
พลาสติกชีวภาพ โอกาสทองของมันสำปะหลังไทยสู่ตลาดโลกมูลค่าหลายแสนล้าน
สรุปประเด็น
ตลาดโลกกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่จากพลาสติกน้ำมันสู่พลาสติกชีวภาพ และไทยในฐานะผู้ผลิตมันสำปะหลังอันดับต้นของโลก มีโอกาสที่หายากยิ่งในการเป็นผู้นำห่วงโซ่อุปทานใหม่นี้
โลกกำลังถอยห่างจากพลาสติกฟอสซิล
ปัญหาพลาสติกจำนวนมหาศาลที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน กำลังกลายเป็นวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมและแรงกดดันระดับโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติดิบสูงตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนของ Naphtha ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตพลาสติกแบบดั้งเดิมพุ่งสูงตามไปด้วย
จุดเปลี่ยนสำคัญคือ ปัจจุบันราคาพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) แพงกว่าพลาสติกทั่วไปเพียง 30–70% เท่านั้น และช่องว่างนี้กำลังแคบลงทุกปี ทำให้พลาสติกชีวภาพเริ่มได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นจากทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคทั่วโลก
พลาสติกชีวภาพ 2 ประเภทที่ต้องรู้จัก
ประเภทที่ 1 — พลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพ (Certified Compostable Bioplastic)
ผลิตจากวัตถุดิบทางการเกษตรที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เหมาะสำหรับบรรจุภัณฑ์และสินค้าที่ต้องการจัดการหลังใช้งานอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ประเภทที่ 2 — พลาสติกชีวฐาน (Bio-based Plastic)
ใช้วัตถุดิบทางชีวภาพแต่ไม่ได้สลายตัวตามธรรมชาติ มีความทนทานใกล้เคียงพลาสติกทั่วไป แต่ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในกระบวนการผลิต วัตถุดิบหลักที่ใช้ผลิตพลาสติกชีวภาพ ได้แก่ อ้อย ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน และ มันสำปะหลัง ซึ่งล้วนเป็นพืชเศรษฐกิจที่ไทยมีความได้เปรียบด้านการผลิตในระดับโลก
ตลาดโลกมูลค่ามหาศาลที่เติบโตไม่หยุด
ตลาดพลาสติกชีวภาพโลกมีมูลค่า 95,032.74 ล้านบาท ในปัจจุบัน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 11,515 บาท/ตัน ภายใน 3 ปี (2566–2568) โดยมูลค่าการตลาดพลาสติกชีวภาพโลกมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) สูงถึง 11.5% ซึ่งสะท้อนว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังเข้าสู่ช่วง ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด
กลุ่ม European Bioplastics ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพในยุโรป คาดการณ์ว่ากำลังการผลิตพลาสติกชีวภาพโลกจะเพิ่มจาก 4.69 ล้านตันในปี 2568 เป็น 6.73 ล้านตันภายในปี 2573 หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าภายใน 5 ปี
มันสำปะหลังไทย: ไพ่ใบสำคัญที่ยังรอการเล่น
ในส่วนของประเทศไทย มันสำปะหลัง คือวัตถุดิบดาวรุ่งในอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ เนื่องจากไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกมันสำปะหลังรายใหญ่ระดับโลก
ปี 2567 ไทยผลิตมันสำปะหลังได้ 6.52 ล้านตัน มูลค่า 110,741.25 ล้านบาท โดยมีการส่งออกมันสำปะหลังปี 2567 คิดเป็นมูลค่า 14,704 บาท/ตัน และปี 2568 อีก 16,974 บาท/ตัน รวมถึงมีแนวโน้มที่ดีอย่างต่อเนื่อง
ราคาตลาดพลาสติกชีวภาพจากมันสำปะหลังอยู่ที่ 14.8–22 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อเทียบกับมันสำปะหลังดิบที่ 1.71 บาท/กิโลกรัม สะท้อนมูลค่าเพิ่มที่สูงมากจากการแปรรูปเป็นพลาสติกชีวภาพ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ Bioplastic PLA/TPS blend มีมูลค่าสูงถึง 14.41 บาท/กิโลกรัม
ผู้ประกอบการไทยที่นำร่องแล้ว
ภาคเอกชนไทยเริ่มขยับตัวแล้ว นายกสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพไทยชี้ว่าปัจจุบันไทยมีโอกาสเป็นอันดับที่ 2 รองจากบราซิล ในฐานะประเทศที่มีศักยภาพด้านการผลิตพลาสติกชีวภาพ โดยมีกำลังการผลิตปัจจุบันอยู่ที่ 150,000–170,000 ตัน/ปี
บริษัท PTTGC ร่วมกับ NatureWorks ของสหรัฐอเมริกา มีการผลิตพลาสติกชีวภาพผ่านโรงงานในไทยที่เป็นหนึ่งในผู้นำระดับโลก และ SCG Chemicals มีเป้าหมายผลิตพลาสติกชีวภาพปีละ 400,000 ตัน ภายในปี 2571 นอกจากนี้ บริษัท Braskem ผู้นำด้านพลาสติกชีวภาพจากบราซิลยังได้เจรจาความร่วมมือกับ SCG Chemicals เพื่อขยายฐานการผลิตในภูมิภาค
ในแง่มาตรฐาน ประเทศไทยกำลังผลักดัน Bio-based Bioplastic ในเชิงสมัครใจ (Voluntary Standard) เพื่อรองรับการพัฒนาและใช้งานผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้ง Certified Compostable Bioplastic และพลาสติกผสมจากวัตถุดิบชีวภาพ
ภาครัฐหนุน: กระทรวงเกษตรฯ จับมือผู้ผลิต
รัฐบาลผ่านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญกับการเดินหน้าผลักดันให้ไทยใช้วัตถุดิบจากภาคเกษตรเพื่อรับมือกับอุตสาหกรรมที่กำลังโต พร้อมรับมือกับความต้องการห่วงโซ่อุปทานรูปแบบใหม่ในตลาดส่งออก ทั้งนี้ รัฐบาลยังมองหาแนวทางเพื่อส่งเสริมให้ผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพในไทยสามารถพัฒนาวัตถุดิบและแหล่งผลิตที่มีศักยภาพให้ดียิ่งขึ้น
มุมมองนักธุรกิจ: โอกาสอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่อุปทานนี้?
สำหรับผู้ประกอบการไทยที่มองหาโอกาสในอุตสาหกรรมนี้ จุดที่น่าสนใจที่สุดอยู่ที่การเชื่อมต่อตลอด Value Chain ได้แก่
- ต้นน้ำ — พัฒนาสายพันธุ์มันสำปะหลังและอ้อยที่ให้ผลผลิตแป้งสูงและเหมาะกับการผลิต Bioplastic
- กลางน้ำ — โรงงานแปรรูปแป้งมันสำปะหลังเป็น PLA, TPS และวัตถุดิบพลาสติกชีวภาพ
- ปลายน้ำ — บรรจุภัณฑ์ชีวภาพสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร สุขภาพ และส่งออก
- บริการรับรองมาตรฐาน — ห้องแล็บทดสอบและรับรอง Certified Compostable ที่ยังขาดแคลนในไทย
"ไทยมีวัตถุดิบ มีโรงงาน มีเกษตรกร สิ่งที่ขาดคือการเชื่อมทุกจิ๊กซอว์เข้าหากันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้พลาสติกชีวภาพไทยไปถึงตลาดโลกได้จริงและยั่งยืน"
ข้อมูลอ้างอิง:
- วารสาร สนค. ฉบับที่ 179 — All Round: สร้างมูลค่าพืชไร่ เพิ่มโอกาสไทยด้วยพลาสติกชีวภาพ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กระทรวงการคลังเดินหน้าโครงการ "รถเก่าแลกรถใหม่" และเร่งปรับภาษี EV
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมทั่วโลก รัฐบาลไทยได้แสดงความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนในการผลักดันประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ด้วยการเร่งหารือโครงการ "รถเก่าแลกรถใหม่" ระหว่างกระทรวงการคลังและกระทรวงอุตสาหกรรม โครงการนี้มีเป้าหมายหลักคือการเปลี่ยนผ่านรถขนส่งสาธารณะที่ก่อมลพิษจำนวนมาก

สบน. เตรียมออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (SLB) วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท
สบน. เตรียมออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (SLB) วงเงิน 30,000 ล้านบาท พร้อมตัวชี้วัดลดคาร์บอนและเพิ่ม EV ตอกย้ำการลงทุนภาครัฐสู่เศรษฐกิจสีเขียวและโอกาส ESG สำหรับภาคธุรกิจ

ธุรกิจไทยเตรียมพร้อม! รับมือ พ.ร.บ. อากาศสะอาด และโอกาสสู่เศรษฐกิจสีเขียว
ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดผ่านวาระ 2 เพิ่ม “กองทุนอากาศสะอาด” ตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย กระตุ้นภาคธุรกิจปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว ลด PM2.5 และมลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน

SME D Bank เสนอ 4 ยุทธศาสตร์ ช่วย SMEs ไทยฝ่าวิกฤต
ในภาวะเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ภายใต้การนำของ ดร.เดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการ กระทรวงอุตสาหกรรม และประธานกรรมการ ธพว. ได้ริเริ่ม 4 ยุทธศาสตร์สำคัญที่มุ่งมั่นยกระดับศักยภาพของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของไทย

แร่แรร์เอิร์ธ" ขุมทรัพย์อนาคต: ทำไมไทยต้องเร่งพัฒนา และการลงนาม MOU กับสหรัฐฯ มีนัยยะอย่างไรต่อ SME ไทย?
ในยุคที่เทคโนโลยีและพลังงานสะอาดกำลังขับเคลื่อนโลกอย่างรวดเร็ว แร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth Elements - REEs) หรือแร่หายาก ได้กลายเป็น "ขุมทรัพย์อนาคต" ที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อเศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมไฮเทค ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลไทยในการศึกษาและพัฒนาศักยภาพแร่ชนิดนี้

มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัยและเครื่องจักรประหยัดพลังงาน
คณะรัฐมนตรีอนุมัติมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการติดตั้ง Solar Rooftop สำหรับบ้านอยู่อาศัย ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท และส่งเสริมการลงทุนในอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว
