
ใครคือนักท่องเที่ยวมูลค่าสูงที่ไทยต้องการ? วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายและบทเรียนจากประเทศที่ประสบความสำเร็จ
ฟังบทความนี้โดย AI
Business Leader Podcast
สรุปประเด็น
ทางแยกเชิงยุทธศาสตร์ของการท่องเที่ยวไทยอยู่ที่การเลือกระหว่างสงครามราคากับการยกระดับคุณค่า แต่คำถามที่ยังค้างอยู่คือ: นักท่องเที่ยวมูลค่าสูงคือใคร และแต่ละกลุ่มต้องการอะไรจากไทยกันแน่? เพราะการประกาศว่าจะดึงดูด "นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง" โดยไม่เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย ไม่ต่างอะไรกับการยิงธนูโดยไม่มีเป้า
ยิ่งกว่านั้น ประเทศในอาเซียนและนอกภูมิภาคที่ประสบความสำเร็จในการดึงดูดนักท่องเที่ยวระดับบนล้วนมีเส้นทางที่แตกต่างกัน บางประเทศเลือก Medical Tourism บางประเทศสร้างตัวเองจาก MICE และบางประเทศใช้การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับบนเป็นตัวนำ การเข้าใจแนวทางที่หลากหลายเหล่านี้จะช่วยให้ไทยออกแบบกลยุทธ์ที่ตรงจุดมากกว่าการเลียนแบบโดยไม่วิเคราะห์บริบท
นิยามใหม่ของนักท่องเที่ยวมูลค่าสูง: ไม่ใช่แค่เรื่องกระเป๋าตังค์หนัก
ก่อนเจาะรายกลุ่ม ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า "มูลค่าสูง" ในบริบทการท่องเที่ยวเชิงยุทธศาสตร์ไม่ได้วัดแค่ยอดใช้จ่ายต่อทริป ตาม World Tourism Organization (UNWTO) และกรอบที่ประเทศชั้นนำใช้ นักท่องเที่ยวมูลค่าสูงถูกนิยามจาก 3 มิติประกอบกัน ได้แก่
มิติที่ 1 — การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยรวม: ยอดใช้จ่ายต่อหัวต่อวัน รวมถึงการใช้จ่ายนอกโรงแรม ทั้งร้านอาหาร ร้านค้าท้องถิ่น และบริการต่างๆ ที่กระจายสู่ชุมชนได้มากกว่ารูปแบบ All-Inclusive
มิติที่ 2 — ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร: อัตราส่วนระหว่างรายได้ที่สร้างกับทรัพยากรที่ใช้ไป นักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายน้อยแต่กดดันทรัพยากรธรรมชาติและโครงสร้างพื้นฐานมากมีมูลค่าสุทธิต่ำกว่าที่ตัวเลขรายได้บอก
มิติที่ 3 — คุณภาพพฤติกรรม: ระยะเวลาพักนาน ความถี่ในการกลับมา และการกระจายตัวออกจากแหล่งท่องเที่ยวหลักสู่พื้นที่ใหม่
ด้วยกรอบนี้ กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูงสุดสำหรับไทยจึงไม่จำเป็นต้องเป็นกลุ่มที่ร่ำรวยที่สุด แต่คือกลุ่มที่มี ผลตอบแทนจากการดึงดูดสูงที่สุดเมื่อนับผลประโยชน์รวมต่อทรัพยากรที่ใช้
นักท่องเที่ยวมูลค่าสูงไม่ใช่แค่คนรวย แต่คือคนที่สร้างรายได้มากที่สุดต่อทรัพยากรที่ใช้ไป กรอบคิดนี้เปลี่ยนโจทย์จาก "ดึงดูดคนรวย" ไปสู่ "เลือกกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดต่อระบบ"
5 กลุ่มเป้าหมายมูลค่าสูงที่ไทยควรให้ความสำคัญ
1. นักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ จุดแข็งที่แข็งแกร่งที่สุด
ตลาด Medical Tourism ระดับโลกมีมูลค่าประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2566 และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยราว 12–15% ต่อปีในช่วงทศวรรษนี้ (อ้างอิง: Patients Beyond Borders) กลุ่มนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนย่อยที่มีโปรไฟล์ต่างกัน
กลุ่มแรกคือ นักท่องเที่ยวเพื่อการรักษาพยาบาล ที่เดินทางมารับการรักษาเป็นวัตถุประสงค์หลัก เช่น ผ่าตัดหัวใจ การรักษามะเร็ง การปลูกถ่ายอวัยวะ หรือหัตถการทางออร์โธปิดิกส์ กลุ่มนี้มียอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปสูงมาก — ข้อมูลจาก Patients Beyond Borders ปี 2566 ระบุว่านักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ที่มาไทยมียอดใช้จ่ายรวมเฉลี่ย 3,500–7,000 ดอลลาร์ต่อทริป (รวมค่าโรงพยาบาลและค่าใช้จ่ายอื่น) และมักพาผู้ติดตามมาด้วย 1–2 คน ทำให้ยอดรวมต่อกลุ่มสูงขึ้นอีก
กลุ่มที่สองคือ นักท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพเชิงป้องกัน ที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ เช่น โปรแกรม Wellness Retreat การล้างพิษ สปาการแพทย์แผนไทย และอายุรเวทระดับบน กลุ่มนี้มีแนวโน้มพักนานกว่า 7–14 วัน และมีอัตราการกลับมาซ้ำสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ
ไทยมีข้อได้เปรียบที่ชัดเจนในกลุ่มนี้: โรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI (Joint Commission International) มากกว่า 60 แห่ง ซึ่งเป็นอันดับต้นๆ ของโลก (อ้างอิง: Krungsri Research, 2567) ควบคู่กับความได้เปรียบด้านต้นทุนที่ยังต่ำกว่าสหรัฐอเมริกาและยุโรปตะวันตก 30–70% สำหรับหัตถการในระดับเทียบเคียงกัน
ตลาดหลักที่ควรมุ่งเน้น: ตะวันออกกลาง (คูเวต ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ที่มีกำลังซื้อสูงและขาดโรงพยาบาลเฉพาะทางบางสาขา, กลุ่มประเทศ CLMV ที่ยังขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ระดับบน, และชาวไทยในต่างประเทศที่เดินทางกลับมารักษา
2. นักเดินทาง MICE รายได้สูงและผลประโยชน์เชิงภาพลักษณ์
MICE (Meetings, Incentives, Conferences, Exhibitions) คือกลุ่มที่มีรายได้ต่อหัวสูงที่สุดในบรรดาทุกประเภท ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน. หรือ TCEB) ระบุว่านักเดินทาง MICE มียอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อทริปสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 2–3 เท่า เพราะค่าใช้จ่ายด้านโรงแรม อาหาร และกิจกรรมมักถูกแบกรับโดยองค์กรผู้จัดหรือบริษัทผู้ส่ง
นอกจากรายได้โดยตรง กลุ่ม MICE ยังสร้างผลกระทบต่อเนื่องที่มีคุณค่า — ผู้เข้าร่วมการประชุมระดับนานาชาติมักกลับมาเที่ยวซ้ำในฐานะนักท่องเที่ยวส่วนตัว หรือแนะนำเพื่อนร่วมงานมาเยือน และการเป็นเจ้าภาพงานประชุมระดับโลกยังยกระดับภาพลักษณ์ประเทศในสายตาของนักธุรกิจและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก
ไทยมีส่วนแบ่งตลาด MICE ในอาเซียนที่แข็งแกร่ง โดย Bangkok Convention Centre และศูนย์ประชุมนานาชาติในกรุงเทพฯ สามารถรองรับงานขนาดใหญ่ได้ แต่จุดอ่อนคือการขาดจุดขายที่โดดเด่นและชัดเจนเมื่อเปรียบกับสิงคโปร์ ที่ใช้ความเป็นศูนย์กลางธุรกิจและความน่าเชื่อถือในระดับสูงกว่าเป็นตัวดึงดูด
3. นักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและมรดกระดับบน กลุ่มที่โตเร็วและยังถูกมองข้าม
นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เดินทางเพื่อสัมผัสวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และงานหัตถศิลป์อย่างลึกซึ้ง พวกเขาไม่ใช่นักท่องเที่ยวที่ถ่ายรูปแล้วจากไป แต่ใช้เวลานานในแต่ละจุดและยินดีจ่ายสูงสำหรับประสบการณ์ที่แท้จริงและเป็นพิเศษเฉพาะตัว เช่น ทัวร์ส่วนตัวกับผู้เชี่ยวชาญ การเรียนทำอาหารไทยกับเชฟระดับสูง การเยี่ยมชมโรงงานผ้าไหมที่ไม่เปิดให้คนทั่วไป หรือการพักในอาคารมรดกที่ได้รับการบูรณะ
Global Wellness Institute ประมาณการว่าตลาดท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับบนเติบโตเร็วกว่าการท่องเที่ยวมวลชนราว 2 เท่าในช่วงปี 2566–2568 และผู้บริโภคในกลุ่มนี้มีสัดส่วนกลุ่ม Millennial และ Gen X จากตลาดยุโรปตะวันตก สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลียสูง — กลุ่มที่มีทั้งกำลังซื้อและความต้องการ "ประสบการณ์ที่มีความหมาย" มากกว่าการถ่ายรูปสถานที่
ไทยมีวัตถุดิบที่ยังไม่ถูกใช้อย่างเต็มที่ในกลุ่มนี้ ทั้งแหล่งมรดกโลก UNESCO อย่างสุโขทัยและอยุธยา งานหัตถกรรมที่มีรากเหง้าลึก เช่น ผ้าไหมมัดหมี่อีสาน เครื่องเขิน และเครื่องเงินเชียงใหม่ รวมถึงวิถีชีวิตชุมชนในพื้นที่ที่ยังไม่ถูกการท่องเที่ยวมวลชนทำลาย
4. นักท่องเที่ยวผจญภัยและธรรมชาติระดับบน เติบโตเร็วหลัง COVID
นักท่องเที่ยวผจญภัยระดับบนต่างจากนักท่องเที่ยวผจญภัยทั่วไปตรงที่พวกเขายินดีจ่ายสูงสำหรับ "การผจญภัยที่ปลอดภัยและได้รับการดูแลเป็นอย่างดี" — ไม่ว่าจะเป็นการดำน้ำแบบ liveaboard ในทะเลอันดามัน การเดินป่าพร้อมไกด์ผู้เชี่ยวชาญในป่าเขตร้อนภาคเหนือ หรือการพายเรือคายักใน "Unseen Thailand" ที่เข้าถึงได้ยาก
ตลาดนี้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญหลัง COVID เนื่องจากนักท่องเที่ยวระดับบนจำนวนมากเปลี่ยนความสำคัญจากความหรูหราในห้องพักไปสู่ "ประสบการณ์ที่มีความหมายในธรรมชาติ" ข้อมูลจาก Adventure Travel Trade Association (ATTA) ระบุว่านักท่องเที่ยวผจญภัยระดับบนมียอดใช้จ่ายเฉลี่ยสูงกว่าการท่องเที่ยวผจญภัยทั่วไปราว 3 เท่า และมีแนวโน้มเดินทางซ้ำในปีถัดไปสูงมาก
5. นักท่องเที่ยวพำนักระยะยาวและ Digital Nomad ระดับบน กลุ่มที่ใช้จ่ายต่อเนื่องและเป็นทูตแบรนด์
กลุ่ม Digital Nomad ระดับบน (ซึ่งต่างจากนักเดินทางแบบประหยัดทั่วไป) คือผู้ที่ทำงานจากระยะไกลและเลือกพำนักนาน 1–6 เดือน กลุ่มนี้มีรายได้สูง — มักเป็นผู้บริหารระดับกลางถึงสูงที่ทำงานทางไกล หรือเจ้าของกิจการ — และใช้จ่ายสม่ำเสมอในเศรษฐกิจท้องถิ่น ทั้งค่าเช่าที่พัก อาหาร บริการ และกิจกรรม
ประเทศไทยผลักดัน Long-Term Resident Visa (LTR Visa) เพื่อดึงกลุ่มนี้ตั้งแต่ปี 2565 แต่ผลลัพธ์ยังไม่ชัดเจน ส่วนหนึ่งเพราะการแข่งขันจากโปรตุเกส (D7 Visa), อินโดนีเซีย (Bali Digital Nomad Visa) และ UAE (Freelance Visa) ที่มีเงื่อนไขและระบบนิเวศสนับสนุนที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

กรณีศึกษา: 4 โมเดลที่ประสบความสำเร็จ
สิงคโปร์: MICE + การแพทย์ระดับบน ผ่านระบบนิเวศที่แน่นหนา
สิงคโปร์ไม่ได้มีทรัพยากรธรรมชาติที่โดดเด่น แต่กลายเป็นผู้นำด้าน MICE และ Medical Tourism ระดับโลกได้เพราะยึดแนวทาง Ecosystem-first approach — ไม่ใช่แค่สร้างสิ่งอำนวยความสะดวก แต่สร้างระบบที่นักท่องเที่ยวระดับบนรู้สึกว่าทุกอย่างทำงานได้อย่างไร้รอยต่อ
Marina Bay Sands ไม่ใช่แค่โรงแรม แต่คือรีสอร์ตแบบบูรณาการที่รวม convention centre ระดับโลก คาสิโน ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร Michelin และพื้นที่สาธารณะไว้ในที่เดียว ขณะเดียวกัน การยกระดับ Medical Tourism ผ่านกฎระเบียบที่เข้มงวดและโปร่งใส ทำให้ผู้ป่วยต่างชาติมั่นใจในมาตรฐานได้โดยไม่ต้องพึ่งชื่อเสียงโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว
บทเรียนสำคัญ: ความน่าเชื่อถือด้านกฎระเบียบ คือข้อได้เปรียบที่ยั่งยืนที่สิงคโปร์สร้างและไทยยังไม่มีในระดับเดียวกัน การสร้างมาตรฐานการรับรองด้านความยั่งยืนและ Medical Tourism ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จึงควรเป็นลำดับความสำคัญสูงของไทย
ภูฏาน: การควบคุมการเข้าถึง = ราคาระดับพรีเมียมสูงที่สุดในโลก
ภูฏานประกาศนโยบาย "คุณภาพสูง ปริมาณน้อย" ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 และยึดถือมาอย่างสม่ำเสมอ โดย ณ ปี 2566 กำหนดค่า Sustainable Development Fee สูงถึง 200 ดอลลาร์ต่อคนต่อวัน (เพิ่มขึ้นจาก 65 ดอลลาร์ก่อนหน้า) นอกเหนือจากค่าแพ็กเกจที่ต้องจองผ่านบริษัทนำเที่ยวที่ได้รับใบอนุญาตซึ่งมีอัตราขั้นต่ำอีกต่างหาก
ผลคือจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของภูฏานอยู่ที่หลักหมื่นต่อปี (เทียบกับไทยที่วัดเป็นสิบล้าน) แต่รายได้ต่อนักท่องเที่ยวของภูฏานสูงที่สุดในโลกเมื่อเทียบสัดส่วน และทรัพยากรธรรมชาติยังคงสมบูรณ์ในระดับที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกไม่มีอีกแล้ว
บทเรียนสำคัญ: Brand scarcity ต้องอาศัยความมุ่งมั่นทางนโยบายที่ยาวนานและสม่ำเสมอ ไทยไม่จำเป็นต้องทำแบบภูฏานทั้งหมด แต่สามารถนำโมเดลนี้มาใช้กับบางพื้นที่หรือแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสามารถรองรับจำกัดอย่างชัดเจน เช่น อุทยานแห่งชาติบางแห่ง หรือเกาะที่มีระบบนิเวศเปราะบาง
ภูฏานพิสูจน์ว่า "น้อยแต่มาก" ไม่ใช่แค่ปรัชญา แต่คือโมเดลธุรกิจที่ใช้ได้จริง — รายได้ต่อนักท่องเที่ยวสูงที่สุดในโลก โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนการกัดเซาะทรัพยากรที่ตามมากับการท่องเที่ยวมวลชน
ญี่ปุ่น: กระจายสู่ภูมิภาค + ความลึกทางวัฒนธรรม
ก่อนจะพูดถึงปัญหานักท่องเที่ยวล้นเกินในเกียวโตและโอซากา ควรดูก่อนว่าญี่ปุ่นสร้างการท่องเที่ยวมูลค่าสูงในอีกมิติหนึ่งได้อย่างไร นั่นคือการกระจายนักท่องเที่ยวสู่พื้นที่ที่ลึกกว่า ผ่านแนวคิด "Discover Japan" และโปรแกรมเร่งการท่องเที่ยวระดับภูมิภาค
ญี่ปุ่นลงทุนสร้าง Ryokan (โรงแรมแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม) ระดับหรูในพื้นที่ห่างไกล เช่น รีสอร์ตออนเซ็นใน Tohoku หรือ Machiya Townhouse ที่ได้รับการบูรณะเป็นบูติกโฮเตลในเมืองเล็กๆ ทำให้นักท่องเที่ยวระดับบนยินดีออกนอกเส้นทางหลักโตเกียว-เกียวโต-โอซากา และใช้จ่ายในพื้นที่ที่รายได้จากการท่องเที่ยวเคยเข้าไม่ถึง
ตัวเลขจาก Japan Tourism Agency (2567) ระบุว่ายอดใช้จ่ายต่อนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังจุดหมายระดับภูมิภาคนอกเส้นทางหลักสูงกว่านักท่องเที่ยวมวลชนในโตเกียวราว 35–40% เพราะต้องการบริการเฉพาะบุคคลมากกว่า
บทเรียนสำคัญ: ไทยมีจุดหมายระดับรองที่ยังไม่ถูกใช้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งจังหวัดน่าน แม่ฮ่องสอน อุบลราชธานี หรือพัทลุง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็กด้านการท่องเที่ยวระดับบน เช่น โฮมสเตย์หรูและไกด์ส่วนตัว อาจสร้างประสบการณ์มูลค่าสูงได้โดยไม่ต้องลงทุนมหาศาลเหมือนการสร้าง mega resort
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ): สิ่งก่อสร้างระดับพรีเมียม + กลยุทธ์งานอีเวนต์
ดูไบไม่มีทรัพยากรธรรมชาติที่น่าสนใจ ไม่มีมรดกวัฒนธรรมที่ลึกเทียบเท่าเอเชีย แต่กลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับหรูของโลกได้ในเวลาไม่ถึง 3 ทศวรรษ ผ่าน 2 กลยุทธ์หลัก
กลยุทธ์แรกคือ "อุปทานระดับพรีเมียมสุดขีด" — Dubai Department of Economy and Tourism ลงทุนโดยตรงและจูงใจผู้ประกอบการให้สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกระดับสูงสุดในระดับที่ไม่มีคู่แข่ง ตั้งแต่ Burj Al Arab ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ระดับโลก ไปจนถึงรีสอร์ตบนเกาะส่วนตัวและโรงแรมใต้น้ำที่สร้างกระแสไวรัลซ้ำแล้วซ้ำเล่า
กลยุทธ์ที่สองคือ "งานอีเวนต์คือโครงสร้างพื้นฐาน" — Dubai Expo 2020, Dubai Shopping Festival, Formula 1 และงานระดับโลกที่หมุนเวียนมาจัดทุกปี ทำให้นักท่องเที่ยวมูลค่าสูงมีเหตุผลในการวางแผนทริปซ้ำๆ แทนที่จะรอคิดว่า "จะไปทำอะไร"
บทเรียนสำคัญ: ปฏิทินงานระดับพรีเมียม ที่สม่ำเสมอและได้รับการโปรโมตระดับนานาชาติคือสิ่งที่ไทยยังขาดอยู่ในระดับที่จริงจัง แม้จะมี Bangkok Design Week และ Chiang Mai StreetScapes แต่การสื่อสารสู่ตลาดต่างประเทศยังน้อยกว่าที่ควร
บทสรุป จากกรณีศึกษาสู่นัยเชิงกลยุทธ์สำหรับไทย
เมื่อวิเคราะห์ทั้ง 5 กลุ่มเป้าหมายและ 4 กรณีศึกษา รูปแบบสำคัญที่โผล่ขึ้นมาคือ ประเทศที่ประสบความสำเร็จไม่ได้พยายามดึงดูดทุกกลุ่มพร้อมกัน แต่เลือก 1–2 กลุ่มหลักที่ตัวเองมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง แล้วสร้างระบบนิเวศรองรับกลุ่มนั้นอย่างจริงจัง
สำหรับไทย กลุ่มที่มีความได้เปรียบชัดที่สุดคือ การแพทย์และสุขภาพ ผ่านจำนวนโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรอง JCI ซึ่งไม่มีคู่แข่งในภูมิภาค และต้นทุนที่ยังต่ำกว่าตะวันตกอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่กับ วัฒนธรรมและมรดก ที่มีวัตถุดิบแต่ยังขาดการจัดเตรียมผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมและการสื่อสารที่ดึงดูดตลาดบน
สิ่งที่จำเป็นต้องทำคู่ขนานกันอย่างน้อย 3 เรื่อง: สร้าง มาตรฐานการรับรองระดับชาติ ด้านความยั่งยืนและ Medical Tourism ที่น่าเชื่อถือเทียบเท่าสิงคโปร์, พัฒนา อุปทานระดับพรีเมียมในระดับภูมิภาค นอกกรุงเทพฯ ให้รองรับนักท่องเที่ยวมูลค่าสูงได้จริง และสร้าง ปฏิทินงานระดับนานาชาติ ที่สม่ำเสมอพอจะกลายเป็นแรงดึงดูดในระยะยาว
การไม่เลือกกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนคือการสูญเสียโอกาสในทุกกลุ่มพร้อมกัน และสำหรับไทย หน้าต่างเวลาที่จะรักษาความได้เปรียบด้าน Medical Tourism ก่อนที่มาเลเซียและอินโดนีเซียจะตามทัน อาจไม่กว้างอย่างที่หลายคนคิด
ความได้เปรียบของไทยด้าน Medical Tourism ที่สั่งสมมานาน — ทั้งโรงพยาบาล JCI กว่า 60 แห่งและต้นทุนที่ต่ำกว่าตะวันตก 30–70% — คือสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่คู่แข่งในภูมิภาคต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะตามทัน แต่สินทรัพย์นี้จะไม่รักษาตัวเองได้โดยอัตโนมัติ หากไทยยังไม่มีมาตรฐานการรับรองระดับชาติที่น่าเชื่อถือ
ข้อมูลอ้างอิง:
- UNWTO. (2023). Global Tourism Dashboard 2023. World Tourism Organization. https://www.unwto.org/tourism-data/global-and-regional-tourism-performance
- Patients Beyond Borders. (2023). Medical Tourism Statistics & Facts. https://www.patientsbeyondborders.com/medical-tourism-statistics-facts
- Krungsri Research. (2567). Sustainable Tourism 2024. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา. https://www.krungsri.com/th/research/research-intelligence/sustainable-tourism-2024
- Thailand Convention & Exhibition Bureau (TCEB). (2566). MICE Statistics Report 2023. สสปน. https://www.tceb.or.th/research-publication/research
- Adventure Travel Trade Association. (2023). Adventure Tourism Market Study. ATTA. https://www.adventuretravel.biz/research/
- Global Wellness Institute. (2023). Global Wellness Economy Report. GWI. https://globalwellnessinstitute.org/industry-research/global-wellness-economy-report/
- Bhutan Tourism Council. (2023). High Value, Low Volume Policy Review. Tourism Council of Bhutan. https://www.tourism.gov.bt
- Japan Tourism Agency. (2024). Visitor Expenditure Survey 2023. 観光庁. https://www.mlit.go.jp/kankocho/
- Dubai Department of Economy and Tourism. (2023). Dubai Tourism Annual Report 2023. https://www.visitdubai.com/en/business-in-dubai/tourism-report
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จีนเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเต็มรูปแบบ: โอกาสธุรกิจ Silver Economy สำหรับผู้ประกอบการไทย
จีนมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 310 ล้านคน ดันเศรษฐกิจสูงวัยเติบโตเร็ว เปิดโอกาสธุรกิจไทยในสินค้าเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และแพลตฟอร์มออนไลน์

Stella Ozone Khao Yai Supporting TAT Wellness Campaign in Northeastern Thailand
สเตลล่า โอโซน เขาใหญ่ ได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อสนับสนุนแคมเปญ “Grand Recharge Moment: Khao Yai Recharge Season”

ท่องเที่ยวไทยถึงทางแยก: Sustainable Tourism ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอดจากสงครามราคา
เจาะลึกวิกฤตท่องเที่ยวไทย เมื่อปริมาณไม่ตอบโจทย์รายได้ ท่ามกลางแรงกดดันทรัพยากรและสงครามราคาจากเวียดนาม ชี้ทางรอดเดียวผ่านโมเดล Sustainable Tourism ยกระดับสู่ High-Value เชื่อมโยงรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างความสามารถทางการแข่งขันที่แท้จริงในระยะยาว

อว. หนุน “นครพนมโมเดล” พลิกโฉมมหาวิทยาลัย สร้างเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มรายได้นักศึกษา
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อ “นครพนมโมเดล” ซึ่งถือเป็นโครงการยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพในการพลิกโฉมทั้งระบบการศึกษาและการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาค

ถอดกรอบคิด "Wellness Tourism" ระดับโลก ทำไมไทยเติบโตเร็วที่สุดในโลก แต่ยังไม่ติดท็อป 10
วิเคราะห์นิยาม Wellness Tourism จาก Global Wellness Institute พร้อมข้อมูลตลาดไทยที่เติบโต 36.4% เร็วที่สุดในโลก แต่ยังตามหลังในแง่ขนาดตลาด พร้อมโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย
