
ร่างกฎหมายที่พักแรมจุดชนวนกังวล สมาคมโรงแรมไทยห่วงช่องโหว่ตรวจสอบความปลอดภัย
สรุปประเด็น
-
ปรับระบบกำกับดูแล 3 ระดับ: ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สถานที่พักแรมใหม่ แบ่งที่พักเป็นแจ้ง, ขึ้นทะเบียน และขอใบอนุญาต ตามขนาดและความเสี่ยงเพื่อลดขั้นตอนภาครัฐ
-
สมาคมโรงแรมไทยห่วงช่องโหว่: THA กังวลการลดขั้นตอนอาจทำให้การตรวจสอบความปลอดภัยของอาคาร ดัดแปลง และการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่เข้มงวดพอ
-
คุมเข้มมาตรฐานและความปลอดภัย: ย้ำว่าการกำกับดูแลต้องคำนึงถึงโครงสร้าง ทางหนีไฟ และอัคคีภัย ไม่ควรจำกัดแค่จำนวนห้องหรือผู้เข้าพักอย่างเดียว
-
ความรับผิดชอบแพลตฟอร์มออนไลน์: เสนอให้แพลตฟอร์มจองที่พักต้องตรวจสอบเอกสารและสถานะถูกกฎหมายของผู้ให้บริการเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค
ร่างพระราชบัญญัติสถานที่พักแรมฉบับใหม่กำลังเป็นประเด็นที่ต้องจับตาของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย หลัง สมาคมโรงแรมไทย (THA) แสดงความกังวลว่า การปรับระบบกำกับดูแลและลดขั้นตอนการขออนุญาตอาจทำให้การตรวจสอบความปลอดภัยของที่พักบางประเภทไม่เข้มงวดเพียงพอ โดยเฉพาะอาคารที่ดัดแปลงมาเป็นที่พักระยะสั้น และกิจการที่ใช้เพียงการแจ้งหรือขึ้นทะเบียนก่อนเปิดดำเนินการ
ร่างกฎหมายดังกล่าวมีเป้าหมายปรับปรุงกฎหมายโรงแรมเดิมให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจที่พักที่หลากหลายขึ้น ตั้งแต่โรงแรมขนาดใหญ่ โฮสเทล และโฮมสเตย์ ไปจนถึงบ้านพักและที่พักในรูปแบบเศรษฐกิจแบ่งปัน พร้อมลดภาระด้านใบอนุญาตและเพิ่มความคุ้มครองผู้ใช้บริการ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ภาคธุรกิจตั้งคำถามคือ การลดขั้นตอนทางปกครองจะทำควบคู่กับการตรวจสอบมาตรฐานอาคาร การใช้ประโยชน์ที่ดิน และความปลอดภัยของผู้เข้าพักได้มากน้อยเพียงใด เพราะหากระบบกำกับดูแลมีช่องว่าง ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ประกอบการ แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว
ร่างกฎหมายใหม่ ปรับระบบกำกับดูแลที่พัก 3 ระดับ
เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการต่อร่างพระราชบัญญัติสถานที่พักแรม พ.ศ. .... ซึ่งมีเป้าหมายยกเลิกกฎหมายว่าด้วยโรงแรมฉบับเดิมและปรับระบบกำกับดูแลให้ครอบคลุมที่พักรูปแบบใหม่มากขึ้น
แนวทางสำคัญคือการเปลี่ยนจากการใช้มาตรฐานและขั้นตอนอนุญาตในรูปแบบเดียวกัน ไปสู่การกำกับดูแลตามขนาด ลักษณะกิจการ จำนวนห้อง จำนวนผู้เข้าพัก และระดับความเสี่ยง โดยแบ่งสถานที่พักแรมออกเป็น 3 จำพวก ได้แก่
-
จำพวกที่ 1 — แจ้งต่อนายทะเบียน: ตัวอย่างเช่น ที่พักไม่เกิน 8 ห้อง และรองรับผู้เข้าพักไม่เกิน 30 คน ตามเงื่อนไขที่กำหนด
-
จำพวกที่ 2 — ขึ้นทะเบียน: ตัวอย่างเช่น ที่พักที่มี 9–40 ห้อง หรือรองรับผู้เข้าพัก 31–150 คน ตามหลักเกณฑ์ของร่างกฎหมาย
-
จำพวกที่ 3 — ขอใบอนุญาต: ที่พักที่มีมากกว่า 40 ห้อง หรือรองรับผู้เข้าพักเกิน 150 คน ซึ่งต้องได้รับใบอนุญาตก่อนดำเนินกิจการ
การปรับระบบดังกล่าวมีเป้าหมายช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยและที่พักรูปแบบใหม่สามารถเข้าสู่ระบบได้สะดวกขึ้น ลดอุปสรรคจากขั้นตอนอนุญาตที่อาจไม่เหมาะกับธุรกิจทุกประเภท และทำให้ภาครัฐมีข้อมูลสำหรับการกำกับดูแลกิจการได้ครอบคลุมมากขึ้น
แต่ในมุมของสมาคมโรงแรมไทย การกำหนดระดับการกำกับดูแลตามขนาดหรือจำนวนห้องเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากยังไม่มีหลักประกันว่าที่พักทุกประเภทจะผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัยตามความเสี่ยงจริงของอาคาร
การลดขั้นตอนขออนุญาตอาจช่วยให้ธุรกิจที่พักรายย่อยเข้าสู่ระบบได้ง่ายขึ้น แต่ต้องไม่ทำให้การตรวจสอบอาคาร ความปลอดภัยจากอัคคีภัย และการใช้ประโยชน์ที่ดินอ่อนแอลง เพราะต้นทุนจากความเสี่ยงอาจตกอยู่กับทั้งผู้ประกอบการ ผู้เข้าพัก และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยรวม
สมาคมโรงแรมไทยห่วงช่องว่างตรวจสอบอาคาร
เธียรประสิทธิ์ ชัยยภัทรานนท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย แสดงความเห็นว่า อุปสรรคสำคัญของผู้ประกอบการที่พักบางส่วนอาจไม่ได้อยู่ที่กฎหมายโรงแรมเพียงฉบับเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับกฎหมายควบคุมอาคาร ผังเมือง และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม
สมาคมฯ จึงกังวลว่า หากปรับกฎหมายสถานที่พักแรมโดยไม่ได้แก้ปัญหาที่เชื่อมโยงกับกฎหมายเหล่านี้อย่างรอบด้าน อาจเกิดช่องว่างในการกำกับดูแล โดยเฉพาะกรณีอาคารพาณิชย์ อาคารสำนักงาน ตึกแถว หรือโรงงานที่ถูกดัดแปลงเป็นที่พักระยะสั้น
ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะอาคารที่ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานประเภทหนึ่งอาจไม่ได้มีโครงสร้าง ทางหนีไฟ ระบบป้องกันอัคคีภัย หรือองค์ประกอบด้านความปลอดภัยเหมาะสมกับการรองรับผู้เข้าพักในลักษณะเดียวกับโรงแรม
สมาคมโรงแรมไทยยังตั้งคำถามว่า ที่พักที่ใช้เพียงระบบแจ้งหรือขึ้นทะเบียนจะต้องผ่านการตรวจสอบก่อนเปิดให้บริการในระดับใด และจะมีมาตรการอย่างไรเพื่อไม่ให้การปรับประเภทใบอนุญาตกลายเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงข้อกำหนดด้านความปลอดภัยที่ควรต้องปฏิบัติตาม
ทั้งนี้ ข้อกังวลดังกล่าวเป็นความเห็นของภาคอุตสาหกรรมต่อร่างกฎหมาย ไม่ใช่ข้อสรุปว่าร่างกฎหมายจะทำให้มาตรฐานความปลอดภัยลดลงอย่างแน่นอน ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่รายละเอียดของกฎหมายลำดับรองและกลไกตรวจสอบที่จะนำมาใช้จริง
ความปลอดภัยไม่ได้จำกัดอยู่ที่จำนวนห้อง
การแบ่งประเภทที่พักตามจำนวนห้องหรือผู้เข้าพักช่วยให้การกำกับดูแลมีความแตกต่างตามขนาดกิจการ แต่ในทางปฏิบัติ ความเสี่ยงยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นด้วย เช่น อายุและลักษณะของอาคาร การดัดแปลงโครงสร้าง จำนวนทางออกฉุกเฉิน ระบบป้องกันอัคคีภัย และสภาพแวดล้อมโดยรอบ
ที่พักขนาดเล็กบางแห่งอาจตั้งอยู่ในอาคารเก่าหรืออาคารที่ไม่ได้ออกแบบเพื่อรองรับผู้เข้าพักจำนวนมาก ขณะที่ที่พักรูปแบบใหม่ เช่น บ้านต้นไม้ เต็นท์ หรือที่พักดัดแปลงจากตู้คอนเทนเนอร์ ก็มีลักษณะความเสี่ยงเฉพาะที่แตกต่างจากโรงแรมทั่วไป
ร่างกฎหมายระบุถึงข้อกำหนดด้านความปลอดภัย เช่น ป้ายชื่อสถานที่พักแรม แผนผังทางหนีไฟ ป้ายทางออกฉุกเฉิน และข้อกำหนดด้านอัคคีภัยที่เหมาะกับลักษณะของที่พักแต่ละประเภท อย่างไรก็ตาม การมีข้อกำหนดในกฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีขั้นตอนตรวจสอบ การติดตาม และการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ
โจทย์ของภาครัฐจึงไม่ใช่เพียงการกำหนดว่าที่พักประเภทใดต้องแจ้ง ขึ้นทะเบียน หรือขอใบอนุญาต แต่ต้องกำหนดด้วยว่า ที่พักแต่ละประเภทต้องมีมาตรฐานขั้นต่ำอะไร ใครเป็นผู้ตรวจสอบ และจะดำเนินการอย่างไรเมื่อพบความเสี่ยง
ผังเมืองและสิ่งแวดล้อม อีกเงื่อนไขที่ไม่ควรมองข้าม
นอกจากความปลอดภัยของตัวอาคาร สมาคมโรงแรมไทยยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจที่พักในพื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่ชายฝั่ง และบริเวณที่มีข้อจำกัดด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน
หากระบบแจ้งหรือขึ้นทะเบียนทำให้การเริ่มประกอบกิจการสะดวกขึ้น แต่การประสานงานระหว่างหน่วยงานด้านอาคาร ผังเมือง และสิ่งแวดล้อมยังไม่ชัดเจน ก็อาจเพิ่มความยากในการตรวจสอบว่าที่พักแต่ละแห่งดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่
เรื่องนี้มีความสำคัญต่อแหล่งท่องเที่ยวที่มีทรัพยากรธรรมชาติเปราะบาง เพราะการขยายตัวของที่พักโดยขาดการควบคุมที่เหมาะสมอาจเพิ่มแรงกดดันต่อระบบบำบัดน้ำเสีย การจัดการขยะ การใช้น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานของชุมชน
ดังนั้น การทำให้ธุรกิจรายย่อยเข้าสู่ระบบควรดำเนินควบคู่กับการตรวจสอบสิทธิในการใช้พื้นที่และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ใช้กระบวนการแจ้งหรือขึ้นทะเบียนแทนการปฏิบัติตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
แพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์ ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น
อีกประเด็นที่สมาคมโรงแรมไทยต้องการให้ทบทวน คือการกำกับดูแลแพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับนักท่องเที่ยว
สมาคมฯ ตั้งข้อสังเกตว่า ร่างกฎหมายควรกำหนดหน้าที่ของแพลตฟอร์มให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการตรวจสอบว่าที่พักที่นำมาโฆษณามีเอกสารแจ้ง ขึ้นทะเบียน หรือใบอนุญาตที่ถูกต้องตามประเภทกิจการหรือไม่ พร้อมกำหนดมาตรการเมื่อพบการโฆษณาที่พักที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ข้อเสนอนี้สะท้อนว่า การกำกับดูแลตลาดที่พักในปัจจุบันไม่สามารถพิจารณาเฉพาะผู้ประกอบการที่มีสถานที่พักจริงได้อีกต่อไป เพราะผู้บริโภคจำนวนมากค้นหา เปรียบเทียบ และจองที่พักผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
หากระบบตรวจสอบผู้ให้บริการไม่ชัดเจน ผู้เข้าพักอาจไม่ทราบว่าที่พักมีสถานะถูกต้องตามกฎหมายหรือผ่านข้อกำหนดด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องแล้วหรือไม่ ขณะที่ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายอาจต้องแข่งขันกับที่พักที่ไม่รับภาระต้นทุนในการปฏิบัติตามข้อกำหนดเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มและบทลงโทษที่เหมาะสมยังเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณารายละเอียดในกระบวนการจัดทำกฎหมาย ไม่ควรสรุปว่าร่างกฎหมายไม่มีมาตรการกำกับดูแลเลย แต่ควรจับตาว่าข้อกำหนดที่มีอยู่จะเพียงพอต่อการบังคับใช้จริงหรือไม่
ลดใบอนุญาตซ้ำซ้อน พร้อมเพิ่มสิทธิผู้เข้าพัก
ในอีกด้านหนึ่ง ร่างกฎหมายมีข้อเสนอที่อาจช่วยลดภาระผู้ประกอบการ โดยเฉพาะระบบ Super License ซึ่งเปิดทางให้ผู้ประกอบการที่พักแรมจำพวกที่ 3 สามารถขอให้ใบอนุญาตหลักครอบคลุมกิจการที่เกี่ยวเนื่องได้สูงสุด 10 กิจการ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เช่น ร้านอาหาร สระว่ายน้ำ สถานออกกำลังกาย และกิจการอื่นที่เกี่ยวข้อง
ร่างกฎหมายยังมุ่งเพิ่มความคุ้มครองผู้บริโภค โดยกำหนดให้ข้อมูลที่โฆษณา เช่น ราคาห้องพัก เงื่อนไขการจอง รายละเอียดบริการ และภาพถ่าย เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ใช้บริการ
หากที่พักหรือบริการไม่ตรงตามที่โฆษณา ผู้ใช้บริการอาจยกเลิกการจองหรือยุติการเข้าพักและขอคืนเงินตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด รวมถึงมีข้อเสนอห้ามใช้เงื่อนไขการจองที่ไม่เป็นธรรม เช่น การเปิดทางให้ผู้ประกอบการยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียวโดยไม่มีข้อจำกัดที่เหมาะสม
มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าร่างกฎหมายไม่ได้มุ่งลดขั้นตอนสำหรับผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว แต่ยังพยายามปรับระบบคุ้มครองผู้ใช้บริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการจองที่พักในยุคดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม การคุ้มครองผู้บริโภคด้านการคืนเงินและข้อมูลโฆษณาไม่สามารถทดแทนมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารได้ ทั้งสองส่วนจึงต้องดำเนินควบคู่กัน
4 ประเด็นที่ควรจับตาก่อนร่างกฎหมายเดินหน้าต่อ
เพื่อให้การปฏิรูปกฎหมายเกิดประโยชน์ต่อทั้งธุรกิจและนักท่องเที่ยว กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายควรให้ความสำคัญกับประเด็นต่อไปนี้
1. กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยตามความเสี่ยงจริง
จำนวนห้องและผู้เข้าพักควรเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการประเมิน ควบคู่กับประเภทอาคาร ลักษณะการดัดแปลง ระบบป้องกันอัคคีภัย และความสามารถในการอพยพผู้เข้าพัก
2. ระบุหน้าที่การตรวจสอบให้ชัดเจน
ต้องกำหนดว่า ที่พักประเภทใดต้องได้รับการตรวจสอบก่อนเปิดกิจการ ประเภทใดสามารถตรวจภายหลังได้ และหน่วยงานใดรับผิดชอบการตรวจติดตาม เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างระหว่างการแจ้ง การขึ้นทะเบียน และการตรวจสอบจริง
3. เชื่อมโยงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ระบบอนุญาตที่พักต้องทำงานสอดคล้องกับกฎหมายควบคุมอาคาร ผังเมือง สิ่งแวดล้อม และกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการใช้พื้นที่ เพื่อป้องกันการใช้กฎหมายฉบับใหม่เป็นช่องทางหลีกเลี่ยงข้อกำหนดเดิม
4. สร้างระบบตรวจสอบที่พักและแพลตฟอร์มออนไลน์
ควรมีข้อมูลสถานะที่พักที่ตรวจสอบได้ง่าย พร้อมกำหนดหน้าที่ของผู้ประกอบการและแพลตฟอร์มให้ชัดเจน เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและสนับสนุนการแข่งขันที่เป็นธรรม
ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย คือทุนสำคัญของการท่องเที่ยวไทย
การปรับปรุงกฎหมายสถานที่พักแรมเป็นโอกาสในการทำให้ระบบกำกับดูแลสอดคล้องกับธุรกิจที่พักในยุคใหม่ ทั้งการเติบโตของโฮมสเตย์ ที่พักขนาดเล็ก และการจองผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล การลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนอาจช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบได้มากขึ้นและทำให้ภาครัฐมีข้อมูลสำหรับกำกับดูแลกิจการที่หลากหลายกว่าเดิม
แต่ความสะดวกในการประกอบธุรกิจจะสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อมาตรฐานความปลอดภัยยังได้รับการดูแลอย่างจริงจัง เพราะเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยเพียงครั้งเดียวอาจกระทบทั้งผู้เข้าพัก ชุมชน และความเชื่อมั่นต่อจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างลดกฎระเบียบกับรักษาความปลอดภัย แต่คือการออกแบบกฎระเบียบที่เหมาะสมกับความเสี่ยงและบังคับใช้ได้จริง เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม ขณะที่นักท่องเที่ยวได้รับความคุ้มครองตามมาตรฐานที่ควรได้รับ
ในขั้นตอนต่อไป รายละเอียดของการตรวจสอบก่อนเปิดกิจการ การบังคับใช้กฎหมายลำดับรอง การกำกับแพลตฟอร์ม และการประสานงานระหว่างหน่วยงาน จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าร่างกฎหมายฉบับนี้สามารถลดภาระผู้ประกอบการโดยไม่สร้างช่องว่างด้านความปลอดภัยได้มากน้อยเพียงใด
ข้อมูลอ้างอิง:
-
รัฐบาลไทย — รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปกฎหมายที่พักครั้งใหญ่ เปิดทาง Hostel–Boutique Hotel–Homestay–ที่พัก Sharing Economy เข้าสู่ระบบตามระดับความเสี่ยง เผยแพร่วันที่ 29 กันยายน 2569
-
Australian-Thai Chamber of Commerce — Thailand's New Accommodation Law: What It Means for Hotels, Airbnb and Short-Term Rentals เผยแพร่วันที่ 9 ตุลาคม 2569
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักท่องเที่ยวจีนแห่เที่ยว ‘กัมพูชา’ เพิ่มกว่า 50% ในไตรมาสแรก
พนมเปญ, 9 พ.ค. (ซินหัว) — วันศุกร์ (9 พ.ค.) กระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชารายงานว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เยือนกัมพูชาในไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม) รวมอยู่ที่ 286,156 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 50.6 เมื่อเทียบปีต่อปี

คนไทยเที่ยวญี่ปุ่น 9 เดือนแรกโต 2.4% จับตาโอกาสธุรกิจท่องเที่ยวและสายการบิน
ความนิยมเดินทางไปญี่ปุ่นของนักท่องเที่ยวไทยยังมีทิศทางเติบโต โดยข้อมูลในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ระบุว่า มีคนไทยเดินทางไปญี่ปุ่น 835,400 คน เพิ่มขึ้น 2.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ไทยเป็นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับ 6 ของญี่ปุ่น แม้จำนวนผู้เดินทางในเดือนกันยายนจะลดลงก็ตาม

สองประเทศ หนึ่งจุดหมายปลายทาง ฉายภาพใหม่ความร่วมมือท่องเที่ยวไทย–เวียดนาม
นวาระ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย–เวียดนาม แนวคิดสองประเทศ หนึ่งจุดหมายปลายทาง (Two Countries, One Destination) กำลังเปิดเกมใหม่ให้สองประเทศออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวข้ามพรมแดนร่วมกัน ผ่านการเชื่อมเกาะฟู้โกว๊ก–ภูเก็ต–สมุย เส้นทางบินตรง และนโยบายฟรีวีซ่า พร้อมโยนการบ้านสำคัญให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งหาพันธมิตร ออกแบบแพ็กเกจ “สองประเทศในทริปเดียว” และเตรียมโครงสร้างธุรกิจให้พร้อมกับการแข่งขันระดับภูมิภาค

โอกาสธุรกิจสุขภาพสร้างสรรค์ในเศรษฐกิจเวลเนสของไทย
สุขภาพสามารถก่อให้เกิดประโยชน์และมีรายได้มหาศาลในการทำธุรกิจ ดังจะเห็นได้จากธุรกิจของโรงพยาบาล ร้านขายยา และบริการสุขภาพอีกหลายด้าน แต่ยังมีอีกหลายส่วนที่สามารถสร้างผลประโยชน์ได้อีกมาก ส่วนใหญ่อยู่ในขอบเขตของการรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสภาพ ธุรกิจสุขภาพสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและการส่งเสริมสุขภาพจึงเป็นโอกาสใหม่ที่น่าจับตามองในเศรษฐกิจเวลเนสของไทย

วิกฤตศรัทธา! มรสุมวงการสงฆ์ ฉุดท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ 15,000 ล้านสั่นคลอน
การอื้อฉาวของพระสงฆ์ไทยได้สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ประเทศไทยอย่างมีนัย สำคัญโดยเฉพาะในด้านการท่องเที่ยวทางศาสนา สินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา และ Soft Power ของไทย ผลกระทบเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในระยะสั้นเท่านั้น แต่อาจส่งผลต่อการรับรู้ของนานาชาติต่อไทยในระยะยาว

Tomorrowland เทศกาลดนตรีระดับโลก: ความเป็นมา ความยิ่งใหญ่ และโอกาสของธุรกิจท่องเที่ยวไทย
Tomorrowland คือเทศกาลดนตรีที่สร้างประสบการณ์สุดอลังการให้กับผู้ร่วมงานจากทั่วโลก ด้วยธีมและเวทีที่เปลี่ยนไปในทุกปี ดีเจระดับโลก และบรรยากาศแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสำเร็จของงานนี้ไม่เพียงแต่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศเจ้าภาพ แต่ยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล
