
"เอกนิติ" ขีดเส้น 1 เดือน จัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ไทย ตั้ง 4 คณะทำงาน การันตีชาวบ้านไร้กังวล
ฟังบทความนี้โดย AI
Business Leader Podcast
สรุปประเด็น
ไทยเดินหน้าปฏิรูปนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ครั้งใหญ่ หลังหลายปีที่ผ่านมาไม่มีแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติที่ชัดเจน ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องวิ่งรอบขออนุญาตจากหลายหน่วยงานแยกกัน และชุมชนในพื้นที่กังวลถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เสียง และการใช้ทรัพยากร
วันที่ 4 กันยายน 2569 รัฐบาลเปิดตัว คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ อย่างเป็นทางการ โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ตั้งเป้า จัดระเบียบและวางมาตรฐานใหม่ทั้งระบบภายใน 1 เดือน นับจากนี้ดาต้าเซ็นเตอร์จะไม่ใช่แค่โกดังข้อมูล แต่จะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญของ ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัลไทย
บทความนี้สรุปสาระสำคัญของนโยบายใหม่ที่จะ เปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ในประเทศ
ปัญหาเดิม: ระบบกระจัดกระจาย ไม่มีเจ้าภาพ
หัวใจของปัญหาที่รัฐบาลระบุคือ การขาดยุทธศาสตร์ชาติที่ชัดเจน สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ผ่านมาผู้ประกอบการที่ต้องการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ต้อง ขออนุญาตจากหลายหน่วยงานแยกกัน ไม่ว่าจะเป็น BOI, การประปา, การไฟฟ้า หรือ กสทช. โดยแต่ละหน่วยงานมีกฎระเบียบของตัวเอง ไม่มีการบูรณาการ
ผลที่ตามมาคือ ข้อมูลภาพรวมของอุตสาหกรรมกระจัดกระจาย รัฐบาลเองยังไม่สามารถประเมินได้ชัดเจนว่าปัจจุบันมีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่กี่แห่ง มีขนาดเท่าใด ใช้ทรัพยากรอะไรบ้าง และ ส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างไร
ไทยไม่เคยมีแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์มาก่อน การประชุมครั้งนี้คือจุดเปลี่ยนครั้งแรก
4 นโยบายหลักในการจัดระเบียบใหม่
นายเอกนิติแถลง 4 แนวทางหลัก ที่รัฐบาลจะเดินหน้า:
-
รวมศูนย์ข้อมูลให้เป็นภาพเดียว จัดทำ data inventory ของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วประเทศ รวบรวมข้อมูลจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้อยู่ในที่เดียว เพื่อให้รัฐบาลมองเห็นสถานะที่แท้จริงของอุตสาหกรรม
-
กำหนด Minimum Requirements คุ้มครองประชาชน วาง เกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ ครอบคลุมด้าน สิ่งแวดล้อม เสียง และความปลอดภัย โดยพิจารณาเป็นรายพื้นที่ มาตรฐานนี้ บังคับใช้กับผู้ประกอบการทุกราย ทั้งที่เปิดดำเนินการไปแล้ว กำลังก่อสร้าง และโครงการในอนาคต ผู้ประกอบการเดิมที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ต้องปรับตัวตาม
-
เชื่อมดาต้าเซ็นเตอร์กับยุทธศาสตร์ชาติ บูรณาการนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์เข้ากับ ยุทธศาสตร์ด้านพลังงานสะอาด เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก และ AI เพื่อให้ผู้ประกอบการ SME ไทย ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรม
-
ใช้ Pitching คัดเลือกโครงการใหม่ โครงการในอนาคตต้องผ่านกระบวนการแข่งขันและนำเสนอข้อเสนอ (Pitching) ต่อคณะกรรมการ เพื่อ คัดเลือกการลงทุนที่สร้างประโยชน์สูงสุดให้ประเทศ ไม่ใช่แค่ "ใครขออนุญาตก่อนก็ได้ก่อน"
4 คณะทำงาน สรุปผลใน 1 เดือน
เพื่อขับเคลื่อนนโยบายข้างต้น รัฐบาลแบ่งคณะทำงานออกเป็น 4 ชุด ได้แก่:
-
ชุดเศรษฐกิจ ประเมินมาตรฐานและยุทธศาสตร์ชาติ
-
ชุดโครงสร้างพื้นฐาน ดูแลด้านน้ำ ไฟฟ้า และดิจิทัล
-
ชุดที่ดินและผังเมือง กำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับชุมชน
-
ชุดสิ่งแวดล้อม มีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมตรวจสอบ
ทั้ง 4 ชุดมี กรอบเวลา 1 เดือน โดย สัปดาห์แรกจะเริ่มรวบรวมข้อมูลทั้งหมด เพื่อนำเสนอคณะกรรมการใหญ่ ก่อนจัดทำ นโยบายและเกณฑ์มาตรฐานฉบับสมบูรณ์
สัปดาห์หน้ารวบรวมข้อมูล ภายใน 1 เดือนต้องได้เกณฑ์มาตรฐานฉบับสมบูรณ์
ชาวบ้านไม่ต้องกังวล แต่ต้องเป็นไปตามกฎ
เมื่อถูกถามว่าดาต้าเซ็นเตอร์จะสร้าง ผลกระทบต่อชุมชน หรือไม่ นายเอกนิติยืนยันชัดว่า รัฐบาลมี มาตรฐานขั้นต่ำรองรับแล้ว โดยผู้ใดฝ่าฝืนกฎ เช่น ติดตั้งถังน้ำมันโดยไม่ขออนุญาต หรือก่อสร้างก่อนได้รับใบอนุญาต จะถูก ดำเนินการตามกฎหมายทันที
ในด้าน การวางผังเมือง นายเอกนิติย้ำว่าดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่จำเป็นต้องกระจุกอยู่แต่ในกรุงเทพฯ และการ กำหนดโซน จะต้องสอดคล้องกับขนาดของโครงการและ บริบทของชุมชนโดยรอบ
ที่น่าสนใจคือในการประชุมครั้งนี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมแชร์ บทเรียนจากการบริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ด้วย สะท้อนว่าปัญหานี้เป็นโจทย์ที่ต้องแก้ระดับ ground-level ไม่ใช่แค่นโยบายบนกระดาษ
ที่มาภาพ: mgronline
เรียนรู้จากสิงคโปร์ ไม่ปิดกั้นแต่ต้องมีเกณฑ์
รัฐบาลระบุว่าได้นำ บทเรียนจากสิงคโปร์ มาปรับใช้ ซึ่งเคยเผชิญปัญหาคล้ายกัน คือ ดาต้าเซ็นเตอร์เติบโตเร็วจนโครงสร้างพื้นฐานตามไม่ทัน และ กระทบทั้งระบบพลังงานและชุมชน ก่อนที่สิงคโปร์จะเดินหน้า จัดระเบียบและวางเกณฑ์ใหม่อย่างเข้มงวด
นายเอกนิติเน้นย้ำว่า นโยบายนี้ "ไม่ใช่การปิดกั้นการลงทุน" แต่เป็นการเปลี่ยนจากการอนุมัติแบบแยกส่วนให้กลายเป็นการ บูรณาการภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ระดับชาติ เพื่อให้การลงทุน เติบโตได้อย่างมีทิศทาง ไม่กระทบประชาชน และสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศไทย อย่างแท้จริง
โมเดลสิงคโปร์ชี้ทาง เปิดรับการลงทุนแต่ต้องผ่านมาตรฐานที่เข้มงวด
บทสรุป: 1 เดือนชี้ชะตาอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ไทย
การประชุมครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ยุคของดาต้าเซ็นเตอร์ไทยที่ดำเนินการแบบ "ใครอยากสร้างก็สร้าง" กำลังจะสิ้นสุดลง ผู้ประกอบการทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ต้อง เตรียมปรับตัว เพื่อให้สอดคล้องกับ มาตรฐานขั้นต่ำ ที่กำลังจะกำหนดขึ้น
สิ่งที่ต้องจับตาในอีก 1 เดือนข้างหน้าคือรายละเอียดของ Minimum Requirements ว่าจะเข้มงวดแค่ไหน และกระบวนการ Pitching สำหรับโครงการใหม่ จะออกแบบให้ โปร่งใสและป้องกันการผูกขาด ได้อย่างไร
สำหรับ นักลงทุนต่างชาติ ที่มองไทยเป็นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ในภูมิภาค นโยบายนี้อาจเพิ่มขั้นตอน แต่หาก เกณฑ์มาตรฐานชัดเจนและบังคับใช้อย่างเป็นธรรม ก็อาจกลายเป็น จุดขาย ที่ทำให้ไทยน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุนระยะยาว — ไม่ต่างจากที่ สิงคโปร์ เคยพิสูจน์มาแล้ว
ที่มาภาพ: mgronline
ข้อมูลอ้างอิง:
Singapore Economic Development Board (EDB) หรือ Infocomm Media Development Authority (IMDA)
- ขนาดตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยปัจจุบัน — Statista, BOI, หรือรายงาน JLL Data Center Outlook
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ฟอร์มสวย! Q2/69 กำไร 26 ลบ. พุ่งแรง 84% เร่งพัฒนา Solar Big Lot
บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TSE รายงานผลประกอบการที่น่าประทับใจสำหรับไตรมาส 2/2569 โดยมีกำไรสุทธิสูงถึง 26 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 84% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

จีนโต้กลับสงครามการค้า ถอนการลงทุนกองทุนสหรัฐฯ
รัฐบาลจีนถอนการลงทุนจากกองทุน Private Equity ของสหรัฐฯ ท่ามกลางสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรง ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกย้ายเงินเข้าตลาดยุโรปและเอเชีย เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษีนำเข้าของทรัมป์และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ความร่วมมือทางธุรกิจไทย-ฝรั่งเศส สู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล
ภาคธุรกิจไทยและฝรั่งเศสสานสัมพันธ์สำคัญผ่านเวที FTBF ครั้งที่ 4 เพื่อผลักดันการค้า การลงทุน และเทคโนโลยีขั้นสูง มุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล พร้อมเปิดโอกาสให้ SMEs ไทยเข้าถึงนวัตกรรมและร่วมสร้างห่วงโซ่มูลค่าสูง

ปตท. ทุ่ม 2.5 หมื่นล้านบาทปี 69 เดินเกม Global LNG Player ท่ามกลางสงครามตะวันออกกลาง กำไรครึ่งปีพุ่ง 74%
ปตท. (PTT) ประกาศแผนลงทุนปี 2569 มูลค่า 25,000 ล้านบาท เน้นหนักงานสำรวจและผลิตผ่าน PTTEP รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติ พร้อมเดินหน้าขยายพอร์ต LNG Trading สู่เป้าหมาย 15 ล้านตันภายในปี 2578 ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ

ส.อ.ท. แนะรัฐบาลลงทุนงบปี 70 เน้นอนาคตดิจิทัล พลังงานสะอาด และพัฒนาแรงงาน-SME
ส.อ.ท. ชี้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณปี 2570 อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ข้อจำกัดทางการคลัง พร้อมเสนอ 5 แนวทางปฏิรูปงบประมาณที่มุ่งเน้นการลงทุนในอนาคต โดยเฉพาะด้าน ดิจิทัล พลังงานสะอาด และการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยผ่านนวัตกรรมและการเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก นับเป็นทิศทางสำคัญที่ภาคธุรกิจขนาดใหญ่และนักลงทุนควรจับตามอง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและคว้าโอกาสทางเศรษฐกิจ

กพช. ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า ลดภาระประชาชนและพิจารณาผลกระทบต่ออุตสาหกรรม
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติเห็นชอบมาตรการสำคัญด้านไฟฟ้า 7 เรื่อง ซึ่งเปิดเผยโดย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มาตรการเหล่านี้มุ่งเน้นการลดภาระค่าไฟฟ้าสำหรับประชาชนทั่วไปอย่างเร่งด่วน ควบคู่ไปกับการกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ด้านพลังงานของประเทศในระยะกลางถึงระยะยาว
