
ถอดรหัสการเปลี่ยนผ่านสู่ "ผู้นำสีเขียว"
สรุปประเด็น
จาก "ต้นทุนที่ต้องจ่าย" สู่ "ยุทธศาสตร์สร้างผลกำไร" นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของผู้นำองค์กรในปี 2026 แรงบีบจากกฎระเบียบการค้าโลกและพฤติกรรมผู้บริโภค ได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการมุ่งหวังกำไรระยะสั้น ไปสู่การสร้างคุณค่าร่วมกันอย่างยั่งยืน ดังเช่นกรณีศึกษาของ Jochen Zeitz เป็นผู้นำที่สร้างความฮือฮาให้โลกธุรกิจด้วยการเปลี่ยนระบบบัญชีแบบเดิม ให้คำนวณ "ต้นทุนทางธรรมชาติ" ออกมาเป็นตัวเลขทางการเงิน และ คุณศุภชัย เจียรวนนท์ แห่งเครือซีพี ที่ใช้กลยุทธ์ปฏิบัติการสีเขียวเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานจนได้รับการยอมรับในดัชนีความยั่งยืนระดับสากล บทเรียนจากผู้นำเหล่านี้ชี้ชัดว่า ความยั่งยืนและผลกำไรไม่ใช่เส้นขนาน แต่เป็นกลไกที่เกื้อหนุนกันและกัน
เปิดสถิติมัดใจลูกค้าและคนรุ่นใหม่: ทำไมธุรกิจยุคนี้ต้องเติบโตด้วย Green Growth
จากการศึกษาของ Boston Consulting Group (BCG) ชี้ให้เห็นว่า ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นแกนหลักของขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยแนวทางการขับเคลื่อนแบ่งออกเป็น 2 มิติสำคัญ:
-
Green Efficiency (ประสิทธิภาพเชิงนิเวศ): คือการลดการใช้ทรัพยากรและพลังงานในกระบวนการผลิต เช่น การนำเทคโนโลยี Industry 4.0 หรือ AI เข้ามาคำนวณการใช้พลังงานและลดของเสีย (Zero Waste) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดต้นทุนการดำเนินงาน (OPEX)
-
Green Growth (การเติบโตสีเขียว): คือการคิดค้นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดใหม่ ตัวอย่างเช่น ผลวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคระดับโลกของ Nielsen ระบุว่า ผู้บริโภคกว่า 66% ยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นให้กับแบรนด์ที่แสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และกว่า 67% ของคนรุ่นใหม่ปฏิเสธที่จะทำงานกับองค์กรที่ไม่มีนโยบายด้านความยั่งยืนที่ชัดเจน
นอกจากนี้ งานวิจัยเชิงวิชาการเกี่ยวกับกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เผยแพร่ในปี 2025) ยังยืนยันตรงกันว่า Green Leadership (ความเป็นผู้นำสีเขียว) ของผู้บริหารระดับสูง มีความสัมพันธ์เชิงบวกโดยตรงต่อความผูกพันของพนักงานในองค์กร (Employee Engagement) และช่วยสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันในระดับภูมิภาคท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น
แนวคิด "ธุรกิจยั่งยืน ผลประกอบการมีกำไร"
เพื่อเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่แนวคิด "Sustainable & Profitable" ผู้บริหารระดับสูงควรขับเคลื่อนกลยุทธ์ใน 4 มิติหลัก ดังนี้:
1. บูรณาการตัวชี้วัดความยั่งยืนเข้ากับ Core KPIs
หลีกเลี่ยงการแยกแผนกความยั่งยืนออกจากธุรกิจหลัก ผู้นำต้องเชื่อมโยงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับดัชนีชี้วัดผลงานของแผนกปฏิบัติการ (Operational KPIs) เช่น กำหนดเป้าหมายการลดความเข้มข้นของคาร์บอนต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ (Carbon Intensity per Unit) หรืออัตราการประหยัดพลังงานในกระบวนการผลิต
2. บริหารความเสี่ยงซัพพลายเชนผ่าน "Green Procurement"
เนื่องจากผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนฟุตพริ้นท์ส่วนใหญ่ของธุรกิจจัดอยู่ในกลุ่ม Scope 3 (ห่วงโซ่อุปทานและคู่ค้า) CEO และ Head of Procurement จำเป็นต้องสร้างกลไกการตรวจสอบคู่ค้า (Vendor Auditing) และสนับสนุนให้คู่ค้ารายย่อยลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกกีดกันทางการค้าในอนาคต
3. ใช้เทคโนโลยีเป็นคานงัด (Tech-Driven Decarbonization)
ลงทุนในระบบวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) และเซ็นเซอร์ IoT เพื่อตรวจจับและลดการสูญเสียพลังงานในระบบปรับอากาศ ระบบทำความร้อน หรือสายการผลิตในโรงงาน การใช้ระบบอัตโนมัติไม่เพียงแต่ลด Carbon Footprint แต่ยังคืนทุน (ROI) ได้อย่างรวดเร็วจากค่าสาธารณูปโภคที่ลดลง
4. สื่อสารอย่างโปร่งใสเพื่อป้องกัน "Greenwashing"
หลีกเลี่ยงการโฆษณาชวนเชื่อที่เกินจริง (Greenlighting) หรือการเคลมความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยไม่มีหลักฐานรองรับ ผู้นำยุคใหม่ต้องใช้วิธีสื่อสารความก้าวหน้าด้านความยั่งยืนด้วย "ข้อมูลดิบที่จับต้องได้และตรวจสอบได้" (Data-driven Transparency) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ถือหุ้นและสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ในรูปแบบ ESG-linked Loans
กรณีศึกษา: ศุภชัย เจียรวนนท์ กับภาวะผู้นำหัวใจสีเขียว (Green Leadership)
คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นผู้นำต้นแบบในการทรานส์ฟอร์มองค์กรขนาดใหญ่ภายใต้แนวคิด "Sustainable & Profitable" โดยมองว่าการรักษ์โลกและหลัก ESG ไม่ใช่ภาระหรือต้นทุน แต่เป็นโอกาสในการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันใหม่ในเวทีโลก
กลยุทธ์และผลลัพธ์สำคัญในการขับเคลื่อนความยั่งยืน มีดังนี้:
-
เป้าหมายระดับโลก (Milestones): มุ่งนำองค์กรสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2030 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 จนได้รับการยอมรับในดัชนีความยั่งยืนระดับสากลอย่าง DJSI และได้รับรางวัล "CEO of the Year"
-
การปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Action Plan): เริ่มจากการวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์เพื่อลดต้นทุนพลังงานในระยะสั้น ไปจนถึงการจับมือกับพันธมิตรปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานเพื่อใช้วัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกในระยะกลาง
-
พลังคนรุ่นใหม่และนวัตกรรม (Empowerment): เชื่อว่า "ความฉลาดสูงสุดอยู่ที่หน้างาน" จึงมุ่งให้อำนาจพนักงานระดับปฏิบัติการในการคิดค้นนวัตกรรมสีเขียว (Green Innovation) พร้อมปลูกฝังจิตสำนึกผ่านวัฒนธรรมองค์กรและการศึกษา
การดำเนินงานทั้งหมดนี้เป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการมุ่งเน้นผลกำไรระยะสั้น (Profit Maximization) ไปสู่การสร้างคุณค่าร่วมกัน (Shared Value) ที่ทำให้ธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเติบโตเคียงข้างกันอย่างยั่งยืนในระยะยาว
กรณีศึกษา: โยเชน ไซทซ์ (Jochen Zeitz) อดีต CEO ของ PUMA
"ผู้ริเริ่มบัญชีกำไร-ขาดทุนทางสิ่งแวดล้อม (E P&L)"
Jochen Zeitz เป็นผู้นำที่สร้างความฮือฮาให้โลกธุรกิจด้วยการเปลี่ยนระบบบัญชีแบบเดิม ให้คำนวณ "ต้นทุนทางธรรมชาติ" ออกมาเป็นตัวเลขทางการเงิน
-
Environmental Profit & Loss (E P&L): เขาเป็นคนแรกที่ทำบัญชีที่วัดมูลค่าผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (เช่น การใช้น้ำ การปล่อยคาร์บอน การใช้ที่ดิน) ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานออกมาเป็นจำนวนเงิน ทำให้บริษัทรู้จุดอ่อนและสามารถบริหารจัดการต้นทุนแฝงเหล่านี้ได้ดีขึ้น
-
ผลลัพธ์เชิงธุรกิจ: การรู้ต้นทุนที่แท้จริงช่วยให้ PUMA สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ใช้วัตถุดิบน้อยลง รีไซเคิลได้ง่ายขึ้น ซึ่งนอกจากจะลดผลกระทบต่อโลกได้แล้ว ยังช่วยลดต้นทุนการผลิตจริงและเพิ่มอัตรากำไร (Profit Margin) ได้อีกด้วย
บทสรุปผู้บริหารซ พลิกโฉมธุรกิจสู่ความยั่งยืนที่สร้างผลกำไร
ในภูมิทัศน์ธุรกิจปัจจุบัน ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) หรือค่าใช้จ่ายส่วนเกินอีกต่อไป แต่ได้ทรานส์ฟอร์มสู่ "ยุทธศาสตร์หลักในการชี้ชะตาผลกำไรและทางรอดเดียวขององค์กร" แรงบีบรอบทิศทาง—ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบการค้าโลกที่เข้มงวด กำแพงภาษีคาร์บอน ต้นทุนพลังงานที่ผันผวน และพฤติกรรมผู้บริโภค—ได้บีบให้ผู้นำองค์กรต้องเร่งเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการมุ่งหวังกำไรระยะสั้น (Profit Maximization) ไปสู่การสร้างคุณค่าร่วมกันอย่างยั่งยืน (Shared Value) เพื่อสร้างแต้มต่อและขีดความสามารถทางการแข่งขันใหม่ในเวทีโลก
บทเรียนความสำเร็จจากผู้นำต้นแบบแสดงให้เห็นอย่างประจักษ์ว่า ความยั่งยืนและผลกำไรสามารถเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้อย่างเป็นรูปธรรม
ที่มา
-
Boston Consulting Group (BCG): Green Leadership Report - A Business Leader’s Guide to Green Value Creation
-
McKinsey & Company: A New Leader's Blueprint for Sustainable, Profitable Business Growth
-
Academic Research (2025): Green Leadership and Sustainable Business Performance: Evidence from Southeast Asian SMEs (Published in INJOLE)
-
Nielsen Global Sustainability Survey: Consumer Sentiment on Sustainability and Purchasing Behavior
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

การเติบโตของ BWG จากรายได้การกำจัดกากอุตสาหกรรม
บริษัท BWG โชว์ผลประกอบการปี 2568 เติบโตแข็งแกร่งด้วยกำไรพุ่ง 355% จากธุรกิจกำจัดกากอุตสาหกรรม ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน Waste-to-Energy พร้อมหนุน SME ไทยสู่โมเดลธุรกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน

“สุภกิต-ศุภชัย” ทายาทรุ่น 3 ขับเคลื่อนธุรกิจ CP ศตวรรษที่ 2
เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) บริษัทข้ามชาติรายใหญ่ของไทยที่ปัจจุบันยังคงถูกกุมบังเหียนด้วย “ธนินท์ เจียรวนนท์” มาครบ 104 ปี ในปี 2568 ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา “ธนินท์” จะลดบทบาทจากประธานกรรมการ 3 บริษัทที่เป็นเรือธงของเครือ CP เมื่อปี 2562 คือ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) , บริษัทซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

IRPC และ UOB ลงนามความร่วมมือสินเชื่อเพื่อการค้าเพื่อความยั่งยืน
ไออาร์พีซีและยูโอบี ประเทศไทย ร่วมลงนามสินเชื่อเพื่อการค้าเพื่อความยั่งยืนที่อิงกับ S&P Global ESG Score ซึ่งเป็นการยกระดับและต่อยอดแนวคิด Sustainable Finance ในตลาดการเงินไทยอย่างชัดเจน

GCNT Expo 2026 ชูแนวคิด "From SHOCK To SHIFT" เตรียมผู้นำทุกภาคส่วนรับมือการเปลี่ยนแปลง
งาน GCNT Expo 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 กันยายน 2569 ณ True Digital Park กรุงเทพฯ ได้ประกาศความพร้อมที่จะเป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World”

เปิดตัว Thailand Sustainability & Well-Being Network ดัน ESG ยุคใหม่ เริ่มจากการพัฒนาคนสู่ผลกระทบระดับโลก
Thailand Sustainability & Well-Being Network เปิดตัวเครือข่ายความร่วมมือด้าน ESG และ Inner Development Goals (IDGs) เชื่อมภาคธุรกิจ การศึกษา และชุมชน มุ่งสร้างผลกระทบอย่างยั่งยืนจากการพัฒนาศักยภาพคน

วว. ติดปีกสตาร์ทอัพไทย ขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมครบวงจร
ในยุคที่เทคโนโลยีและความยั่งยืนกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก หน่วยงานภาครัฐของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วว. (สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย) และหน่วยงานภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เร่งผลักดันและติดปีกให้แก่สตาร์ทอัพและภาคธุรกิจไทย
