ถอดรหัสแลนด์บริดจ์โลก จากบทเรียนอเมริกาและจีน ถึงคำถามที่ไทยต้องตอบ

ถอดรหัสแลนด์บริดจ์โลก จากบทเรียนอเมริกาและจีน ถึงคำถามที่ไทยต้องตอบ

สรุปประเด็น

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อันเผ็ดร้อนเกี่ยวกับโครงการ “แลนด์บริดจ์” ที่จะเชื่อมโยงสองฝั่งทะเลของไทยจากทะเลอันดามัน (ระนอง) สู่อ่าวไทย (ชุมพร) ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างท่าเรือหรือวางรางรถไฟ แต่เป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าโลจิสติกส์ของประเทศ คำถามสำคัญที่ยังคงค้างคาใจใครหลายคนคือ โครงการนี้คุ้มค่าจริงหรือ? แลนบริดจ์ไทยจะแข่งขันกับเส้นทางเดินเรือเดิมได้จริงไหม? และบทเรียนจากโลกบอกอะไรกับเราบ้าง?

หลักการพื้นฐานของแลนด์บริดจ์ คือการใช้เส้นทางบกเป็น ทางลัดตัดตรง เพื่อเชื่อมต่อมหาสมุทรสองฝั่งเข้าด้วยกัน โดยเปลี่ยนจากการเดินเรืออ้อมแผ่นดินมาเป็นการขนส่งทางรางแทน ซึ่งในประวัติศาสตร์โลจิสติกส์โลก มี 2 กรณีศึกษาที่ถือเป็นต้นแบบความสำเร็จที่ต้องศึกษาและทำความเข้าใจอย่างละเอียด

1. แลนด์บริดจ์ทวีปอเมริกาเหนือ — เมื่อความไวคือความได้เปรียบสูงสุด

คลองปานามาเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการค้าโลกที่เชื่อมมหาสมุทรแปซิฟิกและแอตแลนติก แต่เมื่อปริมาณการค้าโลกเติบโตจนเกินขีดความสามารถ คลองที่เคยเป็นทางลัดกลับกลายเป็น “คอขวด" เรือสินค้าต้องรอคิวนานและเสียเวลาเดินทางอ้อมทวีป สหรัฐอเมริกาจึงชูแลนด์บริดจ์ทางรถไฟขึ้นมาเป็นทางเลือกและทางออก ผลที่ได้คือความได้เปรียบและการเพิ่มขีดความสามารถของการขนส่งข้ามทวีป

  • สงครามความเร็ว เพราะหากเรือสินค้าเดินทางจากลอสแอนเจลิสไปยังนิวยอร์กผ่านคลองปานามา จะต้องใช้เวลาประมาณ 16 – 22 วัน แต่หากเลือกยกตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นรถไฟข้ามทวีป ระยะเวลาจะเหลือเพียง 5 – 10 วัน เท่านั้น!
  • จิตวิทยาการยอมจ่าย เมื่อระยะเวลาที่หายไปกว่าครึ่งทำให้ผู้ประกอบการยอมแบกรับ “ค่าระวางขนส่งทางราง” ที่สูงกว่าทางเรือ เพราะในโลกธุรกิจ เวลาคือต้นทุน การที่สินค้าถึงมือผู้บริโภคเร็วขึ้น หมายถึงการหมุนเวียนเงินทุนที่รวดเร็วและความได้เปรียบทางการตลาด
  • ระบบนิเวศการขนส่งที่เข้มแข็ง ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดจากทางรถไฟเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากโครงข่ายที่ครอบคลุมทั้งทวีปจาก 3 ประเทศ คือ สหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก โดยมีผู้ให้บริการรถไฟระดับ Class 1 ถึง 8 ราย สร้างการแข่งขันและประสิทธิภาพในการบริการที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน

2. แลนด์บริดจ์ยุโรป-เอเชีย — ยุทธศาสตร์ฟื้นคืนชีพเส้นทางสายไหม

ถ้าแลนด์บริดจ์อเมริกาเหนือคือการเชื่อมมหาสมุทร แลนด์บริดจ์ยุโรป-เอเชียก็คือการเชื่อมต่อโลกตะวันออกสู่โลกตะวันตกผ่านเส้นทางบกที่ยาวที่สุดในโลก ภายใต้โครงการ One Belt One Road (OBOR) ของจีน

  • การเอาชนะข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ ซึ่งจีนไม่ได้มองแค่การขนส่งสินค้าจากท่าเรือสู่ท่าเรือ แต่มองการขนส่งจากใจกลางแผ่นดิน เช่น จากฉงชิ่ง ไปยังศูนย์กลางยุโรปอย่างเยอรมนี เส้นทางฉงชิ่ง-ดืสบวร์กที่ต้องเดินรถไฟผ่านคาซักสถาน รัสเซีย เบลารุสและโปแลนด์ ใช้เวลาเพียง 16 วัน ซึ่งเร็วกว่าการขนส่งทางทะเลที่ต้องผ่านช่องแคบมะละกาและคลองสุเอซเกินกว่าเท่าตัว
  • การใช้ท่าเรือบก หรือ Dry Port ณ คอร์โกส (Khorgos) บนพรมแดนจีน-คาซัคสถาน กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ แม้จะต้องเผชิญความท้าทายเรื่องขนาดรางรถไฟที่ต่างกัน (จีนใช้ราง 1.435 เมตร ส่วนอดีตสหภาพโซเวียตใช้ 1.520 เมตร) จนต้องมีการเปลี่ยนหัวรถจักร แต่ด้วยระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้จุดเชื่อมต่อนี้กลับกลายเป็นโอกาสในการกระจายสินค้าสู่เอเชียกลาง
  • ความหลากหลายของโครงข่าย เมื่อจีนไม่ได้ฝากความหวังไว้ที่เส้นทางเดียว แต่สร้างโครงข่ายใยแมงมุมเชื่อมโยงเมืองเศรษฐกิจอย่าง ซูโจว อี้อู เจิ้งโจว ฉางชุน หรือแม้แต่ท่าเรือหลักอย่างเซี่ยงไฮ้ เข้ากับหัวเมืองใหญ่ในยุโรปเพื่อรองรับสินค้าตั้งแต่อุตสาหกรรมหนักไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค

7 ปัจจัยชี้วัดความสำเร็จ — บทเรียนที่แลนด์บริดจ์ไทยต้องเผชิญ

จากการศึกษาทั้งสองกรณี พบว่าแลนด์บริดจ์ที่จะ “รอด” และ “รุ่ง” ต้องมีคุณลักษณะร่วมกันดังนี้

  1. ต้องมีข้อได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์อย่างมหาศาล เพราะแลนด์บริดจ์ต้องอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมแผ่นดินขนาดใหญ่ระดับทวีป ไม่ใช่แค่ทางลัดสั้นๆ ที่ไม่ช่วยลดระยะทางจริง
  2. ระยะเวลาขนส่งที่ต้องลดได้ระดับ “ครึ่งต่อครึ่ง” หรือเหลือเพียง 1 ใน 3 ถึงจะจูงใจให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมจากการขนส่งทางเรือ
  3. สามารถ “เลี่ยง” จุดคอขวดทางทะเลได้โดยสิ้นเชิง เพราะแลนด์บริดจ์ต้องทำหน้าที่เป็นทางเลี่ยงจุดวิกฤตทางทะเลที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความหนาแน่นเกินไป
  4. แลนด์บริจด์ต้องเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ชาติที่มีงบประมาณและการสนับสนุนต่อเนื่อง ไม่ใช่โครงการที่เปลี่ยนไปตามกระแสการเมือง โดยพัฒนาจากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว หรือเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ  เช่น แลนด์บริดจ์ทวีปอเมริกาเหนือเป็นการใช้เส้นทางรถไฟที่มีครอบคลุมทั้ง 3 ประเทศอยู่แล้ว ในขณะที่แลนด์บริดจ์ยุโรป-เอเชีย ส่วนมากเป็นโครงสร้างพื้นฐานเดิม โดยเฉพาะในเอเชียกลางและรัสเซีย ส่วนเส้นทางรถไฟในจีนมีการก่อสร้างและขยายโครงข่ายอย่างต่อเนื่องตามแผนแม่บท ซึ่งในปัจจุบันจีนมีแผนขยายโครงข่ายเส้นทางรถไฟในประเทศไปจนถึงปี 2578
  5. สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ต้องเกิดการสร้างเมืองใหม่ คลังสินค้า และอุตสาหกรรมแปรรูปตามแนวเส้นทาง ไม่ใช่เพียงแค่ให้สินค้าผ่านไปเฉยๆ
  6. ต้องสอดคล้องกับทิศทางการค้าโลก และรองรับเรือขนส่งรุ่นใหม่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
  7. ต้องมีแรงผลักดันจากเจ้าของสินค้า เช่น จีนที่ต้องการระบายสินค้าแบรนด์ตัวเองออกสู่ตลาดโลกด้วยต้นทุนเวลาที่ต่ำที่สุด

ประเด็นชวนคิด — อนาคตแลนด์บริดจ์ไทยในมือใคร?

เมื่อกางตัวชี้วัดเหล่านี้ออกมาเทียบกับแลนด์บริดจ์ไทย เราจะพบคำถามที่น่าสนใจว่า "ว่าที่แลนด์บริดจ์ของเราสอบผ่านกี่ข้อ?"

หากการใช้แลนด์บริดจ์ไทยช่วยประหยัดเวลาได้เพียง 1 – 2 วัน ในขณะที่ขั้นตอนการยกขนตู้คอนเทนเนอร์ขึ้น-ลง (Double Handling) ที่ท่าเรือระนองและชุมพรอาจต้องใช้เวลาและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับการเดินเรือรวดเดียวผ่านช่องแคบมะละกาที่ใช้เวลา 30 – 40 วัน สายเรือยักษ์ใหญ่จะยอมเปลี่ยนเส้นทางหรือไม่?

โครงการแลนด์บริดจ์จึงไม่ใช่เพียงแค่ความฝันด้านวิศวกรรม แต่เป็น "โจทย์เชิงรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์" ที่ซับซ้อน ซึ่งต้องวิเคราะห์อย่างรอบด้านว่า โครงการนี้จะสร้างโอกาสให้คนไทย หรือเพียงแค่ปูทางให้ทุนข้ามชาติเข้ามาตักตวงผลประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว

การตัดสินใจครั้งนี้ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่โปร่งใส ความคุ้มค่าทางนิเวศวิทยา และผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน เพื่อให้ "แลนด์บริดจ์" เป็นสะพานที่พาประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืนบนเวทีโลกอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงอนุสาวรีย์แห่งการลงทุนที่ทิ้งภาระไว้ให้คนรุ่นหลัง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผ่าทิศทางเพิ่ม “ขีดความสามารถแข่งขันไทย” รับวิกฤต

ผ่าทิศทางเพิ่ม “ขีดความสามารถแข่งขันไทย” รับวิกฤต

ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งหาทางพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ รองรับวิกฤต และแข่งขันอย่างเข้มข้น สำรวจแนวคิด ทิศทาง และทางออกของการเตรียมตัวรับปัญหาก่อสาย ผ่านข้อมูลสภาพัฒน์

16 นาที
สงครามการค้าสหรัฐฯ – จีน ปะทุรอบใหม่: โอกาสและความท้าทายของเศรษฐกิจไทย

สงครามการค้าสหรัฐฯ – จีน ปะทุรอบใหม่: โอกาสและความท้าทายของเศรษฐกิจไทย

การขู่ขึ้นภาษีสินค้าจีน 100% โดยสหรัฐฯ จุดชนวนสงครามการค้าระลอกใหม่ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทยอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเปิดโอกาสให้ไทยปรับตัวและวางยุทธศาสตร์ใหม่ในห่วงโซ่การค้าโลก

5 นาที
คำเตือนภาวะเศรษฐกิจไทยและ 5 วาระปฏิรูปเร่งด่วน โดยอลงกรณ์ พลบุตร

คำเตือนภาวะเศรษฐกิจไทยและ 5 วาระปฏิรูปเร่งด่วน โดยอลงกรณ์ พลบุตร

นายอลงกรณ์ พลบุตร ชี้เศรษฐกิจไทยเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้างและเสี่ยงถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้า พร้อมเสนอ 5 วาระปฏิรูปเร่งด่วนเพื่อกอบกู้ศักยภาพของชาติ

6 นาที
นายกฯ เดินหน้า "ครม.เศรษฐกิจพลัส" จับมือ กรอ. เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจและผลกระทบต่อ SME

นายกฯ เดินหน้า "ครม.เศรษฐกิจพลัส" จับมือ กรอ. เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจและผลกระทบต่อ SME

รัฐบาลได้ริเริ่มกลไก "ครม.เศรษฐกิจพลัส" เพื่อผนึกกำลังภาครัฐและเอกชนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเร่งด่วนและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

5 นาที
กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งเครื่องปิดดีล FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU)

กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งเครื่องปิดดีล FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU)

กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งเครื่องปิดดีล FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU) โดยการเจรจารอบที่ 9 ได้ข้อสรุปเพิ่ม 8 ประเด็น รวมเป็น 15 จาก 24 บท ถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานและขีดความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ท่ามกลางการสนับสนุนจากภาคเอกชน การเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ 4 ปี ที่จะผลักดันไทยสู่การเป็น "ศูนย์กลางการค้าเสรี" ภายในปี 2569 เพื่อสร้างหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์และรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

11 นาที
EXIM BANK ฉลองครบรอบ 32 ปี พร้อมก้าวสู่บทบาท Export Co-pilot เพื่อเชื่อมธุรกิจไทยสู่สากล

EXIM BANK ฉลองครบรอบ 32 ปี พร้อมก้าวสู่บทบาท Export Co-pilot เพื่อเชื่อมธุรกิจไทยสู่สากล

EXIM BANK ฉลองครบรอบ 32 ปี พร้อมประกาศบทบาท "Export Co-pilot" ที่มุ่งมั่นสนับสนุนผู้ส่งออกไทยอย่างครบวงจรเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสังคม

4 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง