Emirates SkyCargo ฮับสินค้า 2.4 ล้านตัน หน้าต่างที่ผู้ส่งออกสู่ดูไบและอียู

Emirates SkyCargo ฮับสินค้า 2.4 ล้านตัน หน้าต่างที่ผู้ส่งออกสู่ดูไบและอียู

สรุปประเด็น

สายการบินเอมิเรตส์กำลังส่งสัญญาณชัดเจนถึงความเชื่อมั่นในตลาดประเทศไทย ในปีงบประมาณ 2568–2569 กลุ่มบริษัทเอมิเรตส์ประกาศลงทุนรวม 4.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเครื่องบินใหม่ เทคโนโลยี และสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเติบโตระยะยาวที่มีไทยเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ [1]

ปัจจุบันเอมิเรตส์ให้บริการเที่ยวบินกรุงเทพฯ–ดูไบสูงถึง 35 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และเพิ่มเที่ยวบินภูเก็ตเป็น วันละ 3 เที่ยว รวม 21 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ พร้อมเสริมบทบาทกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางการบินภูมิภาคผ่านเส้นทางสิทธิเสรีภาพที่ 5 สู่เสียมราฐและดานัง การขยายโครงข่ายนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนที่นั่ง แต่เป็นกลยุทธ์เชื่อมไทยเข้ากับเครือข่ายกว่า 140 จุดหมายปลายทางทั่วโลก ซึ่งมีนัยสำคัญต่อภาคธุรกิจไทยทั้งด้านการเดินทางของผู้บริหารและการขนส่งสินค้าผ่าน Emirates SkyCargo ที่ขนส่งสินค้ารวมกว่า 2.4 ล้านตัน ทั่วโลกในปีที่ผ่านมา [1]

แต่ตัวเลขเหล่านั้นจะไม่มีความหมายต่อผู้ส่งออกไทย หากพวกเขาไม่ตอบคำถามว่า: สินค้าประเภทใดของไทยที่ "สูญเสียมูลค่า" ทุกชั่วโมงที่รอการขนส่ง และเส้นทางไหนที่การบินตรงผ่านดูไบเปิดโอกาสที่ทางอื่นทำไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยกำลังเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับกลุ่ม EFTA (European Free Trade Association) ซึ่งประกอบด้วยสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ โดยคาดว่าจะบรรลุข้อตกลงและมีผลบังคับใช้ภายในปลายปี 2569 [2]

บทวิเคราะห์นี้ชวนให้ผู้ส่งออกไทยมองโอกาสผ่านเลนส์ที่เฉพาะเจาะจงขึ้น โดยเชื่อมจุดระหว่างโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งที่กำลังขยายตัวอย่างมีนัยกับ window of opportunity ที่กำลังจะเปิดขึ้นในฝั่งยุโรป

สองกลุ่มสินค้าที่ "เวลา" คือต้นทุน

ก่อนพูดถึงเส้นทางและความตกลงทางการค้า ต้องเข้าใจก่อนว่าสินค้าไทยไม่ได้ได้ประโยชน์เท่าเทียมกันจากการขนส่งทางอากาศ ความคุ้มค่าของการขนส่งทางอากาศเทียบกับทางเรือนั้นขึ้นอยู่กับสองปัจจัยหลัก ได้แก่ มูลค่าต่อน้ำหนัก และ อายุสินค้า กลุ่มที่เข้าเกณฑ์ทั้งสองเงื่อนไขพร้อมกันคือกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุด

กลุ่มแรก: สินค้าเน่าเสียง่าย อาหารทะเลสดและแช่แข็งคุณภาพสูงของไทย เช่น กุ้ง ปลาทูน่า และปลาหมึก มีตลาดพรีเมียมในยุโรปและตะวันออกกลางที่ยินดีจ่ายราคาพิเศษ แต่ต้องการให้สินค้าถึงมือด้วยคุณภาพที่คงไว้ได้ ขณะที่การขนส่งทางเรือใช้เวลา 25–35 วันจากไทยถึงยุโรป การขนส่งทางอากาศผ่านดูไบทำให้สินค้าถึงมือลูกค้าในยุโรปภายใน 1–2 วัน ดอกไม้ไทย เช่น กล้วยไม้และดอกไม้เมืองร้อน ก็อยู่ในหมวดเดียวกัน โดยไทยส่งออกดอกไม้ตัดสดมูลค่าหลักหลายพันล้านบาทต่อปี และตลาดยุโรปตะวันตกรวมถึงตะวันออกกลางคือปลายทางสำคัญ [3]

กลุ่มที่สอง: สินค้ามูลค่าสูงที่ความเสี่ยงในการขนส่งต้องต่ำ อัญมณีและเครื่องประดับคืออีกหนึ่งจุดแข็งของไทย ซึ่งไทยติดอันดับ 5 ผู้ส่งออกเครื่องประดับรายใหญ่ที่สุดในโลก [4] สินค้ากลุ่มนี้มีมูลค่าต่อน้ำหนักสูงมาก ทำให้ส่วนต่างของค่าขนส่งทางอากาศเทียบกับมูลค่าสินค้าเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กน้อย นอกจากนี้ยังรวมถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าไฮเทคที่ผลิตในไทยซึ่งมีห่วงโซ่อุปทานเวลาตึง (time-sensitive supply chain) ที่การล่าช้าหนึ่งสัปดาห์อาจหมายถึงค่าปรับสัญญาและเสียลูกค้า

ดูไบ: ตลาดปลายทางในตัวเอง และประตูสู่ยุโรป

ผู้ส่งออกไทยจำนวนไม่น้อยมองดูไบเป็นเพียง "จุดแวะ" ก่อนต่อเที่ยวบินไปยุโรป แต่การมองแบบนั้นทำให้พลาดโอกาสที่ใหญ่กว่า เพราะดูไบและภูมิภาคตะวันออกกลางคือ ตลาดปลายทางที่มีศักยภาพสูงในตัวเอง ก่อนที่จะพูดถึงบทบาทในฐานะประตูสู่ยุโรป

ตะวันออกกลางในฐานะตลาดหลัก: สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และคูเวต ล้วนมีรายได้ต่อหัวในระดับสูง ฐานผู้บริโภคที่คุ้นชินกับสินค้าพรีเมียม และชุมชนชาวเอเชียที่มีขนาดใหญ่หลายล้านคนซึ่งมีความต้องการอาหารและสินค้าจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง [5] อาหารทะเลสดจากไทย ผลไม้เมืองร้อน และดอกไม้ตัดสด ล้วนมีตลาดอยู่แล้วในภูมิภาคนี้ และความถี่เที่ยวบินกรุงเทพฯ–ดูไบที่ระดับ 35 เที่ยวต่อสัปดาห์ [1] หมายความว่าสินค้าไทยมีความถี่ในการเข้าตลาดนี้สูงกว่าคู่แข่งส่วนใหญ่จากภูมิภาคอื่น

ดูไบในฐานะประตูสู่ยุโรป: นอกจากตลาดในตัวเองแล้ว สนามบินนานาชาติดูไบ (DXB) และสนามบิน Al Maktoum International (DWC) ที่ Emirates SkyCargo ใช้เป็นฐานนั้น ให้บริการเที่ยวบินขนส่งสินค้าไปยังจุดหมายในยุโรปมากกว่า 50 แห่ง [1] ความหมายเชิงปฏิบัติคือสินค้าจากกรุงเทพฯ ที่บรรทุกขึ้นเที่ยวบินในคืนวันอาทิตย์สามารถอยู่บนชั้นวางในร้านค้าที่ลอนดอน ดูเซลดอร์ฟ หรืออัมสเตอร์ดามได้ภายในวันอังคาร ซึ่งเป็น time-to-market ที่สายเดินเรือให้ไม่ได้ บทบาทนี้ยิ่งสำคัญขึ้นเมื่อ FTA กับ EFTA มีผล เพราะเส้นทางดูไบ–ยุโรปจะกลายเป็นช่องทางหลักที่ผู้ส่งออกไทยใช้เข้าถึงตลาดสวิตเซอร์แลนด์และนอร์เวย์ในระยะแรก

ดูไบมีบทบาทสองชั้นที่เสริมกัน คือเป็นทั้งตลาดปลายทางที่มีกำลังซื้อสูง และเป็น consolidation hub ที่ทำให้ผู้ส่งออกไทยขนาดกลางสามารถเข้าถึงเส้นทางยุโรปหลายสิบแห่งได้โดยไม่ต้องมีปริมาณสินค้าพอสำหรับเช่าเครื่องบินเฉพาะทาง

FTA กับ EFTA: ตัวเร่งที่กำลังจะเปิดเกม

ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับกลุ่ม EFTA ซึ่งประกอบด้วย สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ อาจดูเป็นตลาดขนาดเล็กเมื่อเทียบกับ EU แต่นัยเชิงยุทธศาสตร์มีมากกว่าตัวเลขตลาด เพราะประเทศใน EFTA ล้วนมีรายได้ต่อหัวสูง กำลังซื้อแข็งแกร่ง และความต้องการสินค้าพรีเมียมจากเอเชียที่ชัดเจน [2]

ผลกระทบที่คาดหวังได้จาก FTA กับ EFTA ต่อสินค้าเน่าเสียง่ายและสินค้ามูลค่าสูงของไทยมีสามด้าน ได้แก่ การลดภาษีนำเข้า ซึ่งทำให้ราคาสินค้าไทยแข่งขันได้ดีขึ้นในตลาดสวิตเซอร์แลนด์และนอร์เวย์เทียบกับคู่แข่งจากประเทศที่ยังไม่มี FTA กับ EFTA การเปิดตลาดบริการโลจิสติกส์ ที่อาจช่วยให้ผู้ให้บริการไทยเข้าถึงโครงข่ายในยุโรปได้ง่ายขึ้น และ มาตรฐานสินค้า ที่เมื่อผ่าน EFTA จะสร้างความน่าเชื่อถือในตลาดยุโรปที่กว้างกว่าด้วย

สำคัญกว่านั้น ตลาด EFTA ยังเป็น stepping stone สู่ EU ผ่านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าที่ประเทศ EFTA มีกับ EU ทำให้การสร้างฐานลูกค้าในสวิตเซอร์แลนด์หรือนอร์เวย์เป็นประตูสู่คู่ค้า EU ได้โดยธรรมชาติ

โครงสร้างต้นทุนที่ต้องคำนวณให้ชัด

การบินตรงหรือผ่านฮับนั้นมีราคาที่สูงกว่าทางเรืออย่างมีนัยสำคัญ ค่าขนส่งทางอากาศโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับ 4–10 เหรียญสหรัฐต่อกิโลกรัม เทียบกับทางเรือที่ต่ำกว่า 1 เหรียญสหรัฐต่อกิโลกรัม [6] นั่นหมายความว่ากลยุทธ์นี้ใช้ได้เฉพาะกับสินค้าที่ สูญเสียมูลค่าอย่างรวดเร็วตามเวลา หรือ มีกำไรต่อหน่วยสูงพอที่จะรับต้นทุนโลจิสติกส์ส่วนนี้ได้

สูตรคำนวณง่าย ๆ ที่ผู้ส่งออกควรใช้ก่อนตัดสินใจคือ: มูลค่าที่สูญเสียจากการส่งช้าทางเรือ (ทั้งการลดลงของราคาสินค้า ค่าปรับสัญญา และโอกาสที่เสียไป) บวกกับค่าพรีเมียมที่ลูกค้ายินดีจ่ายสำหรับสินค้าที่สดและรวดเร็วกว่า เปรียบเทียบกับส่วนต่างค่าขนส่งระหว่างอากาศกับเรือ หากผลลัพธ์เป็นบวก โมเดลนี้คุ้มค่า

กรณีตัวอย่างที่ชัดเจนคือ กุ้งขาวแวนนาไมสดแช่เย็น ซึ่งราคาในตลาดยุโรปสำหรับสินค้าสดสูงกว่าสินค้าแช่แข็งได้ถึง 30–50% [3] เมื่อบวกกับ margin ที่เพิ่มขึ้นจากการลดภาษีหลัง FTA EFTA มีผลบังคับใช้ ตัวเลขเริ่มน่าสนใจมากสำหรับผู้ส่งออกที่มีความสามารถในการประกันคุณภาพสินค้าตลอดห่วงโซ่ความเย็น (cold chain integrity)

เอมิเรตส์ สกายคาร์โก ครบรอบ 1 ปี ของการให้บริการขนส่งสินค้าด้วยเครื่องบินโดยสาร  | Positioningmag

ข้อจำกัดและความเสี่ยงที่ต้องมองตรง ๆ

บทวิเคราะห์นี้จะไม่สมบูรณ์หากไม่พูดถึงด้านที่ต้องระวัง

ข้อจำกัดด้านปริมาณ: ผู้ส่งออกรายเล็กที่มีปริมาณต่ำอาจเสียเปรียบในการต่อรองราคาค่าขนส่ง การรวมกลุ่ม (consolidation) กับผู้ส่งออกรายอื่นหรือการใช้ freight forwarder ที่มีสัญญาระยะยาวกับสายการบินจึงเป็นทางออกที่ต้องพิจารณา

ความสม่ำเสมอของตารางบิน: ปริมาณที่นั่งในห้องบรรทุกสินค้า (belly cargo) ของเที่ยวบินโดยสารที่ใช้ร่วมกันอาจผันผวนตามฤดูกาลท่องเที่ยว ผู้ส่งออกที่ต้องการความสม่ำเสมอควรพิจารณาสัญญาแบบ blocked space agreement

มาตรฐานและกฎระเบียบ: ตลาดยุโรป EFTA มีมาตรฐานด้านอาหารและสินค้าที่เข้มงวด โดยเฉพาะด้านสารเคมีตกค้างในอาหารทะเลและดอกไม้ ผู้ส่งออกต้องมีระบบรับรองคุณภาพที่พร้อมก่อนถึงเวลาที่ FTA มีผล มิเช่นนั้นการลดภาษีนำเข้าจะไม่มีความหมาย เพราะสินค้าผ่านด่านไม่ได้อยู่ดี

การแข่งขันจากประเทศอื่น: ผู้ส่งออกจากเวียดนาม อินโดนีเซีย และอินเดียต่างมีเส้นทางการขนส่งทางอากาศผ่านดูไบเช่นกัน และบางรายเริ่มสร้างความสัมพันธ์กับตลาดยุโรปไปแล้วก่อนหน้า ไทยจึงต้องแข่งบนคุณภาพและความน่าเชื่อถือของ brand ไม่ใช่แค่ราคา

สิ่งที่ผู้ส่งออกควรเตรียมตัวก่อน FTA มีผล

เวลาระหว่างนี้จนถึงปลายปี 2569 คือช่วงที่มีค่าที่สุด เพราะเมื่อ FTA EFTA มีผลบังคับใช้ ผู้ที่มีระบบและลูกค้าอยู่แล้วจะได้ประโยชน์ก่อน ส่วนผู้ที่เพิ่งเริ่มหาลูกค้าตอนนั้นจะช้ากว่าคู่แข่งที่เตรียมพร้อมไปแล้วเป็นปี

สิ่งที่ควรทำในช่วงนี้ประกอบด้วย การ ทดสอบเส้นทาง โดยเริ่มส่งสินค้าชุดเล็กเพื่อทำความเข้าใจกระบวนการศุลกากร cold chain logistics และความต้องการของตลาดปลายทางจริง การ สร้างความสัมพันธ์กับ freight forwarder ที่มีประสบการณ์ในเส้นทางตะวันออกกลาง-ยุโรป และมีข้อตกลงกับ Emirates SkyCargo หรือสายการบินขนส่งสินค้าอื่น รวมถึงการ พัฒนามาตรฐานสินค้า ให้ผ่านการรับรองที่ตลาดยุโรปต้องการ เช่น GlobalG.A.P. สำหรับสินค้าเกษตร หรือ ISO สำหรับกระบวนการผลิต

บทสรุป: โอกาสนี้มีเงื่อนเวลา

Emirates SkyCargo ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางอากาศระดับโลก และ FTA กับ EFTA ในฐานะกลไกลดต้นทุนทางการค้า ทำงานด้วยกันในแบบที่เสริมกำลังกัน แต่ประโยชน์จะตกกับผู้ส่งออกที่ เลือกถูกประเภทสินค้า มีระบบคุณภาพที่ตลาดปลายทางยอมรับ และเริ่มสร้างความสัมพันธ์กับคู่ค้าและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ก่อนที่ FTA จะมีผลเท่านั้น

สำหรับผู้ส่งออกที่สินค้ามีมูลค่าต่อน้ำหนักต่ำ ไม่เน่าเสียง่าย และไม่ต้องการ time-to-market ที่รวดเร็ว ทางเรือยังคงเป็นโมเดลที่เหมาะสมกว่า ความผิดพลาดที่ต้องหลีกเลี่ยงคือการเปลี่ยนโมเดลโลจิสติกส์ตาม "กระแส" โดยไม่คำนวณให้รอบคอบว่าตัวเลขมันใช่สำหรับสินค้าและตลาดเฉพาะของตัวเองหรือไม่

คำถามที่แท้จริงสำหรับผู้ส่งออกไทยจึงไม่ใช่ "Emirates SkyCargoดีพอไหม" แต่คือ "สินค้าของเราสูญเสียมูลค่าเท่าไรต่อวันที่รอการขนส่ง และลูกค้าปลายทางยินดีจ่ายพรีเมียมเท่าไรสำหรับสินค้าที่เร็วกว่า" คำตอบของสองคำถามนั้นจะบอกเองว่าโอกาสนี้เป็นของใคร

ข้อมูลอ้างอิง:

  1. businessleader.co. (2569). Emirates SkyCargo และยุทธศาสตร์ไทยฮับ: โอกาสโลจิสติกส์ที่ผู้ส่งออกต้องรู้. https://businessleader.co/industry-insight/logistics/emirates-thai-hub
  2. businessleader.co. (2569). ไทยเดินหน้า FTA กับ EFTA: โอกาสส่งออกสู่ยุโรป. businessleader.co/business-insight/business/thai-fta-europe
  3. กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ. (2568). รายงานสถานการณ์ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารทะเลไทย. กระทรวงพาณิชย์. [ต้องตรวจสอบตัวเลขล่าสุด]
  4. Gem and Jewelry Institute of Thailand. (2568). Thailand Gem and Jewelry Industry Overview. GIT. [ต้องยืนยันอันดับผู้ส่งออกล่าสุด]
  5. International Labour Organization. (2024). Asian Migrant Workers in the Gulf Cooperation Council Countries. ILO. [ต้องตรวจสอบตัวเลขประชากรชาวเอเชียในตะวันออกกลาง]
  6. IATA. (2568). Air Cargo Market Analysis. International Air Transport Association. [ต้องยืนยันอัตราค่าขนส่งปัจจุบัน]

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผ่าเศรษฐกิจไทย ปี 68 ผจญความท้าทายโต 2% จับตาเสี่ยง Technical Recession

ผ่าเศรษฐกิจไทย ปี 68 ผจญความท้าทายโต 2% จับตาเสี่ยง Technical Recession

GDP ไทยไตรมาส 3 ปี 2568 โตเพียง 1.2% จากผลกระทบการเมืองและข้อพิพาทชายแดน คาดทั้งปีโต 2% หากมาตรการรัฐหนุนต่อเนื่อง พร้อมจับตาความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค

11 นาที
THINK TRADE THINK DITP นำธุรกิจไทยสู่เครื่องมือ AI กุญแจใหม่สู่การเติบโตในเวทีโลก

THINK TRADE THINK DITP นำธุรกิจไทยสู่เครื่องมือ AI กุญแจใหม่สู่การเติบโตในเวทีโลก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ชวนผู้ประกอบการและผู้สนใจร่วมเปิดมุมมองใหม่ใน THINK TRADE THINK DITP ฉบับที่ 102 กับเรื่องราวน่าสนใจของ “ศักยภาพของเครื่องมือ AI ในปัจจุบัน” ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจไทยไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

6 นาที
สนค. กางสถิติส่งออกสินค้าเกษตรไทย ปี 2568 “อุตสาหกรรมเกษตร” เครื่องยนต์หลักโตต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน

สนค. กางสถิติส่งออกสินค้าเกษตรไทย ปี 2568 “อุตสาหกรรมเกษตร” เครื่องยนต์หลักโตต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน

เร่งปรับโครงสร้างสู่ “เกษตรมูลค่าสูง” รับมือความท้าทายตลาดโลก นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยสถิติการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรไทย ปี 2568 มีมูลค่ารวม 52,072.3 ล้านเหรียญสหรัฐ

9 นาที
ราคาเกษตรหดตัว พลังงานลง ฉุดดัชนีราคาผู้ผลิต ธ.ค.68 ลด 1.8%

ราคาเกษตรหดตัว พลังงานลง ฉุดดัชนีราคาผู้ผลิต ธ.ค.68 ลด 1.8%

ดัชนีราคาผู้ผลิต เดือน ธ.ค.68 ลดลง 1.8% จากการหดตัวของราคาสินค้าเกษตร ที่มีการแข่งขันสูงในตลาดโลก ราคาปิโตรเลียมลดลงจากอุปทานส่วนเกิน ค่าเงินบาทแข็งค่า กระทบต่อราคาที่ผลิตเพื่อส่งออก และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้ความต้องการลด คาดดัชนีปี 69 มีแนวโน้มลดลงและทรงตัว

5 นาที
Autonomous Vehicles: ยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติกำลังเปลี่ยนโลก ไทยอยู่ตรงไหนในสมการนี้

Autonomous Vehicles: ยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติกำลังเปลี่ยนโลก ไทยอยู่ตรงไหนในสมการนี้

วิเคราะห์ตลาด Autonomous Vehicles โลกที่เติบโต 19.90% ต่อปี พร้อมโอกาสของผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ตั้งแต่ชิ้นส่วนถึงโลจิสติกส์

7 นาที
การประชุมท่าเรือเส้นทางสายไหมทางทะเลในหนิงโป ชูแนวคิด ‘ยืดหยุ่น-ร่วมมือ-ผลประโยชน์ร่วมกัน’

การประชุมท่าเรือเส้นทางสายไหมทางทะเลในหนิงโป ชูแนวคิด ‘ยืดหยุ่น-ร่วมมือ-ผลประโยชน์ร่วมกัน’

การประชุมความร่วมมือท่าเรือเส้นทางสายไหมทางทะเล ครั้งที่ 10 ณ เมืองหนิงโป ประเทศจีน รวบรวมผู้แทนจากกว่า 70 ประเทศและภูมิภาค เพื่อหารืออนาคตของอุตสาหกรรมท่าเรือและการขนส่งทางเรือ โดยเน้นความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาสีเขียว เทคโนโลยีอัจฉริยะ และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านโลจิสติกส์และการค้าโลก

8 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง