
เปิดประเทศรับเงินทุนอย่างไรไม่ให้ซ้ำรอยวิกฤตปี 2540? บทเรียนจากสิงคโปร์
ฟังบทความนี้โดย AI
Business Leader Podcast
สรุปประเด็น
-
บทเรียนจากวิกฤตปี 2540 ชี้ว่าเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาจำนวนมากอาจกลายเป็นความเสี่ยง หากขาดระบบบริหารความเสี่ยงและกำกับดูแลที่ดี
-
สิงคโปร์เป็นตัวอย่างการเปิดเสรีทางการเงินที่ดำเนินการควบคู่กับการมีระบบกำกับดูแลระบบการเงินที่เข้มแข็งเพื่อรักษาเสถียรภาพ
-
การดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตต้องยกระดับมูลค่าเศรษฐกิจไทย ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และยกระดับ SME ไทย
-
เป้าหมายระยะยาวคือการเปลี่ยนผ่านจากประเทศเป้าหมายการลงทุน (Investment Destination) สู่การเป็นชาติแห่งนวัตกรรม (Innovation Nation)
การดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ประสบการณ์จาก วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เตือนให้เห็นว่า เงินทุนที่ไหลเข้ามาจำนวนมากไม่ได้รับประกันว่าเศรษฐกิจจะมีเสถียรภาพ หากขาดระบบบริหารความเสี่ยงและการกำกับดูแลที่เหมาะสม
เกือบสามทศวรรษหลังวิกฤตครั้งนั้น ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหม่ในการแข่งขันดึงดูดเงินลงทุนจากอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานสะอาด คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าจะดึงเงินทุนเข้าประเทศได้มากเพียงใด แต่อยู่ที่ว่าไทยจะเปลี่ยนเงินลงทุนเหล่านั้นให้เป็นเทคโนโลยี นวัตกรรม และขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยได้อย่างไร
ประเด็นนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียนจากการบรรยายเรื่อง Financial Globalisation: Integration, Vulnerability and Fragmentation โดย ศาสตราจารย์ Ramkishen S. Rajan จาก Lee Kuan Yew School of Public Policy มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) ซึ่งนำกรณีศึกษาของไทยและสิงคโปร์มาเปรียบเทียบกัน ตามที่เอ้ สุชัชวีร์ เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์
วิกฤตปี 2540 บทเรียนที่บอกว่าเงินทุนไหลเข้า ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจแข็งแรง
ในช่วงทศวรรษ 1990 ประเทศไทยเปิดเสรีทางการเงินมากขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศได้สะดวก ขณะเดียวกัน เงินทุนที่ไหลเข้ามาก็มีส่วนสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจและการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม ความเปราะบางส่วนหนึ่งเกิดจากการกู้ยืมเงินตราต่างประเทศระยะสั้น เพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์หรือโครงการระยะยาว เมื่อความเชื่อมั่นลดลงและเงินทุนไหลออก ภาคธุรกิจที่มีหนี้สกุลเงินต่างประเทศก็เผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โดยเฉพาะเมื่อเงินบาทอ่อนค่าลงและทำให้ภาระหนี้เมื่อคิดเป็นเงินบาทเพิ่มสูงขึ้น
วิกฤตที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงปัญหาการไหลออกของเงินทุน แต่ยังสะท้อนความไม่สอดคล้องระหว่างโครงสร้างหนี้ สภาพคล่อง และความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
เงินทุนจากต่างประเทศเป็นโอกาสในการสร้างการเติบโต แต่หากโครงสร้างทางการเงินเปราะบาง เงินทุนเดียวกันก็อาจกลายเป็นตัวเร่งให้วิกฤตรุนแรงขึ้นได้
บทเรียนสำคัญสำหรับไทยในวันนี้คือ การเปิดรับเงินทุนต้องดำเนินควบคู่กับการกำกับดูแลสถาบันการเงิน การบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และการติดตามความเสี่ยงที่สะสมอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่ประเมินความสำเร็จจากปริมาณเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว
สิงคโปร์เปิดรับเงินทุนอย่างไร พร้อมรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน
กรณีของสิงคโปร์สะท้อนแนวทางการเปิดเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของระบบภายในควบคู่กันไป โดยข้อมูลจากบทเรียนที่นำเสนอระบุว่า สิงคโปร์ยกเลิกข้อจำกัดการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศตั้งแต่ปี 1978 และทยอยเปิดตลาดธนาคารรายย่อยให้ต่างชาติเข้ามาแข่งขันมากขึ้นตั้งแต่ปี 1999
ประเด็นที่ควรนำมาพิจารณาไม่ใช่การสรุปว่าสิงคโปร์ไม่มีความเสี่ยงจากการเปิดเสรีทางการเงิน แต่คือการมองว่า การเปิดรับเงินทุนกับการกำกับดูแลระบบการเงินสามารถออกแบบให้ดำเนินควบคู่กันได้
ประเทศที่ต้องการดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศจำเป็นต้องมีระบบกำกับดูแลที่น่าเชื่อถือ สถาบันการเงินที่มีความสามารถในการบริหารความเสี่ยง และกลไกติดตามความเปราะบางของระบบโดยรวม
สำหรับประเทศไทย บทเรียนนี้หมายถึงการออกแบบนโยบายที่เปิดโอกาสให้เงินทุนเข้ามาสนับสนุนการเติบโต ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ละเลยความเสี่ยงจากการกู้ยืม การกระจุกตัวของเงินทุน และความเชื่อมโยงกับตลาดการเงินโลก
Financial Trilemma เมื่อสามเป้าหมายทางการเงินไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์พร้อมกัน
อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญคือ Financial Trilemma หรือภาวะสามเป้าหมายที่มีข้อจำกัดในการดำเนินควบคู่กัน โดยกรอบแนวคิดของ Dirk Schoenmaker อธิบายความตึงเครียดระหว่างเป้าหมายสำคัญสามประการ ได้แก่
-
Financial Integration: การเชื่อมโยงระบบการเงินเข้ากับตลาดโลก เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเงินทุนและการลงทุน
-
Financial Stability: การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน ลดโอกาสเกิดวิกฤตและผลกระทบที่อาจลุกลาม
-
National Regulation: การรักษาความสามารถในการกำกับดูแลระบบการเงินภายในประเทศให้สอดคล้องกับเป้าหมายนโยบายของตนเอง
เมื่อระบบการเงินเชื่อมโยงกันมากขึ้น ความเสี่ยงก็สามารถแพร่ข้ามพรมแดนได้รวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกัน การกำกับดูแลที่จำกัดอยู่ภายในประเทศอาจไม่เพียงพอที่จะรับมือกับสถาบันการเงินหรือกระแสเงินทุนที่เชื่อมโยงกับหลายเขตอำนาจกำกับดูแล
แนวคิดนี้ไม่ได้หมายความว่าประเทศต้องเลือกระหว่างการเปิดเสรีกับการรักษาเสถียรภาพเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ชี้ให้เห็นถึงข้อแลกเปลี่ยนเชิงนโยบาย และความจำเป็นในการสร้างความร่วมมือด้านการกำกับดูแลระหว่างประเทศ
ยิ่งเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับตลาดโลกมากเท่าไร การรักษาเสถียรภาพก็ยิ่งต้องอาศัยทั้งระบบกำกับดูแลภายในประเทศที่เข้มแข็งและความร่วมมือข้ามพรมแดน
สำหรับไทย การทำความเข้าใจข้อจำกัดนี้ช่วยให้การกำหนดนโยบายทางการเงินไม่มองเพียงประโยชน์จากเงินทุนไหลเข้า แต่ต้องพิจารณาผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย
จาก Globalisation สู่ Geoeconomic Fragmentation เงินทุนโลกไม่ได้เลือกลงทุนด้วยผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว
โลกธุรกิจกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการคว่ำบาตร การควบคุมเทคโนโลยี และข้อจำกัดด้านการลงทุนระหว่างประเทศ ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนกำหนดทิศทางของการค้า การเงิน และห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น
ปรากฏการณ์ดังกล่าวเรียกว่า Geoeconomic Fragmentation หรือการแบ่งแยกทางเศรษฐกิจตามแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจต้องพิจารณาปัจจัยด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศควบคู่กับต้นทุนและผลตอบแทน
ตัวอย่างเช่น การตัดสินใจตั้งฐานการผลิตหรือศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่าแรงหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความมั่นคงด้านพลังงาน ความพร้อมของบุคลากร กฎระเบียบเกี่ยวกับข้อมูล และความเสี่ยงจากข้อจำกัดทางเทคโนโลยี
สำหรับประเทศไทย การแข่งขันดึงดูดเงินลงทุนจึงต้องคำนึงถึงความพร้อมในภาพรวม หากต้องการเป็นฐานการลงทุนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ไทยจำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ พร้อมบริหารความเสี่ยงจากความเปลี่ยนแปลงภายนอก
เงินลงทุนต่างชาติต้องสร้างอะไรให้ประเทศไทยมากกว่าตัวเลขการลงทุน
ในช่วงที่หลายประเทศแข่งขันกันดึงดูดอุตสาหกรรม AI ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานสะอาด คำถามสำคัญคือ การลงทุนที่เกิดขึ้นจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาวมากน้อยเพียงใด
การมีโรงงานหรือศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ในประเทศไม่ได้หมายความว่าบริษัทไทยจะเข้าถึงเทคโนโลยีหรือมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการเชื่อมโยงการลงทุนกับผู้ประกอบการไทย การพัฒนาบุคลากร และการสร้างองค์ความรู้ภายในประเทศด้วย
การยกระดับคุณภาพของเงินลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับสี่ด้านหลัก
1. เทคโนโลยีและนวัตกรรม (Technology & Innovation)
การลงทุนควรสร้างโอกาสให้บริษัทไทยเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ พัฒนาผลิตภัณฑ์ และต่อยอดความรู้ไปสู่การสร้างนวัตกรรมของตนเอง
เป้าหมายไม่ควรหยุดอยู่ที่การเป็นฐานการผลิตหรือผู้รับจ้างผลิต แต่ควรเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจไทยขยับไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น การออกแบบ การวิจัยและพัฒนา และการพัฒนาโซลูชันของตนเอง
2. การถ่ายทอดองค์ความรู้ (Knowledge Transfer)
เงินลงทุนจากต่างประเทศจะสร้างประโยชน์ได้มากขึ้นเมื่อมีการพัฒนาทักษะของวิศวกร นักวิจัย และบุคลากรไทยให้สามารถเรียนรู้และต่อยอดเทคโนโลยีได้จริง
การถ่ายทอดความรู้ควรเกิดขึ้นผ่านโครงการฝึกอบรม การทำงานร่วมกัน การพัฒนาทักษะเฉพาะทาง และความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจกับสถาบันการศึกษา
3. การยกระดับผู้ประกอบการไทย (Thai Enterprise Upgrading)
บริษัทข้ามชาติสามารถเป็นโอกาสให้ SME ไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ แต่การเชื่อมโยงดังกล่าวต้องอาศัยการพัฒนาคุณภาพสินค้า มาตรฐานการผลิต ผลิตภาพ และความสามารถในการส่งมอบให้ได้ตามข้อกำหนดของลูกค้า
หากผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาศักยภาพจนเป็นคู่ค้าที่มีความสามารถในการแข่งขันได้ การลงทุนจากต่างชาติก็มีโอกาสสร้างผลประโยชน์กระจายไปยังธุรกิจในประเทศมากขึ้น
4. การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก (Global Competitiveness)
เป้าหมายระยะยาวคือการทำให้บริษัทไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยี สร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่าง และแข่งขันในตลาดโลกได้ด้วยความสามารถของตนเอง
สิ่งนี้ต้องอาศัยทั้งบุคลากรที่มีทักษะ ระบบนิเวศด้านนวัตกรรม เงินทุนสำหรับการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เอื้อต่อการสร้างและต่อยอดเทคโนโลยี
ความสำเร็จของการดึงดูดเงินลงทุนไม่ควรวัดเพียงว่าเงินทุนเข้าประเทศมากแค่ไหน แต่ต้องวัดด้วยว่าบริษัทไทยมีความรู้ เทคโนโลยี ผลิตภาพ และความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นเพียงใด
จาก Investment Destination สู่ Innovation Nation ต้องมีนโยบายที่วัดผลได้
แนวคิดการเปลี่ยนประเทศไทยจาก Investment Destination หรือประเทศที่เป็นจุดหมายของเงินลงทุน ไปสู่ Innovation Nation หรือประเทศที่สร้างนวัตกรรมได้เอง เป็นโจทย์ที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และนักลงทุนต่างชาติ
การให้สิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดการลงทุนอาจเป็นจุดเริ่มต้น แต่ควรเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ที่ต้องการสร้างในประเทศอย่างชัดเจน โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงื่อนไขแบบเดียวกันกับทุกอุตสาหกรรม
แนวทางที่ควรพิจารณา ได้แก่
-
ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาร่วมกัน ระหว่างบริษัทต่างชาติ บริษัทไทย และสถาบันวิจัยในประเทศ
-
พัฒนาบุคลากรไทย ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
-
สนับสนุนการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตในประเทศ โดยช่วยให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพยกระดับมาตรฐานและเข้าถึงห่วงโซ่อุปทาน
-
สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม ที่เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยี การจัดตั้งธุรกิจใหม่ และการนำผลงานวิจัยไปใช้เชิงพาณิชย์
-
กำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ระยะยาว เช่น การลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา การจ้างงานทักษะสูง ความร่วมมือกับธุรกิจไทย การเพิ่มผลิตภาพ และการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศ
อย่างไรก็ตาม นโยบายเหล่านี้ต้องออกแบบให้เหมาะกับลักษณะของแต่ละอุตสาหกรรม มีระบบติดตามผล และประเมินว่าประโยชน์ที่ประเทศได้รับคุ้มค่ากับต้นทุนของมาตรการสนับสนุนหรือไม่
การสร้าง Innovation Nation จึงไม่ใช่การดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีเข้ามาตั้งฐานในไทยให้ได้มากที่สุด แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขที่ทำให้การลงทุนเหล่านั้นช่วยยกระดับความสามารถของธุรกิจและบุคลากรไทยอย่างเป็นรูปธรรม
4 บทเรียนสำคัญที่ประเทศไทยควรนำไปใช้
จากบทเรียนวิกฤตปี 2540 แนวทางของสิงคโปร์ และความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก สามารถสรุปหลักคิดสำหรับประเทศไทยได้สี่ประการ
1. เปิดรับเงินทุนอย่างมียุทธศาสตร์
พิจารณาทั้งคุณภาพของเงินลงทุน ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ไม่มุ่งเน้นเพียงมูลค่าการลงทุนที่ประกาศไว้
2. สร้างระบบกำกับดูแลทางการเงินที่เข้มแข็ง
ติดตามความเสี่ยงจากหนี้ สภาพคล่อง อัตราแลกเปลี่ยน และความเชื่อมโยงกับตลาดโลก พร้อมพัฒนาความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง
3. เพิ่มความแข็งแกร่งจากภายใน
พัฒนาบุคลากรไทย ผู้ประกอบการ SME ระบบวิจัยและพัฒนา และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถรองรับโอกาสจากภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. ใช้เงินลงทุนต่างชาติเป็นเครื่องมือยกระดับเศรษฐกิจ
สร้างกลไกที่ช่วยให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนานวัตกรรม การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทไทย
บทสรุป: เงินลงทุนสร้างการเติบโต แต่นวัตกรรมสร้างอนาคต
วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เป็นเครื่องเตือนใจว่า การมีเงินทุนไหลเข้าจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจะมีเสถียรภาพเสมอไป ขณะที่การแข่งขันดึงดูดการลงทุนในยุค AI ก็กำลังทำให้ประเทศไทยต้องตอบคำถามอีกข้อหนึ่งว่า เงินทุนที่เข้ามาจะช่วยสร้างเทคโนโลยีและความสามารถในการแข่งขันให้คนไทยได้มากเพียงใด
บทเรียนจากสิงคโปร์ไม่ได้หมายความว่าไทยต้องดำเนินนโยบายเหมือนกันทุกประการ แต่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการออกแบบระบบการเงิน การกำกับดูแล และการเปิดรับโอกาสจากภายนอกให้สอดคล้องกัน
ในระยะยาว ประเทศไทยควรมองเงินลงทุนต่างชาติเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย เพราะการเติบโตที่ยั่งยืนต้องอาศัยทั้งเสถียรภาพทางการเงิน บุคลากรที่มีทักษะ ผู้ประกอบการที่เข้มแข็ง และระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม
โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่เพียงการเป็นประเทศที่ต่างชาติเลือกเข้ามาลงทุน แต่ต้องเป็นประเทศที่การลงทุนช่วยให้คนไทยเรียนรู้ สร้างเทคโนโลยี และพัฒนาบริษัทของตนเองจนแข่งขันได้ในตลาดโลก

ข้อมูลอ้างอิง:
-
Facebook — เอ้ สุชัชวีร์: Financial Globalisation และบทเรียนจากไทย–สิงคโปร์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สิงคโปร์สร้าง Smart Nation อย่างไร? 5 บทเรียนสำหรับประเทศไทย
การสร้างประเทศอัจฉริยะ หรือ Smart Nation ไม่ได้หมายถึงการมีเทคโนโลยีทันสมัยมากที่สุด แต่คือการนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาของประชาชน ลดความซับซ้อนในการใช้บริการภาครัฐ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงได้

น้ำท่วมกรุงเทพฯ กับต้นทุนแฝงที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ถอดบทเรียนน้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 2569 แม้ฐานการผลิตไม่เสียหายเหมือนปี 54 แต่น้ำท่วมเพียง 5 วันสร้างความเสียหายระดับหมื่นล้าน ชี้ความเสี่ยงเปลี่ยนเป็นภาษีผลิตภาพที่กัดกร่อนเศรษฐกิจไทยทุกปี พร้อมเสนอพลิกกรอบคิดสู่การปกป้องระบบเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อ

พาณิชย์จีนเผย 'เงินลงทุนจากตปท.' ไหลเข้ามากกว่าไหลออก
กระทรวงพาณิชย์จีนเผยเงินลงทุนจากต่างประเทศยังไหลเข้าสู่จีนมากกว่าไหลออก แม้มูลค่า FDI ช่วง 5 เดือนแรกปี 2026 ลดลง 8.6% แต่แนวโน้มชะลอตัวลง พร้อมย้ำจีนยังเป็นหนึ่งในจุดหมายลงทุนสำคัญของโลก

วว. ติดปีกสตาร์ทอัพไทย ขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมครบวงจร
ในยุคที่เทคโนโลยีและความยั่งยืนกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก หน่วยงานภาครัฐของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วว. (สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย) และหน่วยงานภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เร่งผลักดันและติดปีกให้แก่สตาร์ทอัพและภาคธุรกิจไทย

ผ่าเศรษฐกิจไทย ปี 68 ผจญความท้าทายโต 2% จับตาเสี่ยง Technical Recession
GDP ไทยไตรมาส 3 ปี 2568 โตเพียง 1.2% จากผลกระทบการเมืองและข้อพิพาทชายแดน คาดทั้งปีโต 2% หากมาตรการรัฐหนุนต่อเนื่อง พร้อมจับตาความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค

“จรีพร จารุกรสกุล” ผู้นำหญิง WHA Group สู่ความสำเร็จธุรกิจโลจิสติกส์ไทย
จรีพร จารุกรสกุล ผู้นำหญิงแห่ง WHA Group กับเส้นทางความสำเร็จในธุรกิจโลจิสติกส์และนิคมอุตสาหกรรม พร้อมวิสัยทัศน์ยั่งยืนและแรงบันดาลใจสู่อนาคต
