
UPOV 1991 กับโจทย์ใหญ่ FTA ไทย–EU: เมื่อ "สิทธิเมล็ดพันธุ์" ต้องไม่ถูกแลกด้วยการเปิดตลาด
สรุปประเด็น
-
ปมคัดค้าน UPOV 1991 ใน FTA ไทย–EU: UPOV 1991 เป็นประเด็นร้อนในโต๊ะเจรจา FTA ไทย–EU ซึ่งแม้รัฐบาลยืนยันว่ายังไม่มีข้อยุติ แต่เครือข่ายเกษตรกรกว่า 160 องค์กรและผู้รายงานพิเศษ UN เรียกร้องให้ถอนออกจากความตกลง เนื่องจากกังวลกระทบสิทธิการเก็บและแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์
-
แก่นแท้ของ UPOV 1991 และมุมมองภาครัฐ: อนุสัญญาขยายขอบเขตคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์ 20–25 ปี และจำกัดข้อยกเว้นของเกษตรกร โดยภาครัฐเห็นว่าจำเป็นต่อการดึงดูดการลงทุน คุ้มครองพันธุ์พืชเศรษฐกิจไทยไม่ให้ถูกต่างชาติฉวยโอกาส และผลักดันการค้าเสรี
-
3 ผลกระทบหลักต่อเกษตรกรรายย่อย: สุ่มเสี่ยงทำให้อุปทานเมล็ดพันธุ์กระจุกตัว พึ่งพาบริษัทใหญ่ ต้นทุนการผลิตอาจสูงขึ้นหลายเท่าตัว รวมถึงส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว
-
ยุทธศาสตร์ปกป้องระดับชุมชน: เสนอแนวทางสร้างภูมิคุ้มกันด้วย "ธนาคารเมล็ดพันธุ์ชุมชน" ผ่านระบบตรวจสอบ 3 ชั้น (ป้ายประกาศ/เสียงตามสาย, สแกน QR Code Real-time, ตรวจนับคลัง) และคณะกรรมการถ่วงดุลสัดส่วน 1:1:1:1
-
ข้อเสนอเชิงนโยบาย: ผลักดันงานวิจัยเปรียบเทียบกฎหมายต่างประเทศ (เช่น อินเดีย), จัดทำฐานข้อมูลพันธุ์พืชพื้นเมืองแห่งชาติแบบเปิด (Open Seed Database) และวางกรอบกฎหมายป้องกันการผูกขาดราคาเมล็ดพันธุ์
อนุสัญญา UPOV 1991 กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ร้อนที่สุดของการเจรจา FTA ไทย–สหภาพยุโรป (EU) รอบที่ 10 ซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ตระหว่างวันที่ 28 กันยายน–6 ตุลาคม 2569 รัฐบาลยืนยันว่ายังไม่มีข้อยุติและไทยยังไม่ได้ตกลงรับ UPOV 1991 แต่เครือข่ายเกษตรกรและภาคประชาสังคมกว่า 160 องค์กร เรียกร้องให้ถอนประเด็นนี้ออกจากโต๊ะเจรจา บทความนี้วิเคราะห์แรงจูงใจของภาครัฐ ผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย และมาตรการป้องกันการผูกขาดและการทุจริตในระดับชุมชน เช่น ธนาคารเมล็ดพันธุ์ชุมชนที่ตรวจสอบได้
ในยุคที่เศรษฐกิจโลกขับเคลื่อนด้วยทรัพย์สินทางปัญญา ประเทศเกษตรกรรมอย่างไทยถูกกดดันจากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้ยกระดับกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชให้เข้าใกล้มาตรฐานสากล โดยเฉพาะกรอบ UPOV 1991 ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ภาคประชาสังคมอย่างมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) และเครือข่ายเกษตรทางเลือกคัดค้านมาตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งเป็นช่วงที่ไทยเริ่มเจรจา FTA กับ EU ต่อมาปี 2560 กรมวิชาการเกษตรเปิดรับฟังร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ที่นำแนวทางจาก UPOV 1991 มาปรับใช้ เช่น ขยายอายุการคุ้มครอง และจำกัดสิทธิยกเว้นของเกษตรกรให้แคบลง

ในปี 2563 ประเด็นเดียวกันกลับมาอีกครั้งในการพิจารณาผลกระทบของ CPTPP จนคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรต้องขอให้ UPOV ชี้แจงข้อกฎหมาย ปัจจุบันแรงกดดันเกิดขึ้นรอบใหม่ผ่านการเจรจา FTA ไทย–EU ซึ่งสรุปผลไปแล้ว 15 จาก 24 บท แต่ยังมีประเด็นอ่อนไหวค้างอยู่ รวมถึงเรื่องพันธุ์พืช
แก่นแท้ของ UPOV 1991 และแรงจูงใจของภาครัฐ
UPOV 1991 ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองสิทธิของ นักปรับปรุงพันธุ์พืช ซึ่งในทางปฏิบัติส่วนใหญ่คือบริษัทเมล็ดพันธุ์ขนาดใหญ่ สาระสำคัญมี 3 เรื่อง
- ขยายขอบเขตสิทธิ: สิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์ครอบคลุมส่วนขยายพันธุ์และผลผลิตมากขึ้น โดยมีอายุการคุ้มครอง 20–25 ปี
- จำกัดสิทธิยกเว้นของเกษตรกร (Farmers' Privilege): การเก็บเมล็ดพันธุ์จากผลผลิตไว้ปลูกต่อ ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
- ควบคุมการนำพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปแลกเปลี่ยนหรือจำหน่าย ซึ่งเป็นจุดที่ต่างจากวิถีดั้งเดิมของชุมชน
เหตุผลฝั่งนโยบายและกระทรวงเศรษฐกิจก็มีน้ำหนัก ประการแรกคือเปิดทางให้การเจรจา FTA กับประเทศพัฒนาแล้วเดินหน้าได้ ประการที่สองคือปกป้องนักปรับปรุงพันธุ์และพืชเศรษฐกิจของไทย เช่น ข้าวบางสายพันธุ์ ทุเรียน และ มะพร้าวน้ำหอม ไม่ให้ถูกนำไปต่อยอดและจดทะเบียนเป็นเจ้าของในต่างประเทศ และประการที่สามคือดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีการเกษตร
สถานะล่าสุด: ยังไม่ข้อยุติ แต่ข้อเท็จจริงมีรายละเอียดซับซ้อน
เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงว่า ข้อเสนอของ EU ที่ให้แต่ละฝ่ายคุ้มครองพันธุ์พืชตาม UPOV 1991 เป็นเพียงเอกสารตั้งต้นของการเจรจา การระบุว่า "ไทยตกลงเข้า UPOV 1991 แล้ว" จึงไม่ตรงกับสถานะจริง รัฐบาลยังชี้ว่า มาตรา 33 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ยังให้เกษตรกรเก็บส่วนขยายพันธุ์ที่ตนผลิตไว้ปลูกต่อได้ตามเงื่อนไข นอกจากนี้ ข้อ 15(2) ของ UPOV 1991 ยังเปิดให้ประเทศสมาชิกกำหนดข้อยกเว้นในกฎหมายภายในเพื่อให้เกษตรกรเก็บผลผลิตจากแปลงตนเองมาใช้ขยายพันธุ์ต่อได้ ภายในขอบเขตที่กำหนด รัฐบาลจึงมองว่าการสรุปว่า UPOV 1991 "ห้ามเก็บเมล็ดพันธุ์ทุกกรณี" เป็นการตีความที่กว้างเกินตัวบท อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ไม่ได้รับรองล่วงหน้าว่าสิทธิของเกษตรกรจะไม่เปลี่ยนเลย เพราะรายละเอียดขึ้นกับผลการเจรจาขั้นสุดท้ายและกฎหมายภายใน
ฝั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แจงเมื่อวันที่ 22 กันยายนว่า ไทยยังไม่ตัดสินใจเข้าร่วม โดยกรมวิชาการเกษตรอยู่ระหว่างศึกษาข้อดีข้อเสียและทบทวนกฎหมาย เริ่มรับฟังความเห็นมาตั้งแต่ปี 2567 จัด Focus Group มากกว่า 8 ครั้ง และในปี 2569 จัดประชุมที่เชียงใหม่และกรุงเทพฯ อีก 2 ครั้ง

ข้อเท็จจริงอีกชุดมาจากฝั่งผู้คัดค้าน เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติ 4 คณะ ส่งหนังสือถึง EU เตือนว่าข้อเสนอนี้แม้ในทางเทคนิคจะไม่บังคับให้ไทยเป็นสมาชิก UPOV แต่กำหนดให้กฎหมายไทยต้องสอดคล้องกับ UPOV 1991 และอาจจำกัดสิทธิในการเก็บ ใช้ แลกเปลี่ยน และจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร พร้อมขอให้ EU ถอนการอ้างอิงถึงอนุสัญญานี้ออกจากร่างความตกลง ต่อมาวันที่ 25 กันยายน เครือข่ายภาคประชาชนซึ่งมีองค์กรร่วมลงนาม 160 องค์กร ยื่นหนังสือต่อผู้แทนการค้าไทยที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 23 กันยายน เกษตรกรกว่า 100 คน เดินขบวนไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสภาเกษตรกรแห่งชาติเปิดรับความเห็นเกษตรกรถึง 11 ตุลาคม 2569 ซึ่งมีผู้ตอบแล้วกว่า 79,000 คำตอบ
ผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย: 3 ความเสี่ยงหลัก
ภาคประชาสังคมและเกษตรกรรายย่อยแสดงความกังวลใน 3 มิติ
1. ต้นทุนการผลิต หากสิทธิเก็บเมล็ดพันธุ์ปลูกต่อแคบลง เกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่จากบริษัทเอกชนบ่อยขึ้น เพิ่มภาระต้นทุนและหนี้สิน หนังสือของภาคประชาสังคมถึงผู้เจรจาของ EU อ้างงานศึกษาว่า ในระยะยาวเกษตรกรไทยอาจต้องจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์สูงขึ้น 3–4 เท่า (ตัวเลขนี้เป็นข้ออ้างของฝ่ายคัดค้าน ยังไม่ใช่ข้อสรุปที่ภาครัฐรับรอง)
2. ความหลากหลายทางชีวภาพ เมื่อตลาดเมล็ดพันธุ์กระจุกอยู่ในไม่กี่สายพันธุ์เชิงพาณิชย์ พืชพื้นเมืองและระบบเมล็ดพันธุ์ตามจารีตเสี่ยงหดตัว ทั้งที่ความหลากหลายนี้ช่วยให้พืชปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ โรค และศัตรูพืชได้
3. ความมั่นคงทางอาหารและอำนาจต่อรอง เมื่อทรัพยากรพันธุกรรมพืชไปกระจุกอยู่กับนักปรับปรุงพันธุ์เชิงพาณิชย์มากขึ้น อำนาจต่อรองของเกษตรกรและผู้บริโภคจะลดลง ผลกระทบจึงไม่จำกัดอยู่แค่ชาวนา
อีกด้านหนึ่ง ข้อกังวลก็มีสองทิศทาง ประเด็นที่ถูกหยิบมาถกกันคือ หากไทยอยู่นอกกรอบ UPOV 1991 ประเทศภาคีอื่นอาจนำสายพันธุ์ไทยไปพัฒนาต่อยอดได้ง่ายกว่า ซึ่งเป็นเหตุผลที่ฝ่ายสนับสนุนใช้อ้างถึงการคุ้มครองพันธุ์พืชเศรษฐกิจของไทย
มาตรการปกป้องเกษตรกร: ธนาคารเมล็ดพันธุ์ชุมชนที่โปร่งใส
ไม่ว่าผลการเจรจาจะออกมาอย่างไร การสร้างภูมิคุ้มกันในระดับชุมชนเป็นเรื่องที่ต้องทำควบคู่กัน หากมีการตั้งกองทุนหรือธนาคารเมล็ดพันธุ์ชุมชนเพื่อพยุงเกษตรกรรายย่อย โจทย์สำคัญคือต้องปิดช่องไม่ให้โครงการสวัสดิการกลายเป็นแหล่งหาประโยชน์ของคนบางกลุ่ม
ระบบตรวจสอบโปร่งใส 3 ชั้น
ระบบต้องเรียบง่ายพอให้เกษตรกรรากหญ้าตรวจสอบได้ด้วยตนเอง
- ป้ายประกาศและหอกระจายข่าวหมู่บ้าน: เปิดเผยงบประมาณ ยอดจัดซื้อ และรายชื่อผู้ได้รับความช่วยเหลืออย่างชัดเจน พร้อมประกาศเสียงตามสายสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
- ระบบดิจิทัลสแกนรับของ (Digital Check-in): สแกน QR Code หรือบันทึกภาพเมื่อรับเมล็ดพันธุ์ ลงฐานข้อมูลกลางที่เปิดดูผ่านโทรศัพท์ได้แบบเรียลไทม์ เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์และ "รายชื่อผี"
- เปิดคลังให้ตรวจสอบด้วยตาเปล่า: ให้คณะกรรมการและชาวบ้านร่วมตรวจนับเมล็ดพันธุ์ในโกดังและยอดเงินในบัญชีธนาคาร ทุกสิ้นเดือน
โมเดลคณะกรรมการ "เสียงเท่ากัน" (1:1:1:1)
เพื่อป้องกันการครอบงำจากผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น คณะกรรมการควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และแบ่งสัดส่วนให้ถ่วงดุลกัน ประกอบด้วย
- ตัวแทนเกษตรกรรายย่อย: ชาวนาตัวจริงที่เข้าใจปัญหาปากท้อง
- ปราชญ์ชาวบ้าน/ผู้เชี่ยวชาญเกษตรอินทรีย์: ผู้มีความรู้ด้านการคัดเลือกและเก็บรักษาพันธุ์พืชพื้นบ้าน
- คนรุ่นใหม่/ตัวแทนด้านเทคโนโลยี: ดูแลระบบดิจิทัล บัญชี และความโปร่งใส
- ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นกลาง: ครู ผู้นำทางศาสนา หรือบุคคลที่ชุมชนเคารพ ทำหน้าที่เป็นสักขีพยาน
ทุกคนมี 1 เสียงเท่ากัน ไม่มีเสียงใดมีอภิสิทธิ์เหนือกว่า
ข้อเสนอต่อยอดเชิงนโยบายและงานวิจัย
- ศึกษาเปรียบเทียบเชิงนโยบาย: ดูกรณีในลาตินอเมริกาและเอเชีย เช่น อินเดีย ที่มีกฎหมายปกป้องสิทธิเกษตรกรรายย่อยควบคู่กับการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล เพื่อหาโมเดลประนีประนอมระหว่างสองขั้วความคิด
- สร้างฐานข้อมูลพันธุ์พืชพื้นเมืองแห่งชาติแบบเปิด (Open Seed Database): แพลตฟอร์มสาธารณะสำหรับขึ้นทะเบียนพืชพื้นบ้านของไทย ป้องกันไม่ให้ภูมิปัญญาดั้งเดิมถูกนำไปจดสิทธิบัตรโดยบริษัทต่างชาติ
- ออกแบบกรอบกฎหมายป้องกันการผูกขาดตลาดเมล็ดพันธุ์: ศึกษามาตรการควบคุมเพดานราคาเมล็ดพันธุ์พืชควบคุม ป้องกันการฮั้วราคา และกำหนดโทษต่อกลุ่มทุนที่ผูกขาดห่วงโซ่อุปทานอาหาร อาจพัฒนาเป็นพระราชบัญญัติคุ้มครองความเป็นธรรมทางเกษตรกรรมต่อไป
บทสรุป: หาจุดสมดุล ไม่ใช่ยอมจำนนหรือปิดประตู
ข้อเท็จจริงในวันนี้คือ UPOV 1991 ยังไม่ใช่ข้อตกลงที่ไทยยอมรับ และข้อตกลง FTA ไม่ได้ทำให้กฎหมายไทยเปลี่ยนโดยอัตโนมัติ หากความตกลงขั้นสุดท้ายมีข้อผูกพันเข้าหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 ก็ต้องผ่านกระบวนการที่กฎหมายกำหนด แต่เมื่อการเจรจาเข้าสู่โค้งสุดท้าย สิ่งที่ภาครัฐควรทำคือเปิดเผยข้อมูล รับฟังผู้ได้รับผลกระทบอย่างมีความหมาย และไม่นำสิทธิเกษตรกรไปแลกกับผลประโยชน์จากการเปิดตลาดในสินค้าอื่น
การพิจารณาเรื่อง UPOV 1991 ไม่ควรเป็นการยอมจำนนต่อแรงกดดันภายนอก หรือการปิดกั้นเทคโนโลยี แต่ควรเป็นการสร้าง "ความสมดุลที่เป็นธรรม" คุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์และการลงทุนด้านนวัตกรรม ควบคู่กับการรักษาสิทธิพื้นฐานของเกษตรกรรายย่อย และสร้างภูมิคุ้มกันผ่านธนาคารเมล็ดพันธุ์ชุมชนที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และบริหารด้วยความเท่าเทียม เพื่อให้ผืนแผ่นดินไทยยังเป็นแหล่งอาหารที่มั่นคงสำหรับคนรุ่นต่อไป
ข้อมูลอ้างอิง:
-
ประชาไท. (2569, 21 กันยายน). รัฐบาลแจง FTA ไทย–EU ยังเจรจา ไม่ได้ข้อยุติ UPOV 1991. ประชาไท. https://prachatai.com/journal/2026/09/118831
-
ประชาไท. (2569, 23 กันยายน). ก.เกษตร แจงไทยยังไม่ตัดสินใจเข้าร่วม UPOV 1991 อยู่ระหว่างศึกษาข้อดีข้อเสียและรับฟังความเห็น. ประชาไท. https://prachatai.com/journal/2026/09/118858
-
ประชาไท. (2569, 25 กันยายน). เครือข่ายประชาชนพบผู้แทนการค้าไทย คัดค้าน UPOV 1991 ห่วงกระทบสิทธิเกษตรกร-ความมั่นคงทางอาหาร. ประชาไท. https://prachatai.com/journal/2026/09/118889
-
Thai PBS. (2569, 23 กันยายน). เครือข่ายเกษตรกรบุกกระทรวงเกษตรฯ คัดค้านรัฐบาลเข้าร่วมอนุสัญญา UPOV 1991. Thai PBS. https://www.thaipbs.or.th/news/content/558431
-
สภาเกษตรกรแห่งชาติ. (2569, 6 ตุลาคม). สภาเกษตรกรแห่งชาติขอความเห็นเกษตรกร "UPOV 1991". สภาเกษตรกรแห่งชาติ. https://www.nfc.or.th/content/33677
-
Thailand Business News. (2569, 24 กันยายน). Thailand says no final agreement reached in EU FTA talks. Thailand Business News. https://www.thailand-business-news.com/european-union/330232-thailand-says-no-final-agreement-reached-in-eu-fta-talks
-
ไทยรัฐออนไลน์. (2563, 22 กรกฎาคม). กมธ. CPTPP จี้ กรมวิชาการเกษตร แจงสถานะประเทศไทยใน UPOV 1991. ไทยรัฐ. https://www.thairath.co.th/news/business/1895467
-
CIOPORA. (2561, 6 กุมภาพันธ์). Thailand releases proposed draft amendments to its PVP Act. CIOPORA. https://www.ciopora.org/amp/2018/02/06/thailand-releases-proposed-draft-amendments-to-its-pvp-act
-
BIOTHAI Foundation, Alternative Agriculture Network & FTA Watch. (2556, 18 พฤศจิกายน). Letter to the Chairman of International Convention for the Protection of New Varieties of Plants UPOV 1991. GRAIN. https://grain.org/media/W1siZiIsIjIwMTMvMTEvMjEvMDFfNTVfMjFfNTg1X0xldHRlcl90b19VUE9WXzE4Tm92MTMucGRmIl1d
-
Thai CSOs. (ม.ป.ป.). Thai CSOs' letter to the EU chief negotiator regarding concerns over the ongoing FTA negotiation with Thailand. Bilaterals.org. https://bilaterals.org/thai-csos-letter-to-the-eu-chief?lang=es
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ถอดรหัสนโยบาย “สุริยะ” เร่งแก้วิกฤตปุ๋ย เดินหน้าดีลรัสเซีย 2 ล้านตัน พร้อมตั้งวอร์รูมขับเคลื่อนเกษตรไทย
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เร่งเดินหน้านโยบายแก้วิกฤตปุ๋ยผ่านดีลนำเข้าแม่ปุ๋ยรัสเซีย 2 ล้านตัน ควบคู่มาตรการปราบกักตุน ส่งเสริมปุ๋ยอินทรีย์ ตั้งวอร์รูมขับเคลื่อน 6 ภารกิจ และวางกรอบปฏิรูปเกษตรระยะยาว 5 ด้าน เพื่อยกระดับความยั่งยืนและศักยภาพเกษตรไทย

วว. ยกทัพ 5 นวัตกรรมเปลี่ยนงานวิจัยเป็นเงิน ปักหมุดงาน IP x Venture Rise Thailand 2026
งาน IP x Venture Rise Thailand 2026 ที่กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม 2569 ณ ฮอลล์ 8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงทิศทางเชิงกลยุทธ์ของประเทศไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นมูลค่าทางธุรกิจ

กรมทรัพย์สินทางปัญญาผนึก 5 ประเทศคู่ค้า ยกระดับระบบ IP หนุนเชื่อมั่นการลงทุน
กรมทรัพย์สินทางปัญญาเดินหน้ายกระดับระบบ IP ไทย จับมือ 5 ประเทศคู่ค้าสำคัญ ยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์บน e-Commerce และเตรียมลงนาม MOU ร่วมกับเกาหลีใต้ หวังสร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและ AI

กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยกระดับเครือข่าย TISC ผนึกความร่วมมืออาเซียน หนุน SME และสตาร์ทอัพไทยใช้สิทธิบัตรต่อยอดนวัตกรรมเชิงพาณิชย์
กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยกระดับศูนย์ TISC ผนึกความร่วมมือ WIPO และอาเซียน มุ่งปรับบทบาทสู่ตัวกลางเชื่อมนวัตกรรมกับตลาด สนับสนุน SME และ Startup ไทยใช้ประโยชน์จาก Patent Intelligence การประเมินมูลค่า IP และเครือข่ายภูมิภาค เพื่อต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

เปิดรายงานกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ จัดหนักไทยกีดกันการค้า-การลงทุน
เปิดรายงานกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ บีบหนักไทยด้านอุปสรรคการค้า มาตรฐานสุขอนามัย ทรัพย์สินทางปัญญา และปัญหาแรงงาน ท่ามกลางการเตรียมประกาศมาตรการภาษีใหม่ของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่อาจกระทบการส่งออกไทย

กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชู 'โคราช' แชมป์ GI 12 รายการ ดันมูลค่าเศรษฐกิจ
กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผย 'นครราชสีมา' ครองแชมป์จังหวัดที่มีสินค้า GI มากสุดในไทยถึง 12 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท พร้อมจับมือเชนค้าปลีกยักษ์ใหญ่เปิดตลาดขยายช่องทางจำหน่าย ยกระดับสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่โมเดิร์นเทรดเพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

