณ์ด้าน ESG อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นความท้าทาย แต่มาตรการนี้ก็ถือเป็นโอกาสในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) สำหรับธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็ว และสามารถดึงดูดลูกค้าและพันธมิตรใหม่ๆ ได้ ในขณะเดียวกัน ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีข้อจำกัดทางการเงิน อาจต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐหรือกองทุนในรูปแบบสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในระยะยาว องค์กรธุรกิจจึงควรเตรียมพร้อมรับมือกับความคาดหวังจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ สังคม และผู้บริโภค พร้อมกับการสื่อสารข้อมูลสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใสมากขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้
- ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้น
- ธุรกิจที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษโดยเฉพาะด้านการผลิต การเกษตร การขนส่ง จะต้องเสียค่าธรรมเนียมอากาศสะอาดตามปริมาณมลพิษที่ปล่อย เพิ่มภาระต้นทุนให้กับกิจการเหล่านี้โดยตรง
- แรงกดดันในการลงทุนเทคโนโลยีสะอาด
- ภาคเอกชนโดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาจต้องเร่งปรับกระบวนการผลิต หรือลงทุนในเทคโนโลยีและอุปกรณ์ควบคุมมลพิษ เช่นเครื่องกรองฝุ่น ระบบบำบัด เพื่อลดภาระค่าธรรมเนียมและรักษาภาพลักษณ์ด้าน ESG
- โอกาสด้านเศรษฐกิจสีเขียว
- แม้จะเป็นต้นทุนในระยะสั้น แต่กองทุนอากาศสะอาดสร้างแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ Green Economy เปิดโอกาสให้ธุรกิจที่ปรับตัวเร็ว กลายเป็นผู้นำในตลาดที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่-พันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ
- ความท้าทาย SMEs
- ธุรกิจขนาดเล็กและกลางที่กำลังการเงินจำกัดอาจเผชิญความเสี่ยงสูง ต้องการการสนับสนุนจากรัฐและกองทุนในรูปแบบเครื่องมือหรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้สามารถปรับตัวแข่งขันได้
- Stakeholder Engagement
- ภาคเอกชนต้องเตรียมรับมือกับความคาดหวังจากภาครัฐ สังคม และผู้บริโภคที่สูงขึ้น พร้อมปรับกลยุทธ์การสื่อสาร และเปิดเผยข้อมูลสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใสมากขึ้น
โดยสรุป การจัดตั้ง “กองทุนอากาศสะอาด” เป็นการออกมาตรการเชิงรุกที่ผลักดันให้ภาคเอกชนต้องเร่งปรับตัว แต่ขณะเดียวกันก็เป็นจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่มาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล หากภาคธุรกิจสามารถปรับกลยุทธ์ได้ทัน ถือเป็นโอกาสสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

8 ปีแห่งความหวัง: กฎหมายอากาศสะอาดฉบับประชาชน จุดเริ่มต้นของสังคมที่หายใจได้
จากความฝันเล็ก ๆ สู่การผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดฉบับประชาชนตลอด 8 ปี เครือข่ายนักวิชาการและภาคประชาชนร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่ออากาศที่ปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

พลาสติกชีวภาพ โอกาสทองของมันสำปะหลังไทยสู่ตลาดโลกมูลค่าหลายแสนล้าน
วิเคราะห์โอกาสพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) จากมันสำปะหลังไทย ตลาดโลกโต 11.5% ต่อปี ไทยมีศักยภาพเป็นอันดับ 2 ของโลก พร้อมแนวทางธุรกิจตลอด Value Chain

SME D Bank เสนอ 4 ยุทธศาสตร์ ช่วย SMEs ไทยฝ่าวิกฤต
ในภาวะเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ภายใต้การนำของ ดร.เดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการ กระทรวงอุตสาหกรรม และประธานกรรมการ ธพว. ได้ริเริ่ม 4 ยุทธศาสตร์สำคัญที่มุ่งมั่นยกระดับศักยภาพของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของไทย

ลมหายใจของกรุงเทพฯ : เมื่อเยาวชนลุกขึ้นขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อรับมือวิกฤตมลพิษ
ท่ามกลางวิกฤตมลพิษทางอากาศในกรุงเทพฯ เยาวชนไทยลุกขึ้นพัฒนานวัตกรรมเครื่องฟอกอากาศเพื่อชุมชนคลองเตย สะท้อนพลัง Social Innovation และโอกาสความร่วมมือของภาคธุรกิจในกรอบ ESG และความยั่งยืน

แร่แรร์เอิร์ธ" ขุมทรัพย์อนาคต: ทำไมไทยต้องเร่งพัฒนา และการลงนาม MOU กับสหรัฐฯ มีนัยยะอย่างไรต่อ SME ไทย?
ในยุคที่เทคโนโลยีและพลังงานสะอาดกำลังขับเคลื่อนโลกอย่างรวดเร็ว แร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth Elements - REEs) หรือแร่หายาก ได้กลายเป็น "ขุมทรัพย์อนาคต" ที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อเศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมไฮเทค ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลไทยในการศึกษาและพัฒนาศักยภาพแร่ชนิดนี้

กระทรวงการคลังเดินหน้าโครงการ "รถเก่าแลกรถใหม่" และเร่งปรับภาษี EV
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมทั่วโลก รัฐบาลไทยได้แสดงความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนในการผลักดันประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ด้วยการเร่งหารือโครงการ "รถเก่าแลกรถใหม่" ระหว่างกระทรวงการคลังและกระทรวงอุตสาหกรรม โครงการนี้มีเป้าหมายหลักคือการเปลี่ยนผ่านรถขนส่งสาธารณะที่ก่อมลพิษจำนวนมาก
