
รถไฟจีน-ลาว ยกระดับโลจิสติกส์ เปิดตู้สัมภาระประจำครั้งแรก เพิ่มศักยภาพขนส่งพัสดุในลาวกว่า 2 เท่า
สรุปประเด็น
เวียงจันทน์, 23 มิ.ย. (ซินหัว) -- ทางรถไฟจีน-ลาว ส่วนในลาว ได้เริ่มต้นให้บริการตู้สัมภาระสำหรับขนส่งสัมภาระและพัสดุเป็นประจำครั้งแรก หลังจากรถไฟโดยสารความเร็วปกติขบวนเค12 (K12) ที่ต่อพ่วงตู้สัมภาระเสริมได้ออกเดินทางจากสถานีเวียงจันทน์ของลาวตอน 08.25 น. ของวันจันทร์ (22 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยการเปิดให้บริการดังกล่าวสะท้อนว่าทางรถไฟจีน-ลาว ส่วนในลาว ได้ยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งและคุณภาพการบริการอย่างรอบด้านจนก้าวข้ามรูปแบบ "การขนส่งผู้โดยสารและสินค้า" อย่างเป็นทางการ
บริษัท ทางรถไฟลาว-จีน จำกัด (LCRC) ซึ่งดูแลทางรถไฟจีน-ลาว ส่วนในลาว ระบุว่าก่อนหน้านี้การขนส่งสัมภาระและพัสดุบนทางรถไฟจีน-ลาว ส่วนในลาว อาศัยที่นั่งว่างบนรถไฟโดยสารความเร็วปกติขบวนเค11 และเค12 เป็นหลัก ซึ่งไม่สามารถตอบสนองความต้องการขนส่งสัมภาระและพัสดุที่เพิ่มขึ้น รวมถึงส่งผลกระทบต่อประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสาร จึงมีการประสานงานเพื่อเปิดให้บริการตู้สัมภาระเฉพาะเป็นประจำ ซึ่งเพิ่มขีดความสามารถขนส่งสัมภาระและพัสดุภายในลาวมากกว่าสองเท่า
อนึ่ง การบริการขนส่งสัมภาระและพัสดุนี้จะครอบคลุมสถานีสำคัญตลอดทางรถไฟจีน-ลาว ส่วนในลาว และบริษัทฯ จะเฝ้าติดตามกระบวนการทั้งหมดให้เป็นไปตามระเบียบการขนส่งสัมภาระและพัสดุทางรถไฟอย่างเคร่งครัด
เกี่ยวกับบริษัท ทางรถไฟลาว-จีน จำกัด
บริษัท ทางรถไฟลาว-จีน จำกัด (Laos-China Railway Co., Ltd. – LCRC) เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างจีนและลาว จดทะเบียนในเวียงจันทน์ ทำหน้าที่เป็นผู้สร้างและผู้ดำเนินการทางรถไฟจีน-ลาวฝั่งลาวอย่างเป็นทางการ ครอบคลุมทั้งการออกแบบ ก่อสร้าง การเดินรถ การบริหารสถานี และการให้บริการขนส่งผู้โดยสาร–สินค้า รวมถึงการเปิดบริการใหม่อย่างตู้สัมภาระประจำบนขบวนโดยสารความเร็วปกติ. โดยโครงสร้างทุนเป็นการร่วมทุนที่จีนถือหุ้นข้างมากราว 70% ผ่านกลุ่มรัฐวิสาหกิจด้านรถไฟของจีน ส่วนรัฐบาลลาวถือประมาณ 30% ใช้งบประมาณของรัฐผสมกับเงินกู้เพื่อเข้าร่วมโครงการ ซึ่งทำให้ LCRC กลายเป็น “vehicle” หลักในการนำโครงการรถไฟจีน-ลาวเข้ามาสู่ระบบโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติของลาว
ปัจจุบัน LCRC กำลังขยายบทบาทจากการเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนส่งผู้โดยสารและสินค้า ไปสู่การเป็นผู้เล่นหลักด้านโลจิสติกส์ภายในลาวและการเชื่อมต่อภูมิภาค เช่น การเปิดให้บริการตู้สัมภาระเฉพาะประจำบนขบวน K12 ซึ่งทำให้ขีดความสามารถในการขนส่งสัมภาระและพัสดุภายในลาวเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า และช่วยลดผลกระทบต่อประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสารที่เคยต้องแบ่งพื้นที่กับสัมภาระจำนวนมาก. การดำเนินงานของบริษัทครอบคลุมสถานีสำคัญตามแนวเส้นทางบ่อเตน–หลวงพระบาง–วังเวียง–เวียงจันทน์ และเชื่อมต่อกับจีนตอนใต้ จึงมีนัยสำคัญต่อการเชื่อมโยงเศรษฐกิจลุ่มโขง การลดต้นทุนการขนส่ง และการเปิดโอกาสทางการค้า–การท่องเที่ยวใหม่ๆ ให้กับลาวและประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงไทย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ช่องแคบมะละกา นิเวศภูมิเศรษฐศาสตร์โลก โอกาสและความเสี่ยงของการค้าไทย
วิเคราะห์ช่องแคบมะละกาในฐานะ Economic, Energy และ Digital Chokepoint ที่รองรับการค้าโลกกว่า 30% และน้ำมัน 23 ล้านบาร์เรลต่อวัน พร้อมโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องคว้า

อิหร่านประกาศเก็บค่าธรรมเนียมช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมยึดเรือฝ่าฝืน ห่วงโซ่พลังงานโลกเผชิญความเสี่ยงใหม่
อิหร่านประกาศเก็บค่าธรรมเนียมบริการในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมขู่ปรับ กักตัว ยึดเรือฝ่าฝืน 23 สิงหาคม 2569 วิเคราะห์ผลกระทบต่อราคาน้ำมัน ต้นทุนโลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทานของไทย

ถอดรหัสแลนด์บริดจ์โลก จากบทเรียนอเมริกาและจีน ถึงคำถามที่ไทยต้องตอบ
วิเคราะห์บทเรียนแลนด์บริดจ์จากสหรัฐฯ และจีน พร้อมถอด 7 ปัจจัยชี้วัดความสำเร็จ เพื่อมองอนาคตโครงการแลนด์บริดจ์ไทยในมิติเศรษฐกิจ โลจิสติกส์ และภูมิรัฐศาสตร์

‘หนานชาง’ จากอำเภอไร้ทางออกทะเล สู่ประตูการค้าแห่งใหม่ของจีน
อำเภอหนานชางในมณฑลเจียงซี พลิกโฉมจากพื้นที่ไร้ทางออกสู่ทะเล สู่การเป็นประตูการค้าและศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับภูมิภาคด้วยด่านบกนานาชาติหนานชาง ซึ่งเชื่อมโยงเส้นทางการค้ากว่า 25 เส้นทาง ครอบคลุม 134 ประเทศ ช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

เตรียมพบกับ TILOG-LOGISTIX 2026 รวมเทคโนโลยีคลังสินค้าและซัพพลายเชนอัจฉริยะ
TILOG-LOGISTIX 2026 งานแสดงสินค้าโลจิสติกส์และซัพพลายเชนที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน จัด 19-21 สิงหาคม 2569 ณ BITEC กรุงเทพฯ พบเทคโนโลยี AI, Warehouse Automation, Smart Logistics และผู้แสดงสินค้ากว่า 415 แบรนด์จาก 25 ประเทศ

Autonomous Vehicles: ยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติกำลังเปลี่ยนโลก ไทยอยู่ตรงไหนในสมการนี้
วิเคราะห์ตลาด Autonomous Vehicles โลกที่เติบโต 19.90% ต่อปี พร้อมโอกาสของผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ตั้งแต่ชิ้นส่วนถึงโลจิสติกส์
