
สศช. เปิดเวที “ผ่าตัดใหญ่เศรษฐกิจไทย” เตรียมแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 หลัง GDP โตต่ำ–หนี้รัฐพุ่ง
การประชุมประจำปี 2568 เผยสัญญาณเตือนวิกฤติเชิงโครงสร้าง หนี้รัฐใกล้เพดาน 70% เสี่ยงเครดิตร่วง ชี้ 5 ด้านเป็นต้นตอปัญหา
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดการประชุมประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อ "ยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย: Thailand's Institutional Reform" เพื่อผ่าตัดเศรษฐกิจไทยครั้งใหญ่ หลังตระหนักว่าการพัฒนาแบบเดิมไม่สามารถยกระดับประเทศให้ทัดเทียมคู่แข่งได้อีกต่อไป
วิกฤติที่สั่งสมมา 2 ทศวรรษ
จากการรวบรวมข้อมูลของสศช. ในช่วงที่ผ่านมาเผยให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน สะท้อนจากเศรษฐกิจไทยปี 2567 GDP ขยายตัวเพียง 2% ลดลงจาก 2.6% ในปีก่อน ขณะที่ความแตกต่างรายได้ระหว่างภาคที่รวยที่สุดกับจนที่สุดเพิ่มขึ้นเป็น 5.4 เท่า จาก 5.1 เท่า สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่ทวีความรุนแรง
ที่น่าวิตกยิ่งกว่าคือสถานะทางการคลัง หนี้สาธารณะใกล้แตะเพดาน 70% ของ GDP ขณะที่สัดส่วนรายได้รัฐต่อ GDP ยังต่ำกว่า 15% ทำให้สภาพัฒน์ต้องออกมาเตือนว่า ประเทศเสี่ยงถูกปรับลดอันดับเครดิตสู่ระดับ "ไม่น่าลงทุน" ภายในปี 2570
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสศช. เปิดเผยตรงไปตรงมาว่า
"แม้เราจะมีแผนพัฒนาฯ มาหลายฉบับและทำงานหนักมาก แต่ดูเหมือนเราจะวิ่งตามไม่ทันประเทศคู่เทียบ ทั้งเรื่องผลิตภาพและความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มสูงขึ้น"
เปิดโปง 5 ต้นตอปัญหาใหญ่
การวิเคราะห์เชิงลึกของสศช. ชี้ให้เห็นรากเหง้าของปัญหาที่ฝังลึกในโครงสร้างสถาบันของประเทศ 5 ด้านหลัก:
1. ระเบียบกฎหมายที่ยังไม่เอื้อต่อการแข่งขัน - กฎระเบียบล้าสมัยและซ้ำซ้อนสร้างอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ
2. การทุจริตคอร์รัปชันที่บิดเบือนโครงสร้างแรงจูงใจ - ปัญหาเรื้อรังที่ทำลายความเท่าเทียมและประสิทธิภาพ
3. หลักนิติธรรมที่ยังไม่เข้มแข็ง - ระบบยุติธรรมที่ไม่สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
4. ความเป็นประชาธิปไตยที่การตรวจสอบถ่วงดุลยังมีปัญหา - กลไกการกำกับดูแลที่ไม่มีประสิทธิภาพ
5. การบริหารจัดการภาครัฐที่ซ้ำซ้อนและไร้ประสิทธิภาพ - ระบบราชการที่เป็นอุปสรรคมากกว่าตัวขับเคลื่อน
"งบแก้ยากจน" 8.2 แสนล้าน แก้แค่ปลายเหตุ
ที่ผ่านมารัฐบาลได้จัดสรรงบกว่า 8.2 แสนล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ แต่ 78.45% กลับเป็นมาตรการเชิงสงเคราะห์และสวัสดิการ ขณะที่งบประมาณสำหรับการลงทุนแก้ปัญหาด้วยการใช้มาตรการเชิงโครงสร้างมีเพียง 21.28% เท่านั้น
สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหาความยากจนที่ผ่านมา “เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุมากกว่าต้นเหตุ" เพราะการจัดสรรงบประมาณส่วนใหญ่ไปกับโครงการต่อเนื่องและการอุดหนุน ไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่แท้จริง
โมเดล "Reinvent Thailand" ทางออกใหม่
ท่ามกลางวิกฤติ ธนาคารแห่งประเทศไทยและสศช. ได้ผนึกกำลังกับภาคเอกชนเปิดตัวโครงการ "Reinvent Thailand พลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย" เป็นแพลตฟอร์มปฏิรูปกระบวนการกำหนดและขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจใหม่ทั้งระบบ
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธปท. เน้นย้ำว่า
"นี่ไม่ใช่การคิดนโยบายบนหอคอยงาช้าง หรือรอความช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่เป็นพื้นที่แห่งความรับผิดชอบร่วมกันที่เอกชนและประชาชนจะเป็นเจ้าของนโยบายร่วมกันอย่างแท้จริง"
โครงการนี้ยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ:
- การมีส่วนร่วมครบวงจร - เปิดให้ทุกภาคส่วนร่วมคิด ร่วมทำ ตั้งแต่ต้นจนจบ
- การขับเคลื่อนด้วยข้อมูล - ใช้ข้อมูลเป็นฐานการตัดสินใจเชิงนโยบาย
- เอกชนนำ-รัฐหนุน - เปลี่ยนบทบาทภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนมากกว่าผู้นำ
เลิกนโยบาย "เหมารวม" หันสู่ "เฉพาะพื้นที่"
การวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาคเผยให้เห็นความจำเป็นในการเลิกใช้นโยบายแบบ "One-Size-Fits-All" กรุงเทพฯ มีแรงงานถึง 25.48% ในภาคบริการสมัยใหม่ ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังพึ่งพาภาคเกษตรมากกว่าครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งภูมิภาค
"นโยบายการพัฒนาประเทศแบบเหมารวมไม่อาจตอบสนองต่อความท้าทายและบริบทเฉพาะของแต่ละภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป" สศช. สรุปชัดเจน
ภารกิจใหญ่สู่แผนพัฒนาฯ ฉบับ 14
การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) โดยสศช. เตรียมระดมความเห็นจากทุกภาคส่วนครอบคลุม 18 กลุ่มจังหวัด พร้อมเปิดแพลตฟอร์มออนไลน์รับฟังเสียงประชาชน
การประชุมของสศช. ปี 2568 ไม่ใช่เพียงการวิเคราะห์ปัญหา แต่เป็นการประกาศเจตนารมณ์ในการ "ผ่าตัดใหญ่" โครงสร้างประเทศไทย ความสำเร็จของภารกิจนี้จะเป็นตัวกำหนดว่า ประเทศไทยจะสามารถกลับมาเติบโตได้อย่างยั่งยืนและแข่งขันในเวทีโลกได้อีกครั้ง หรือจะยังคงติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางและความเหลื่อมล้ำที่ทวีความรุนแรงต่อไป
การปฏิรูปครั้งนี้จึงเป็นเดิมพันที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในรอบหลายทศวรรษ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและความมุ่งมั่นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงผิวเผิน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

30 ปีหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง เอกนิติชู “การลงทุน” ปลุกเศรษฐกิจไทย ตั้งเป้าโต 3% ใน 3 ปี
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ชูการลงทุนเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย ตั้งเป้าเติบโต 3% ภายใน 3 ปี ท่ามกลางข้อจำกัดด้านหนี้ การลงทุน และความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก โดยใช้เวทีการประชุม IMF-World Bank สื่อสารความพร้อมและดึงดูดการลงทุนสู่อุตสาหกรรมอนาคตของประเทศ

บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์เร่งคลอดเกณฑ์ใหม่ คุมไฟ–น้ำ–ทำเล จ่อบังคับใช้กลาง ต.ค. 2569
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม Data Center เมื่อภาครัฐเร่งจัดทำกติกากลาง หลังชะลอ 166 โครงการ เพื่อกำหนดมาตรฐานด้านไฟฟ้า น้ำ ทำเล โครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งแวดล้อม โดยคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ไม่เกินกลางเดือนตุลาคม 2569 ท่ามกลางการจับตาของนักลงทุนและผู้ประกอบการ AI Infrastructure

สภาพัฒน์เร่งรัฐบาลใหม่จัดการงบประมาณปี 2570 และการลงทุน
สภาพัฒน์เร่งรัดรัฐบาลใหม่ให้จัดการงบประมาณปี 2570 และเร่งลงทุน เพื่อป้องกันเศรษฐกิจปี 2569 ขยายตัวต่ำกว่า 2% หากจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า.

ผ่าเศรษฐกิจไทย ปี 68 ผจญความท้าทายโต 2% จับตาเสี่ยง Technical Recession
GDP ไทยไตรมาส 3 ปี 2568 โตเพียง 1.2% จากผลกระทบการเมืองและข้อพิพาทชายแดน คาดทั้งปีโต 2% หากมาตรการรัฐหนุนต่อเนื่อง พร้อมจับตาความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค

เศรษฐกิจไทยในกับดัก: ข้างนอกท้าทาย ข้างในอ่อนแอ
เมื่อแรงกระแทกจากภายนอกชนกับความอ่อนแอภายใน ทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานปรากฏชัดขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีอาการ "โตช้า แข่งขันไม่ได้ และเหลื่อมล้ำ"

ภารกิจหนักหนา: โจทย์เศรษฐกิจที่รัฐบาลอนุทิน-เอกนิติ ต้องเผชิญ
รัฐบาลไทยเผชิญโจทย์เศรษฐกิจหนัก จากเศรษฐกิจ"โตช้า แข่งขันไม่ได้ เหลื่อมล้ำ" GDP หดเหลือ 1.8-2.2% ภาษีสหรัฐฯกระทบ 3 ล้านคน หนี้ครัวเรือน 540,000 บาท/คน SMEs ล้มละลาย
