
Data Center ในไทย – คุ้มค่าต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมจริงหรือ?
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้จุดประกายประเด็นสำคัญในการสัมมนาประจำปีล่าสุด ภายใต้หัวข้อ “Reimagining Thailand's Development Model: ก้าวข้ามโลกเก่า ด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ” โดยเสนอทัศนะเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับการลงทุนใน Data Center ของประเทศไทยว่าอาจ "ได้ไม่คุ้มเสีย"
ซึ่งมุมมองนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาโดย ดร.พุทธิพันธุ์ หิรัณยตระกูล นักวิชาการ TDRI ที่ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการทบทวนนโยบายอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ การวิเคราะห์ของ TDRI สวนทางกับกระแสส่งเสริม Data Center ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI โดยเสนอแนะให้รัฐบาลและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียพิจารณาถึงต้นทุนแฝงและผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศ ก่อนที่จะเร่งส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวจากหน่วยงานวิชาการชั้นนำของประเทศในการมองไปข้างหน้าถึงโมเดลการพัฒนาที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น
เหตุผลหลักที่ TDRI ชี้ว่าการลงทุน Data Center อาจไม่คุ้มค่านั้นมาจากข้อเท็จจริงที่ว่าอุตสาหกรรมนี้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมหาศาล โดยเฉพาะน้ำและไฟฟ้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มภาระด้านต้นทุนค่าไฟฟ้าของประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ ดร.พุทธิพันธุ์ยังชี้ให้เห็นว่าการลงทุนใน Data Center มีอัตราการจ้างงานค่อนข้างต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ซึ่งขัดแย้งกับเป้าหมายในการสร้างงานที่มีมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถของแรงงานไทย แม้ว่าสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จะรายงานยอดอนุมัติการลงทุนโดยรวมแตะ 1 ล้านล้านบาทต่อเนื่องเป็นปีที่สาม แต่ TDRI แย้งว่าโมเดลการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบเดิมที่พึ่งพาทุนต่างชาติและแรงงานราคาถูกนั้น ไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ และไม่ได้ช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถของคนไทยและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศเท่าที่ควร อุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรเข้มข้นแต่จ้างงานน้อยเช่น Data Center จึงอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในบริบทปัจจุบัน
ด้วยเหตุนี้ TDRI จึงเสนอแนะให้รัฐบาลพิจารณารื้อนโยบายอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ โดยเปลี่ยนทิศทางจากการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรเข้มข้นแต่จ้างงานน้อย ไปสู่การลงทุนที่เน้นการสร้างงานที่ดี มีทักษะสูง และก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจในระยะยาว การขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ของประเทศไทยจึงไม่ควรจำกัดอยู่แค่การเพิ่มจำนวน Data Center แต่ควรมองให้รอบด้านถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต้นทุนพลังงาน และประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับอย่างแท้จริง การวิเคราะห์และข้อเสนอแนะของ TDRI ครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่กระตุ้นให้ผู้กำหนดนโยบายและภาคธุรกิจต้องหันมาพิจารณาถึงความยั่งยืนและความคุ้มค่าของการพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคต เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามความท้าทายทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม สร้างโมเดลการพัฒนาที่แข็งแกร่ง เป็นธรรม และสามารถตอบสนองต่อพลวัตของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและรอบคอบยิ่งขึ้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

4 เทรนด์องค์ความรู้และทักษะที่ต้องมีในปี 2025 เพื่อไม่ให้ธุรกิจตกขบวน
ปี 2025 เป็นปีที่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวตาม 4 เทรนด์การพัฒนาทักษะใหม่ ได้แก่ เทคโนโลยีการผลิตและซัพพลายเชน, ความยั่งยืน (Sustainability & ESG), สุขภาพและสุขภาวะ (Health & Wellness) และ AI ในการบริหารธุรกิจ ซึ่งล้วนเป็นองค์ความรู้สำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้ในยุคดิจิทัล

2569 ปีแห่งความท้าทาย ทางออกเศรษฐกิจไทยจากเวที FKII National Forum
เวที FKII National Forum ชี้ปี 2569 เป็นจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย เสนอทางออกเร่งปฏิรูปโครงสร้าง ขจัดคอร์รัปชัน หนุนงานวิจัย สร้างเศรษฐกิจใหม่ และเพิ่มทักษะแรงงาน

จีนเผย การเติบโตของมูลค่าข้อมูลเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วภายใต้แผนปฏิบัติการ 3 ปี
จีนเผยความคืบหน้าแผนปฏิบัติการ 3 ปี ยกระดับ “ข้อมูล” เป็นปัจจัยการผลิตใหม่ หนุนเศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตต่อเนื่อง ปี 2025 ปริมาณการใช้ข้อมูลแตะ 1.67 เซตตาไบต์ มูลค่าซื้อขายข้อมูลเพิ่มเกือบ 40% สะท้อนบทบาท Data Economy ในการขับเคลื่อนการเติบโตคุณภาพสูงของจีน

เตรียมความพร้อมให้องค์กรเพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน
องค์กรยุคใหม่ต้องปรับตัวรับความผันผวนของโลก VUCA และผลักดันกลยุทธ์ ESG อย่างจริงจัง เรียนรู้ 5 ประเด็นสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร นโยบาย และการเปลี่ยนผ่านองค์กร เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่สร้างด้วยใบอนุญาต "โกดังสินค้า": ช่องว่างกฎหมายที่กำลังสะสมเป็นความเสี่ยงของนักลงทุนเอง
เจาะลึกวิเคราะห์โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยที่มีคำขอลงทุนเฉียด 8 แสนล้านบาท แต่ส่วนใหญ่เลี่ยงจัดทำ EIA ผ่านใบอนุญาตคลังสินค้า สะท้อนความเสี่ยงเชิงกฎหมายที่อาจกระทบทั้งชุมชนและนักลงทุน พร้อมเปิดบทเรียนจากต่างประเทศและทิศทางการปรับปรุงกฎระเบียบของภาครัฐ

วว. ติดปีกสตาร์ทอัพไทย ขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมครบวงจร
ในยุคที่เทคโนโลยีและความยั่งยืนกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก หน่วยงานภาครัฐของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วว. (สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย) และหน่วยงานภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เร่งผลักดันและติดปีกให้แก่สตาร์ทอัพและภาคธุรกิจไทย
