อินเดีย ตลาดแห่งทศวรรษ: กลยุทธ์การเจาะตลาดและช่องทางกระจายสินค้าที่ผู้ส่งออกไทยต้องรู้

อินเดีย ตลาดแห่งทศวรรษ: กลยุทธ์การเจาะตลาดและช่องทางกระจายสินค้าที่ผู้ส่งออกไทยต้องรู้

สรุปประเด็น

ในขณะที่ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากยังมองอินเดียผ่านภาพจำเดิม ๆ ทั้งเรื่องระบบราชการที่ยุ่งยาก การค้าขายที่พึ่งพาเงินสด หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ล้าหลัง ความจริงในปี 2026 กลับสวนทางกันโดยสิ้นเชิง อินเดียกำลังก้าวเข้าสู่ "ทศวรรษแห่งการเติบโต" ที่ IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวถึง 6.8% ในปี 2025/2026 สูงกว่าจีนที่ 4.6% และค่าเฉลี่ยโลกที่เพียง 3.2% พร้อมเป้าหมายก้าวสู่เศรษฐกิจมูลค่า 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในงานสัมมนา NEA BizTalk ที่จัดขึ้น ณ จังหวัดขอนแก่น ระหว่างวันที่ 22-24 กรกฎาคม 2569 คุณอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ประธานกรรมการ: บริษัท ซังโกะ ไดคาซติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คอลัมนิสต์และผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าต่างประเทศ: คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "ส่องอินเดีย" ในสื่อ The States Times / ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้า ตลาดอินเดีย และกลุ่มประเทศอาเซียน (CLMV และมาเลเซีย) ได้บรรยายในหัวข้อ "Strategic Economic Analysis 2026: India's Economic Decade" ฉายภาพโอกาสและกลยุทธ์การเจาะตลาดอินเดียสำหรับผู้ประกอบการไทยไว้อย่างละเอียด ในขณะที่ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากยังมองอินเดียผ่านภาพจำเดิม ๆ ทั้งเรื่องระบบราชการที่ยุ่งยาก การค้าขายที่พึ่งพาเงินสด หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ล้าหลัง

สำหรับผู้ส่งออกไทยที่กำลังมองหาตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงจากตลาดเดิม อินเดียคือโอกาสที่ไม่ควรมองข้าม แต่การเข้าใจโครงสร้างตลาดและช่องทางกระจายสินค้าอย่างถูกต้องคือกุญแจสำคัญของความสำเร็จ

ล้างภาพจำที่ผิด: อินเดียวันนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน

ความเข้าใจผิดแรกคือเรื่อง "ความทันสมัย" หลายคนยังนึกภาพอินเดียเป็นชนบทที่ล้าหลัง แต่ในความเป็นจริงเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจอย่างมุมไบและคุร์เคาน์มีโครงสร้างพื้นฐานทัดเทียมมหานครระดับโลก มีห้างสรรพสินค้าหรูหราอย่าง DLF Emporio และ Phoenix Palladium ที่รวบรวมแบรนด์ระดับโลกไว้ครบครัน

ความเข้าใจผิดที่สองคือเรื่องสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ หลายคนเชื่อว่าอินเดียยังติดกับดักระบบราชการและการค้าขายด้วยเงินสด แต่แท้จริงแล้วอินเดียคือผู้นำโลกด้านการชำระเงินดิจิทัลแบบเรียลไทม์ผ่านระบบ UPI (Unified Payments Interface) ซึ่งไม่มีค่าธรรมเนียมและใช้งานแพร่หลายตั้งแต่ร้านค้าข้างทางไปจนถึงห้างสรรพสินค้าหรู ปริมาณธุรกรรมผ่าน UPI เติบโตจาก 38,000 ล้านรายการในปี 2021 เป็นกว่า 150,000 ล้านรายการในปี 2025

 

ปัจจัยพื้นฐานที่หนุนกำลังซื้อ

จุดแข็งที่สุดของอินเดียคือโครงสร้างประชากร อินเดียมีอายุมัธยฐานเพียง 28 ปี เทียบกับจีนที่ 39 ปี สหรัฐฯ ที่ 38 ปี และญี่ปุ่นที่ 49 ปี นี่คือแรงงานหนุ่มสาวและฐานผู้บริโภครุ่นใหม่ขนาดมหึมาที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปอีกอย่างน้อยสองทศวรรษ

ที่สำคัญกว่านั้นคือการขยายตัวของชนชั้นกลาง สัดส่วนชนชั้นกลางในอินเดียเพิ่มขึ้นจาก 31% ในปี 2021 และคาดว่าจะโตถึง 47% ในปี 2031 และ 61% ในปี 2047 นี่คือกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อและพร้อมจ่ายสำหรับสินค้าคุณภาพ แม้จะยังคำนึงถึงความคุ้มค่าเป็นหลัก

7 เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ผู้ส่งออกควรจับตา

รัฐบาลอินเดียวางยุทธศาสตร์การเติบโตผ่าน 7 สาขาหลัก ซึ่งแต่ละสาขาล้วนเป็นโอกาสที่ผู้ส่งออกและนักลงทุนไทยควรพิจารณาอย่างจริงจัง

1. อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและธุรกิจเกษตร (Food Processing & Agribusiness) คาดมีมูลค่าตลาดสูงถึง 535,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 ได้แรงหนุนจากความต้องการอาหารพร้อมทาน (Ready-to-Eat) และอาหารเพื่อสุขภาพที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รัฐบาลมีโครงการ PM Kisan SAMPADA เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการแปรรูปอาหาร และที่สำคัญคือเปิดให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นได้ 100% ผ่านช่องทางอัตโนมัติ (Automatic Route) ซึ่งเป็นสาขาที่ผู้ส่งออกอาหารและเครื่องปรุงรสไทยมีศักยภาพสูงในการเข้าไปมีส่วนร่วม

2. โครงสร้างพื้นฐานและก่อสร้าง (Infrastructure & Construction) ถือเป็นกระดูกสันหลังของแผนเศรษฐกิจอินเดีย ขับเคลื่อนผ่านแผน National Infrastructure Pipeline (NIP) ที่มีวงเงินลงทุนรวมกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ และงบลงทุนต่อปีราว 133,000 ล้านดอลลาร์ ครอบคลุมทั้งถนน ทางรถไฟ ท่าเรือ และสนามบิน เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างและผู้รับเหมาช่วงจากไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน

3. การผลิตและวิศวกรรม (Manufacturing & Engineering) อินเดียวางตำแหน่งตัวเองเป็นทางเลือกซัพพลายเชนระดับโลกภายใต้ยุทธศาสตร์ China Plus One โดยตลาดนี้มีขนาดใหญ่ถึง 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2025 และเติบโตในอัตรา 7-8% ต่อปี กลุ่มอุตสาหกรรมหลักได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พร้อมแนวโน้มการนำเทคโนโลยี Industry 4.0 และหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในสายการผลิตมากขึ้น

4. พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) อินเดียตั้งเป้ากำลังการผลิตพลังงานที่ไม่ใช่ฟอสซิลให้ได้ 500 กิกะวัตต์ภายในปี 2030 โดยพลังงานแสงอาทิตย์ครองสัดส่วนหลักถึง 52% ของพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด รัฐบาลยังเปิดตัวโครงการ Green Hydrogen National Mission และอนุญาตให้ลงทุนต่างชาติ 100% ในสาขานี้ นับเป็นโอกาสสำหรับผู้ผลิตอุปกรณ์และเทคโนโลยีพลังงานสะอาดจากไทย

5. ยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles) เป็นอีกหนึ่งการปฏิวัติด้านการเดินทางที่อินเดียตั้งเป้าสัดส่วนการขายรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ให้ได้ 30% ภายในปี 2030 โดยในปี 2024 มียอดขายแล้วกว่า 2.08 ล้านคัน เติบโตกว่า 40% ต่อปี ตลาดหลักคือกลุ่มรถ 2 ล้อและ 3 ล้อ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากมาตรการ FAME II และสิทธิประโยชน์ PLI สำหรับการผลิตแบตเตอรี่ในประเทศ

6. การแพทย์และยา (Healthcare & Pharma) อินเดียได้ชื่อว่าเป็น "เภสัชกรรมของโลก" (Pharmacy of the World) ด้วยสัดส่วนการผลิตยาสามัญ (Generics) คิดเป็น 20% ของโลก และคาดว่าตลาดจะมีมูลค่าถึง 638,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2025 มีโครงการประกันสุขภาพภาครัฐที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Ayushman Bharat รองรับ รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่ได้เปรียบด้านคุณภาพสูงแต่ต้นทุนต่ำ

7. อสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมือง (Real Estate & Urban Development) เป็นภาคที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการขยายตัวของเมือง ซึ่งคาดว่าจะมีประชากรในเขตเมืองเพิ่มขึ้นถึง 600 ล้านคนภายในปี 2036 มูลค่าตลาดคาดว่าจะแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ได้แรงหนุนจากการลงทุนของสถาบัน เช่น REITs รวมถึงความต้องการอาคารสีเขียวและศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

ในภาพรวม รัฐบาลอินเดียยังมีนโยบาย Production Linked Incentive (PLI) วงเงินอุดหนุนกว่า 26,000 ล้านดอลลาร์ ครอบคลุม 14 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่ สร้างแชมป์ระดับโลก ลดการนำเข้า และสร้างงานใหม่ถึง 6 ล้านตำแหน่ง รวมถึงเปิดให้ต่างชาติลงทุนตรง 100% ผ่านช่องทางอัตโนมัติในหลายสาขา พร้อมระบบอนุมัติออนไลน์แบบจุดเดียว (Single Window Clearance) ที่ช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการเริ่มต้นธุรกิจ

เข้าใจผู้บริโภคอินเดีย: ความหลากหลายที่ต้องปรับกลยุทธ์ตามภูมิภาค

สิ่งหนึ่งที่ผู้ส่งออกไทยต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้คือ อินเดียไม่ใช่ตลาดเดียว แต่เป็นการรวมกันของตลาดย่อยที่มีพฤติกรรมผู้บริโภคแตกต่างกันอย่างชัดเจนตามภูมิภาค รัฐทางเหนือและตะวันตก เช่น รัฐราชสถาน ปัญจาบ หรยาณา และคุชราต ประชากรส่วนใหญ่กว่า 50-74% นิยมทานมังสวิรัติ ในขณะที่รัฐทางใต้และตะวันออก เช่น เกรละ ทมิฬนาฑู อานธรประเทศ เบงกอลตะวันตก และโอริสสา ประชากรกว่า 90% บริโภคเนื้อสัตว์เป็นปกติ

ความแตกต่างนี้สะท้อนอยู่ในกฎระเบียบด้วย สินค้าบรรจุภัณฑ์อาหารทุกชนิดที่จำหน่ายในอินเดียต้องติดสัญลักษณ์บังคับ คือจุดสีเขียวสำหรับอาหารมังสวิรัติ และจุดสีน้ำตาลหรือแดงสำหรับอาหารที่ไม่ใช่มังสวิรัติ ผู้ส่งออกไทยที่จะนำสินค้าอาหารเข้าตลาดอินเดียจึงจำเป็นต้องศึกษาข้อกำหนดของหน่วยงาน FSSAI (Food Safety and Standards Authority of India) อย่างละเอียด รวมถึงปรับสูตรและการวางตำแหน่งสินค้าให้เหมาะกับแต่ละภูมิภาคเป้าหมาย

วิวัฒนาการช่องทางกระจายสินค้า: จากร้านโชห่วยสู่ Quick Commerce

ตลาดค้าปลีกอินเดียกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่พึ่งพาร้านค้าดั้งเดิมหรือที่เรียกว่า Kirana Stores ซึ่งเป็นร้านโชห่วยขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วประเทศ สู่ค้าปลีกสมัยใหม่และช่องทางออนไลน์ ข้อมูลชี้ว่าสัดส่วนร้านค้าไม่มีการจัดการ (Unorganised Retail) ในอินเดียลดลงจาก 88% ในปีงบประมาณ 2019 เหลือ 75% ในปีงบประมาณ 2024 ขณะที่ค้าปลีกแบบมีการจัดการและออนไลน์เพิ่มสัดส่วนขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่าตลาดค้าปลีกรวมขยับจาก 792,000 ล้านดอลลาร์เป็น 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งใหญ่กว่า GDP ทั้งประเทศไทยที่ประมาณ 527,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2020 หลายเท่าตัว

ตลาดอีคอมเมิร์ซอินเดียเองก็เติบโตอย่างก้าวกระโดด คาดว่าจะทะลุ 350,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ที่ 23% โดยได้แรงหนุนจากรายได้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มจาก 220 ล้านคนในปี 2022 เป็นราว 500 ล้านคนในปี 2030 รวมถึงการเติบโตของครัวเรือนกลุ่มมิลเลนเนียลที่เติบโตมาพร้อมกับอินเดียยุคเปิดเสรี

Quick Commerce: ปรากฏการณ์ที่ผู้ส่งออกต้องทำความเข้าใจ

หนึ่งในเทรนด์ที่น่าจับตามองที่สุดคือการเติบโตของ Quick Commerce หรือธุรกิจจัดส่งด่วนภายใน 10-30 นาที ซึ่งตอบโจทย์วิถีชีวิตครัวเรือนอินเดียในเขตเมืองที่มักซื้อสินค้าจำเป็นทันทีที่ใช้หมด ไม่ว่าจะเป็นของชำ ยา หรือของใช้ในชีวิตประจำวัน มีเพียงส่วนน้อยที่นิยมซื้อสินค้าสต็อกไว้ล่วงหน้าในปริมาณมาก

ตลาด Quick Commerce ในอินเดียมีมูลค่าราว 3,349 ล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา และคาดการณ์ว่าจะเติบโตด้วยอัตราเฉลี่ยสะสมต่อปีสูงถึง 24.33% กลไกความสำเร็จของธุรกิจนี้อยู่ที่การใช้คลังสินค้าขนาดเล็กกระจายตามจุดต่าง ๆ หรือที่เรียกว่า Dark Stores ร่วมกับระบบโลจิสติกส์ที่ปรับให้เหมาะสม ทำให้จัดส่งสินค้าได้รวดเร็วกว่าอีคอมเมิร์ซทั่วไปที่ใช้เวลาเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน แพลตฟอร์มชั้นนำในตลาดนี้ ได้แก่ Blinkit, Zepto, Swiggy Instamart และ Dunzo ซึ่งเดิมเน้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นและของชำ แต่ปัจจุบันเริ่มขยายไปยังหมวดสินค้าสุขภาพและความงาม เครื่องใช้ไฟฟ้า และของตกแต่งบ้านมากขึ้น

สำหรับผู้ส่งออกไทย นี่คือช่องทางใหม่ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารสำเร็จรูปที่มีอายุการเก็บรักษาเหมาะสม เพราะ Quick Commerce กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่อย่างเบงกาลูรู เดลี และมุมไบ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงและคุ้นเคยกับสินค้านำเข้าอยู่แล้ว

หน่วยงานกำกับดูแลที่ผู้ส่งออกต้องรู้จัก

การเข้าสู่ตลาดอินเดียอย่างถูกต้องตามกฎหมายจำเป็นต้องผ่านหน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่งตามประเภทสินค้า สำหรับสินค้าอาหาร หน่วยงาน FSSAI จะเป็นผู้กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับสินค้านำเข้า ครอบคลุมทั้งฉลากโภชนาการ การแจ้งสารก่อภูมิแพ้ และเครื่องหมายมังสวิรัติหรือไม่ใช่มังสวิรัติ สำหรับสินค้ายาและอุปกรณ์การแพทย์ หน่วยงาน CDSCO จะทำหน้าที่ควบคุมกำกับดูแล ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะอยู่ภายใต้การกำกับของ RERA เพื่อสร้างความโปร่งใสในโครงการต่าง ๆ

กลยุทธ์เชิงปฏิบัติสำหรับผู้ส่งออกไทย

จากจุดแข็งของไทยด้าน "คุณภาพ บริการ และจิตบริการ" ผนวกกับจุดแข็งของอินเดียด้าน "ขนาดตลาดและต้นทุนที่แข่งขันได้" ทำให้ทั้งสองประเทศมีศักยภาพเสริมกันสูง คำแนะนำเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเจาะตลาดนี้มีสี่ประการหลัก

ประการแรกคือให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ก่อนสัญญา (Partnership First) เพราะวัฒนธรรมธุรกิจอินเดียเป็นแบบ high-context ที่ให้ความสำคัญกับความไว้วางใจส่วนบุคคลก่อนการเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการ ประการที่สองคือการปรับสินค้าให้เข้ากับรสนิยมและข้อจำกัดด้านราคาของตลาดท้องถิ่น (Adapt Local) เนื่องจากความหลากหลายทางภูมิภาคของอินเดียสูงมาก สินค้าที่ขายดีในภาคเหนืออาจไม่เหมาะกับภาคใต้ ประการที่สามคือความอดทนต่อการลงทุนระยะยาว (Patience) เพราะความสำเร็จในตลาดนี้ต้องใช้เวลาสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืน และประการสุดท้ายคือความเข้าใจมารยาททางธุรกิจ (Business Etiquette) โดยเฉพาะการเคารพโครงสร้างลำดับขั้นในองค์กร และการตีความคำว่า "ใช่" ในบริบทอินเดียซึ่งอาจหมายถึงเพียง "รับทราบ" มากกว่าการยืนยันตกลงจริง รวมถึงความยืดหยุ่นด้านเวลานัดหมายที่สูงกว่าธุรกิจไทย

บทสรุป

อินเดียในปี 2026 ไม่ใช่ตลาดชายขอบอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกและมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ล้ำหน้ากว่าที่หลายคนคิด สำหรับผู้ส่งออกไทย โอกาสอยู่ที่การเข้าใจความหลากหลายเชิงภูมิภาคของผู้บริโภค การเลือกช่องทางกระจายสินค้าที่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นร้านค้าดั้งเดิม อีคอมเมิร์ซ หรือ Quick Commerce และการสร้างพันธมิตรท้องถิ่นที่ไว้ใจได้ในระยะยาว ผู้ที่เตรียมพร้อมและเข้าใจกลไกเหล่านี้ตั้งแต่วันนี้ จะสามารถคว้าโอกาสจากตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกได้ก่อนคู่แข่ง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อบรบออนไลน์​ : ลักสูตร Jewelry Export Excellence ยกระดับผู้ประกอบการอัญมณีไทย

อบรบออนไลน์​ : ลักสูตร Jewelry Export Excellence ยกระดับผู้ประกอบการอัญมณีไทย

NEA เปิดตัวหลักสูตร Jewelry Export Excellence ยกระดับผู้ประกอบการอัญมณีไทย สร้างแบรนด์–เพิ่มมูลค่า–ขยายตลาดโลก เจาะกลุ่มลักชัวรี่ด้วยกลยุทธ์ครบวงจร

4 นาที
อุตสาหกรรมไทยไหนบ้างที่ "ขายได้จริง" ในลาตินอเมริกา: วิเคราะห์ 5 เซกเตอร์ที่มีความได้เปรียบ (ตอนที่ 2)

อุตสาหกรรมไทยไหนบ้างที่ "ขายได้จริง" ในลาตินอเมริกา: วิเคราะห์ 5 เซกเตอร์ที่มีความได้เปรียบ (ตอนที่ 2)

เจาะลึก 5 เซกเตอร์ไทยที่มีศักยภาพสูงในตลาดลาตินอเมริกา ทั้งอาหารสุขภาพ ชิ้นส่วนยานยนต์ยุค EV เครื่องมือแพทย์ ซอฟต์แวร์ และการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ พร้อมแนะกลยุทธ์เจาะ Niche Market การสร้างพันธมิตรท้องถิ่น และข้อพิจารณาสำคัญก่อนลงสนามจริงเพื่อคว้าโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืน

8 นาที
จากมือใหม่สู่โปรฯ ส่งออก ด้วยคอร์สฟรีกว่า 90 หลักสูตรบน NEA E‑Academy

จากมือใหม่สู่โปรฯ ส่งออก ด้วยคอร์สฟรีกว่า 90 หลักสูตรบน NEA E‑Academy

ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการพาสินค้าออกนอกประเทศ ต้องรู้จัก E-Academy แพลตฟอร์ม e-Learning ฟรีของ DITP ที่รวมกว่า 100 คอร์สด้านการส่งออก ตั้งแต่พื้นฐานจนถึง e-Commerce เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมรับประกาศนียบัตรเมื่อเรียนจบ

4 นาที
Middle East Gateway: เปิดประตูบานสำคัญสู่โอกาสใหม่ในตลาดมุสลิมโลก

Middle East Gateway: เปิดประตูบานสำคัญสู่โอกาสใหม่ในตลาดมุสลิมโลก

สถาบัน NEA เตรียมจัดงาน "NEA BIZ TALK : พลิกเกมส์การค้าโลก" ครั้งที่ 2 ธีม MIDDLE EAST GATEWAY วันที่ 10-12 มิ.ย. 2569 ณ โรงแรมคริสตัล หาดใหญ่ เปิดโอกาสผู้ประกอบการไทยเจาะตลาดตะวันออกกลางด้วย Cultural Intelligence ผ่าน Workshop และ Coaching เชิงลึก ลงทะเบียนฟรี!

6 นาที
ผู้ส่งออกรุ่นใหม่ : Young Exporter from Local to Global (YELG) ประจำปี 2569 ภาคใต้ กระบี่

ผู้ส่งออกรุ่นใหม่ : Young Exporter from Local to Global (YELG) ประจำปี 2569 ภาคใต้ กระบี่

เปิดรับสมัครโครงการพัฒนา ผู้ส่งออกรุ่นใหม่ Young Exporter from Local to Global (YELG) 2569 ภาคใต้ จังหวัดกระบี่ หลักสูตรพื้นฐานการค้าระหว่างประเทศสำหรับผู้ประกอบการ 50 ราย เรียนรู้การวางแผนธุรกิจส่งออก การสร้างแบรนด์ การเจรจาธุรกิจ และการ Pitching พร้อมวิทยากรจากภาคธุรกิจชั้นนำ อบรม 14–17 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรมอ่าวนางวิลล่า รีสอร์ท กระบี่

2 นาที
ยกระดับธุรกิจส่งออกไทย! NEA มอบ 2 สิทธิพิเศษ ฟรี! คัมภีร์เจาะตลาดโลกด้วย AI สำหรับผู้ประกอบการ

ยกระดับธุรกิจส่งออกไทย! NEA มอบ 2 สิทธิพิเศษ ฟรี! คัมภีร์เจาะตลาดโลกด้วย AI สำหรับผู้ประกอบการ

สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) มอบสิทธิพิเศษ 2 ต่อ ฟรี! ทั้ง Mini Course "5 กลยุทธ์ทำธุรกิจให้รอดในยุคดิจิทัล" และ E-Book "AI เพื่อเจาะตลาดต่างประเทศ" เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทยยกระดับธุรกิจและปรับตัวรับการค้าระหว่างประเทศยุคใหม่

3 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง