5 ความเสี่ยงที่ผู้ส่งออกไทยต้องบริหารให้เป็น ก่อนที่วิกฤตจะมาเคาะประตู

5 ความเสี่ยงที่ผู้ส่งออกไทยต้องบริหารให้เป็น ก่อนที่วิกฤตจะมาเคาะประตู

ฟังบทความนี้โดย AI

Business Leader Podcast

0:00
0:00

สรุปประเด็น

การส่งออกคือเส้นเลือดหลักของเศรษฐกิจไทย ในปี 2567 การส่งออกสินค้าและบริการคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60–70% ของ GDP ตามข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย และมูลค่าการส่งออกสินค้าทำได้ราว 9.3 ล้านล้านบาท (ที่มา: กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, 2568) ตัวเลขเหล่านี้บอกว่าเมื่อใดที่ตลาดโลกสะดุด ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า การอ่อนค่าของเงินสกุลคู่ค้า หรือมาตรการกีดกันทางการค้าที่เปลี่ยนทิศทางอย่างไม่มีสัญญาณเตือน ผลกระทบย่อมกระเพื่อมเข้าสู่ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของธุรกิจส่งออกไทยจำนวนมากไม่ได้อยู่ที่ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น แต่อยู่ที่การที่ความเสี่ยงเหล่านั้นถูกมองเป็นเรื่อง "ข้างนอก" ที่ไม่สามารถควบคุมได้ จึงไม่ถูกวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบ บทความนี้จะชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงหลักในธุรกิจส่งออกมีโครงสร้างอย่างไร และกรอบการบริหารความเสี่ยงที่ใช้ได้จริงควรวางรากฐานตรงจุดใด

ทำไมความเสี่ยงของผู้ส่งออกจึงซับซ้อนกว่าธุรกิจในประเทศ

ธุรกิจที่ขายสินค้าและบริการภายในประเทศเผชิญความเสี่ยงหลายประเภท แต่ส่วนใหญ่อยู่ในกรอบที่คาดเดาได้พอสมควร ต้นทุน ราคา กฎระเบียบ คู่แข่ง ล้วนอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน แต่ผู้ส่งออกต้องจัดการกับ ความไม่แน่นอนหลายชั้น พร้อมกันในเวลาเดียว ทั้งความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นนอกเหนือการควบคุมของตน นโยบายการค้าของประเทศคู่ค้าที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามทิศทางการเมืองระหว่างประเทศ มาตรฐานและข้อกำหนดทางเทคนิคที่แตกต่างกันในแต่ละตลาด ความน่าเชื่อถือทางการเงินของลูกค้าต่างประเทศที่ยากต่อการตรวจสอบ และความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนที่ห่วงโซ่ควบคุมสั้นกว่ามาก

ความซับซ้อนนี้ไม่ได้ทำให้ธุรกิจส่งออกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบเสมอไป แต่หมายความว่าผู้ที่มีกรอบบริหารความเสี่ยงที่แข็งแรงกว่าย่อมได้เปรียบเชิงโครงสร้างในระยะยาว โดยเฉพาะในยุคที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเป็น "ค่าเริ่มต้น" ของเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง

ความเสี่ยงที่ 1: อัตราแลกเปลี่ยน — ความเสี่ยงที่ "ไม่ทำอะไร" ก็เป็นการตัดสินใจแล้ว

ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (foreign exchange risk หรือ FX risk) คือหนึ่งในประเด็นที่ผู้ส่งออกไทยเผชิญบ่อยที่สุด แต่มักถูกจัดการด้วยความเข้าใจผิดสองแบบ แบบแรกคือเชื่อว่าตนเองไม่มีความเสี่ยงเพราะทำสัญญาซื้อขายเป็นเงินบาท ซึ่งในความจริงเพียงแค่โอนความเสี่ยงไปให้ลูกค้า ไม่ได้กำจัดความเสี่ยงออกจากห่วงโซ่อุปทาน แบบที่สองคือยอมรับ FX risk โดยหวังว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะเอื้ออำนวย ซึ่งไม่ต่างกับการเก็งกำไรโดยไม่ตั้งใจ

ความเสี่ยงจาก FX มีสามมิติที่ต้องแยกให้ออก ได้แก่ ความเสี่ยงจากธุรกรรม (transaction risk) ซึ่งเกิดระหว่างการเซ็นสัญญาและการชำระเงิน ความเสี่ยงจากการแปลงค่างบ (translation risk) ที่กระทบบริษัทที่มีสินทรัพย์หรือหนี้สินในสกุลเงินต่างประเทศ และ ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจ (economic risk) ที่กระทบขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว เช่น เมื่อบาทแข็งค่า สินค้าไทยในตลาดโลกมีราคาสูงขึ้นโดยปริยาย

เครื่องมือหลักที่ใช้บริหาร FX risk ในภาคปฏิบัติคือ Forward Contract ซึ่งเป็นสัญญาล็อคอัตราแลกเปลี่ยนในอนาคต ช่วยให้ผู้ส่งออกรู้ล่วงหน้าว่าจะได้รับเงินบาทเท่าไรจากการขายในสกุลเงินต่างประเทศ ธนาคารพาณิชย์ไทยส่วนใหญ่ให้บริการ Forward Contract สำหรับ SME ส่งออก แต่ข้อมูลจากสมาคมธนาคารไทยชี้ว่าสัดส่วนของผู้ส่งออก SME ที่ใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอย่างเป็นระบบยังอยู่ในระดับที่น้อยมาก (ที่มา: สมาคมธนาคารไทย, ประมาณการ 2567)

นอกจาก Forward Contract ยังมี Options Contract ที่ให้สิทธิ์ไม่ใช่ข้อผูกมัด ซึ่งเหมาะกับสถานการณ์ที่ไม่แน่ใจว่าคำสั่งซื้อจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ รวมถึงกลยุทธ์ Natural Hedging ที่พยายามจัดให้รายรับและรายจ่ายอยู่ในสกุลเงินเดียวกัน เช่น นำเข้าวัตถุดิบจากตลาดเดียวกับที่ส่งออก

ประเด็นที่ต้องเน้นคือ การไม่ทำอะไรกับ FX risk ก็คือการตัดสินใจชนิดหนึ่ง เพียงแต่เป็นการตัดสินใจที่ขาดข้อมูลรองรับ การประเมินว่าจะ hedge เท่าไร ด้วยเครื่องมืออะไร และในระยะเวลาใด จึงควรเป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจ ไม่ใช่การตอบสนองหลังจากที่ขาดทุนไปแล้ว

ความเสี่ยงที่ 2: นโยบายการค้าและกฎระเบียบ — ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในกฎเกณฑ์

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ปะทุขึ้นในช่วงปี 2561–2563 และกลับมาร้อนแรงอีกครั้งในปี 2568 ด้วยมาตรการภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ ปรับสูงขึ้นอีก สร้างบทเรียนสำคัญให้ผู้ส่งออกทั่วโลก รวมถึงไทย ที่ว่า ห่วงโซ่อุปทานที่กระจุกตัวในตลาดเดียวหรือซัพพลายเออร์เดียวมีต้นทุนที่ซ่อนอยู่สูงมาก

สำหรับผู้ส่งออกไทย นโยบายการค้าที่ต้องติดตามมีหลายมิติ ได้แก่ ภาษีนำเข้า (tariff) ที่คู่ค้าเรียกเก็บ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงตามการเจรจา FTA หรือมาตรการตอบโต้ทางการค้า มาตรการที่มิใช่ภาษี (non-tariff measures: NTM) เช่น มาตรฐานสินค้า กฎระเบียบสุขอนามัย และข้อกำหนดฉลาก ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้าที่พบบ่อยขึ้นในยุคหลัง รวมถึง กฎแหล่งกำเนิดสินค้า (rules of origin) ที่กำหนดว่าสินค้าต้องผลิตในประเทศไหนในสัดส่วนเท่าใดจึงจะได้รับสิทธิ์ภาษีพิเศษภายใต้ FTA

กรณีที่น่าศึกษาคือการที่สหรัฐฯ ออกกฎหมาย Uyghur Forced Labor Prevention Act (UFLPA) ในปี 2565 ซึ่งสร้างภาระการพิสูจน์ให้กับผู้ส่งออกสิ่งทอและสินค้าที่ใช้วัตถุดิบจากซินเจียงว่าห่วงโซ่อุปทานของตนไม่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ ผู้ส่งออกไทยในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องต้องเร่งสร้าง ระบบตรวจสอบย้อนกลับห่วงโซ่อุปทาน (supply chain traceability) ซึ่งหลายรายไม่มีพร้อมอยู่ก่อน

กลยุทธ์บริหารความเสี่ยงด้านนี้มีสามแนวทางหลัก ประการแรกคือ การกระจายตลาดส่งออก เพื่อไม่ให้พึ่งพิงตลาดใดตลาดหนึ่งเกินไป ประการที่สองคือ การลงทุนในระบบติดตามการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ ซึ่งปัจจุบันมีบริการจากหน่วยงานอย่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (OSMEP) รวมถึงที่ปรึกษาเอกชนเฉพาะทาง ประการที่สามคือ การมีส่วนร่วมในการเจรจา FTA ผ่านสมาคมการค้า เพื่อให้ผลประโยชน์ของภาคอุตสาหกรรมถูกนำเสนอในกระบวนการเจรจา

ความเสี่ยงที่ 3: สินเชื่อและการชำระเงิน — เมื่อลูกค้าไม่จ่าย

ความเสี่ยงด้านสินเชื่อในธุรกิจส่งออก (credit risk หรือ commercial risk) คือความเสี่ยงที่ลูกค้าต่างประเทศจะไม่ชำระเงิน ไม่ว่าจะเป็นเพราะล้มละลาย ขาดสภาพคล่อง หรือในบางกรณีคือเจตนาหลอกลวง ความเสี่ยงนี้มีความร้ายแรงกว่าในการค้าในประเทศ เพราะการบังคับสิทธิ์ทางกฎหมายข้ามพรมแดนมีต้นทุนสูงและใช้เวลานาน

เครื่องมือที่พิสูจน์ประสิทธิภาพในการจัดการ credit risk มีหลายระดับ Letter of Credit (L/C) เป็นวิธีคลาสสิกที่ให้ธนาคารค้ำประกันการชำระเงิน แต่มีข้อจำกัดด้านต้นทุนและความยืดหยุ่นสำหรับคู่ค้าที่ทำธุรกิจกันมานาน การประกันสินเชื่อการส่งออก ผ่านบริษัทประกันสินเชื่อส่งออกแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) และบริษัทประกันภัยเอกชนเป็นอีกทางเลือกที่ SME เริ่มให้ความสนใจมากขึ้น โดยเบี้ยประกันมักคิดเป็นอัตราส่วนของยอดขายที่ได้รับความคุ้มครอง

สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ การประเมินความน่าเชื่อถือของลูกค้าก่อนขยาย credit term เครื่องมือเบื้องต้นที่เข้าถึงได้คือรายงานเครดิตบิวโรระดับสากลจากบริษัทอย่าง Dun & Bradstreet หรือ Coface รวมถึงการตรวจสอบประวัติธุรกรรมผ่านสมาคมการค้าและเครือข่ายธุรกิจในประเทศปลายทาง

นอกจากนี้ยังมี ความเสี่ยงทางการเมือง (political risk) ที่ซ้อนทับอยู่ในบางตลาด เช่น การห้ามโอนเงินออกนอกประเทศ (transfer risk) หรือการยึดทรัพย์สิน ซึ่งต้องการเครื่องมือประกันความเสี่ยงทางการเมืองโดยเฉพาะ บริการนี้มีทั้งจาก EXIM Bank ในระดับภาครัฐ และบริษัทประกันภัยเอกชนระดับโลกอย่าง AIG หรือ Zurich

ความเสี่ยงที่ 4: โลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน — บทเรียนจาก COVID-19

วิกฤต COVID-19 ในปี 2563–2565 เปิดเผยให้เห็นความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานระดับโลกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในยุคสมัยใหม่ ค่าระวางเรือ (freight rate) ที่พุ่งสูงกว่าระดับปกติหลายเท่าตัว ความล่าช้าของท่าเรือ และการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ ทำให้ผู้ส่งออกจำนวนมากไม่สามารถส่งสินค้าได้ตามกำหนด และบางรายต้องแบกรับต้นทุนโลจิสติกส์ที่ไม่ได้วางแผนไว้จนกระทบต่อกำไร

ความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ในธุรกิจส่งออกมีหลายมิติ ตั้งแต่ความล่าช้าในการขนส่ง ความเสียหายระหว่างขนส่ง การปฏิบัติตามข้อกำหนดทางศุลกากร ไปจนถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงต้นทุนพลังงานที่กระทบค่าระวาง

กลยุทธ์ลดความเสี่ยงที่ได้รับการพิสูจน์ในช่วงวิกฤตคือ การกระจายผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ไม่พึ่งพิงสายการเดินเรือหรือผู้รับจัดการขนส่งรายเดียว การ สต็อกวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์ ในปริมาณที่พอรองรับความผันผวน และการ ทำสัญญาระยะยาว (long-term contracts) กับผู้ให้บริการโลจิสติกส์เพื่อล็อคราคาและความสามารถในการรับบรรทุก

อีกประเด็นที่สำคัญคือ การประกันภัยสินค้า ที่หลายธุรกิจมองเป็นต้นทุนที่ตัดได้แต่แท้จริงคือกลไกป้องกันที่ขาดไม่ได้ ประกันภัยสินค้าระหว่างการขนส่งส่งออก (marine cargo insurance) ควรครอบคลุมทั้งความเสียหายทางกายภาพและความสูญหาย โดยขอบเขตความคุ้มครองต้องตรวจสอบให้ตรงกับเงื่อนไขการซื้อขาย Incoterms ที่ใช้ในสัญญาซื้อขาย

ความเสี่ยงที่ 5: ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน — ความเสี่ยงที่กำลังกลายเป็นกฎหมาย

ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา สหภาพยุโรปและตลาดพัฒนาแล้วหลายแห่งผลักดันมาตรการที่ทำให้ความยั่งยืนกลายจาก "ตัวชี้วัดด้านภาพลักษณ์" เป็น ข้อกำหนดในการเข้าตลาด

ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรปที่เริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2569 โดยกำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้ากลุ่มแรก เช่น เหล็กและเหล็กกล้า ซีเมนต์ ปุ๋ย และอะลูมิเนียม ต้องรายงานและซื้อใบรับรองคาร์บอนตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกฝังในสินค้าที่นำเข้า สำหรับผู้ส่งออกไทยในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง CBAM ไม่ใช่ความเสี่ยงในอนาคต แต่เป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นแล้ว

ขณะเดียวกัน EU Deforestation Regulation (EUDR) ที่กำหนดให้ผู้นำเข้าพืชผลทางการเกษตรบางประเภท เช่น ยาง โกโก้ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ต้องพิสูจน์ว่าไม่ได้มาจากพื้นที่ที่เกิดการตัดไม้ทำลายป่าหลังปี 2563 กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกสินค้าเกษตรไทยในห่วงโซ่นี้

ความเสี่ยงด้านนี้บริหารได้ด้วยการ ลงทุนในระบบตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) การ วัดและรายงานคาร์บอนฟุตพรินต์ อย่างเป็นระบบ และการ ร่วมมือกับซัพพลายเออร์ต้นน้ำ เพื่อให้มั่นใจว่าทั้งห่วงโซ่อุปทานมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ผู้ส่งออกที่รอให้ถึงวันกำหนดแล้วค่อยปรับตัวจะพบว่าต้นทุนสูงกว่าผู้ที่เริ่มสร้างระบบตั้งแต่วันนี้มาก

กรอบบริหารความเสี่ยงที่ใช้ได้จริง: ไม่ใช่แค่เอกสาร แต่คือกระบวนการ

การบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพต้องไม่ใช่แผนที่เขียนขึ้นมาเพื่อเก็บในลิ้นชัก แต่ต้องเป็น กระบวนการที่ฝังอยู่ในการตัดสินใจประจำวัน มาตรฐาน ISO 31000:2018 ว่าด้วยการบริหารความเสี่ยงเสนอกรอบที่นำไปปรับใช้ได้โดยไม่ต้องมีองค์กรขนาดใหญ่ โดยมีหลักการสำคัญว่าการบริหารความเสี่ยงต้องเชื่อมโยงกับเป้าหมายธุรกิจ ไม่ใช่แยกออกมาเป็นกิจกรรมต่างหาก

สำหรับ SME ส่งออกไทย กรอบที่ใช้ได้จริงประกอบด้วยสี่ขั้นตอนที่ต้องทำซ้ำอย่างสม่ำเสมอ

ขั้นแรกคือการระบุความเสี่ยง ด้วยการจัดทำ risk register ที่ครอบคลุมความเสี่ยงในทุกมิติที่กล่าวถึงข้างต้น โดยระบุด้วยว่าความเสี่ยงแต่ละอย่างมีความน่าจะเป็นและผลกระทบระดับใด

ขั้นที่สองคือการประเมินและจัดลำดับ โดยใช้ risk matrix ที่นำ likelihood และ impact มาคูณกัน เพื่อให้รู้ว่าควรทุ่มทรัพยากรไปที่ความเสี่ยงใดก่อน

ขั้นที่สามคือการเลือกกลยุทธ์ ซึ่งมีสี่ทางเลือกหลักคือ หลีกเลี่ยง (avoid) ลดทอน (mitigate) โอนถ่าย (transfer) และยอมรับ (accept) แต่ละความเสี่ยงควรได้รับการพิจารณาว่าเหมาะกับกลยุทธ์ใด เช่น FX risk อาจใช้การโอนถ่ายผ่าน forward contract ขณะที่ความเสี่ยงบางอย่างอาจยอมรับได้เพราะต้นทุนการป้องกันสูงเกินกว่าความเสียหายที่คาดการณ์

ขั้นที่สี่คือการติดตามและทบทวน เพราะสภาพแวดล้อมของการค้าระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงเร็ว ความเสี่ยงที่เคยอยู่ในระดับต่ำอาจกลายเป็นประเด็นเร่งด่วนได้ภายในไม่กี่เดือน

มุมมองที่ต่าง: ต้นทุนการบริหารความเสี่ยงกับขนาดธุรกิจ

ข้อถกเถียงที่พบบ่อยในภาคธุรกิจไทยคือ การบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบเป็นสิ่งที่ "บริษัทใหญ่" ทำได้ ขณะที่ SME มีทรัพยากรและความสามารถจำกัด ข้อสังเกตนี้มีน้ำหนักในแง่ที่ว่าเครื่องมือบางอย่าง เช่น ระบบบริหาร ERP หรือการจ้างที่ปรึกษาความเสี่ยงเฉพาะทาง มีต้นทุนที่ SME อาจรับภาระไม่ไหว

อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากวิกฤตต่างๆ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า ต้นทุนของการไม่บริหารความเสี่ยงมักสูงกว่าต้นทุนของการบริหารความเสี่ยงอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อวิกฤตเกิดขึ้นแล้ว การแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามักมีราคาแพงกว่าการป้องกันล่วงหน้าหลายเท่า

ทางออกที่ใช้ได้จริงสำหรับ SME คือการเริ่มจากสิ่งที่ทำได้ก่อนโดยไม่ต้องรอมีทรัพยากรครบ เช่น การทำ risk register ด้วยตนเองโดยอาศัยเทมเพลตจาก DITP หรือสำนักงาน EIC ของ SCB การใช้บริการ hedging ผ่านธนาคารพาณิชย์ที่มีอยู่แล้ว และการร่วมกลุ่มกับผู้ส่งออกรายอื่นเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและต่อรองต้นทุนบริการบางประเภท

บทสรุป: ความเสี่ยงที่บริหารได้คือความสามารถในการแข่งขัน

ในยุคที่ความไม่แน่นอนกลายเป็น "ค่าเริ่มต้น" ของการค้าโลก การบริหารความเสี่ยงที่ดีไม่ใช่เรื่องของการป้องกันสิ่งเลวร้ายเท่านั้น แต่เป็นการสร้าง ขีดความสามารถในการคาดการณ์และปรับตัว ที่ทำให้องค์กรยืนหยัดได้เมื่อวิกฤตมาถึง และฉวยโอกาสได้เร็วกว่าคู่แข่งที่ไม่ได้เตรียมตัวเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนทิศทาง

สิ่งที่ผู้ส่งออกไทยต้องตระหนักคือความเสี่ยงหลักทั้งห้าประเภทที่กล่าวถึงในบทความนี้ ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เกิดทีละอย่าง แต่มักเกิดขึ้นพร้อมกันและส่งเสริมกัน เช่น สงครามการค้าที่ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนผันผวน ขณะที่ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นและลูกค้าต่างประเทศชะลอการชำระเงิน กรอบบริหารความเสี่ยงที่มองแบบองค์รวมจึงได้เปรียบกว่าการจัดการความเสี่ยงแยกประเภท

คำถามที่ทีมบริหารควรนำไปทบทวนคือ ถ้าวันนี้เกิดวิกฤตสองหรือสามอย่างพร้อมกัน องค์กรมีแผนรับมือที่ชัดเจนหรือไม่ และแผนนั้นถูกทดสอบครั้งสุดท้ายเมื่อใด คำตอบสำหรับคำถามนี้บอกมากกว่าเอกสาร risk management ที่หนาที่สุด

 

ข้อมูลอ้างอิง:

  • กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP). (2568). สถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย ปี 2567. กระทรวงพาณิชย์. https://www.ditp.go.th
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT). (2568). ข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค: การส่งออกและ GDP ปี 2567. https://www.bot.or.th
  • ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank). (2568). บริการประกันการส่งออก. https://www.exim.go.th
  • European Commission. (2023). Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM): Questions and answers. https://taxation-customs.ec.europa.eu/carbon-border-adjustment-mechanism_en
  • European Commission. (2023). EU Deforestation Regulation. https://environment.ec.europa.eu/topics/forests/deforestation/regulation-deforestation-free-supply-chains_en
  • International Organization for Standardization (ISO). (2018). ISO 31000:2018 — Risk management: Guidelines. https://www.iso.org/standard/65694.html
  • สมาคมธนาคารไทย. (2567). แนวโน้มการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง FX ในภาคธุรกิจ SME ไทย (ประมาณการภายใน). สมาคมธนาคารไทย.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยหารือกรมการขนส่งทางบก หนุน Green Logistics

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยหารือกรมการขนส่งทางบก หนุน Green Logistics

กรมการขนส่งทางบกร่วมกับสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ผลักดันโครงการ Green Logistics เน้นส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อการขนส่งเชิงพาณิชย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

7 นาที
CBAM & EUDR: กำแพงที่ล่องหนของยุโรป ที่ผู้ส่งออกไทยต้องข้ามให้ได้

CBAM & EUDR: กำแพงที่ล่องหนของยุโรป ที่ผู้ส่งออกไทยต้องข้ามให้ได้

ขณะที่ไทยกำลังเจรจา FTA กับ EU อยู่นั้น มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีกำลังก่อตัวขึ้นเงียบๆ CBAM และ EUDR อาจกลายเป็นอุปสรรคที่ใหญ่กว่าภาษีนำเข้าเสียอีก ผู้ส่งออกไทยจำเป็นต้องเข้าใจและเตรียมรับมือตั้งแต่วันนี้

6 นาที
สมรภูมิการค้าแบ่งขั้วอำนาจ กลยุทธ์กระจายห่วงโซ่อุปทานเพื่อทางรอดของธุรกิจไทย

สมรภูมิการค้าแบ่งขั้วอำนาจ กลยุทธ์กระจายห่วงโซ่อุปทานเพื่อทางรอดของธุรกิจไทย

วิเคราะห์เจาะลึกวิกฤตการณ์แบ่งขั้วอำนาจทางการค้าระดับโลก (Decoupling) ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน พร้อมนำเสนอ 3 กลยุทธ์เชิงรุกในการกระจายความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานสำหรับผู้บริหารและผู้นำองค์กรไทย เพื่อปกป้องธุรกิจจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และปรับตัวสู่ความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

6 นาที
BCG กับอนาคตอาหารไทย: โอกาสใหม่ในตลาดส่งออกยั่งยืน

BCG กับอนาคตอาหารไทย: โอกาสใหม่ในตลาดส่งออกยั่งยืน

สำรวจโอกาสอุตสาหกรรมอาหารไทยภายใต้โมเดล BCG ที่ภาครัฐตั้งเป้าดันมูลค่าสู่ 4.4 ล้านล้านบาท พร้อมถอดบทเรียนนวัตกรรมรักษ์โลกที่คว้ารางวัลระดับสากล และ 3 แนวทางสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านข้อมูล ESG และกติกาการค้าใหม่อย่าง CBAM และ EUDR เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

6 นาที
ไทยวางเดิมพันครั้งใหญ่ ลดภาษี 0% สินค้านับพันรายการหวังหลบภาษีส่งออกสหรัฐ 36%

ไทยวางเดิมพันครั้งใหญ่ ลดภาษี 0% สินค้านับพันรายการหวังหลบภาษีส่งออกสหรัฐ 36%

รายงานพิเศษ: รัฐบาลไทยส่งข้อเสนอลดภาษีนำเข้าสหรัฐหลายพันรายการเป็น 0% เมื่อ 6 ก.ค.68 เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีส่งออก 36% ที่จะมีผลบังคับใช้ 1 ส.ค.68 เหลือเวลาเจรจา 25 วัน สหรัฐเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 สินค้าหลักที่ได้รับผลกระทบ โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ ยางรถยนต์ ติดตามข้อเท็จจริง

8 นาที
"ยูนนาน” ประตูทองของไทยสู่ตลาดจีน เปิดโอกาสการค้าท่ามกลางความท้าทายเศรษฐกิจผันผวน

"ยูนนาน” ประตูทองของไทยสู่ตลาดจีน เปิดโอกาสการค้าท่ามกลางความท้าทายเศรษฐกิจผันผวน

เศรษฐกิจจีนในปัจจุบันแม้ต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลาย ทั้งจากสงครามการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ แต่ยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะมณฑลยูนนาน ซึ่งมีจุดแข็งทั้งด้านโลจิสติกส์ วัฒนธรรม และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เป็นมิตรต่อสินค้าไทย

4 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง