
อินโดนีเซียตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 8% ใช้ AI ดันผลิตภาพ เร่งลงทุนแข่งดึงทุนในอาเซียน
สรุปประเด็น
-
ตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 8%: อินโดนีเซียเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่เป้าหมายเติบโต 8% ภายในปี 2029 โดยชูเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI เป็นเครื่องยนต์ใหม่
-
ดัน AI เพิ่มผลิตภาพ: ใช้เทคโนโลยี AI ยกระดับภาคการผลิต โลจิสติกส์ บริการภาครัฐ และพัฒนาบุคลากรทักษะสูงรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
-
โครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน: เร่งขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าและพัฒนาศูนย์ข้อมูลรองรับเทคโนโลยี พร้อมดึงดูดการลงทุนผ่านเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs)
-
โจทย์ความท้าทายของไทย: สะท้อนการแข่งขันดึงดูดการลงทุนในอาเซียนที่เปลี่ยนจากต้นทุนต่ำสู่เทคโนโลยี ไทยจึงต้องเร่งยกระดับผลิตภาพและเชื่อมโยง Supply Chain
อินโดนีเซียกำลังเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อผลักดันการเติบโตสู่ระดับ 8% ภายในปี 2029 โดยวางให้เศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องยนต์ใหม่ ควบคู่กับการขยายเขตเศรษฐกิจพิเศษ การลงทุนด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรทักษะสูง
ทิศทางดังกล่าวสะท้อนความพยายามของรัฐบาลอินโดนีเซียในการเปลี่ยนการเติบโตทางเศรษฐกิจให้พึ่งพาผลิตภาพ เทคโนโลยี และการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่อาศัยแรงส่งจากการบริโภคหรือการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบเดิมเพียงอย่างเดียว
รายงาน ASEAN Roundup ของ ThaiPublica วันที่ 25 ตุลาคม 2569 ระบุว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียเติบโต 5.45% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 5.8–6.5% ในปี 2027 ก่อนมุ่งสู่เป้าหมาย 8% ในปี 2029 โดยมีเศรษฐกิจดิจิทัล AI และเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นกลไกสำคัญ
คำถามสำคัญคือ อินโดนีเซียจะเปลี่ยนการลงทุนด้านเทคโนโลยีให้เป็นผลิตภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างไร และทิศทางนี้กำลังสร้างโจทย์การแข่งขันอะไรให้กับประเทศอื่นในอาเซียน รวมถึงไทย
เศรษฐกิจดิจิทัล เครื่องยนต์ใหม่ของการเติบโต
รัฐบาลอินโดนีเซียตั้งเป้าให้เศรษฐกิจดิจิทัลเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยมุ่งเพิ่มการลงทุน ยกระดับผลิตภาพ และส่งเสริมการส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น พร้อมตั้งเป้าให้เศรษฐกิจเติบโต 6% ในปี 2027
ข้อมูลในรายงาน ThaiPublica ระบุว่า มูลค่าธุรกรรมสินค้ารวมของเศรษฐกิจดิจิทัลอินโดนีเซีย หรือ Gross Merchandise Value (GMV) อยู่ที่เกือบ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ระบบชำระเงินดิจิทัล QRIS มีผู้ใช้งาน 65.77 ล้านคน และมีร้านค้าเข้าร่วม 44.86 ล้านราย
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งสามารถช่วยลดข้อจำกัดในการทำธุรกรรมและเปิดโอกาสให้ธุรกิจเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น
อย่างไรก็ตาม การมีผู้ใช้งานแพลตฟอร์มจำนวนมากหรือธุรกรรมดิจิทัลเติบโตสูง ยังไม่เพียงพอที่จะรับประกันว่าเศรษฐกิจจะเติบโตถึงเป้าหมายที่กำหนด สิ่งสำคัญคือการนำเทคโนโลยีไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นจริง
เศรษฐกิจดิจิทัลจะสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้มากที่สุด เมื่อเทคโนโลยีไม่ได้จำกัดอยู่แค่การซื้อขายออนไลน์ แต่เข้าไปยกระดับผลิตภาพของธุรกิจและอุตสาหกรรมทั้งระบบ
AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นเครื่องมือเพิ่มผลิตภาพ
หนึ่งในเป้าหมายที่รัฐบาลอินโดนีเซียให้ความสำคัญคือการผลักดัน AI ให้เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเน้นการประยุกต์ใช้ในภาคการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน การขนส่งและโลจิสติกส์ การจัดเก็บภาษี ตลอดจนบริการภาครัฐ
แนวทางนี้สะท้อนการมอง AI ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สามารถช่วยให้กระบวนการทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น ไม่ใช่เพียงเครื่องมือสำหรับสร้างเนื้อหาหรือช่วยงานสำนักงานเท่านั้น
ในภาคอุตสาหกรรม AI สามารถนำไปใช้วิเคราะห์ข้อมูลการผลิต ตรวจจับความผิดปกติของเครื่องจักร คาดการณ์ความต้องการสินค้า และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินค้าคงคลัง ส่วนภาคบริการสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงการให้บริการลูกค้าและลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน
สำหรับภาครัฐ การนำ AI มาใช้ร่วมกับระบบดิจิทัลอาจช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการอนุมัติใบอนุญาตและการให้บริการประชาชน หากมีการออกแบบกระบวนการทำงานและระบบกำกับดูแลที่เหมาะสม
แต่การนำ AI มาใช้ในระดับประเทศยังมีเงื่อนไขสำคัญ ทั้งความพร้อมด้านข้อมูล บุคลากร โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และความสามารถของธุรกิจในการลงทุนและปรับกระบวนการทำงาน
อินโดนีเซียจึงกำหนดเป้าหมายพัฒนาบุคลากรดิจิทัล 9 ล้านคนภายในปี 2030 พร้อมส่งเสริมการฝึกอบรมวิศวกรออกแบบชิปเซมิคอนดักเตอร์ 15,000 คนในระยะเวลา 3 ปี เพื่อสร้างกำลังคนรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในอนาคต
โครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน ต้องพร้อมรองรับ AI
แม้ AI จะเป็นเทคโนโลยีที่มองไม่เห็นในเชิงกายภาพ แต่การใช้งานในระดับอุตสาหกรรมต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่มีต้นทุนสูง โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูล ระบบสื่อสาร และพลังงานไฟฟ้าที่เพียงพอและมีเสถียรภาพ
อินโดนีเซียจึงให้ความสำคัญกับการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าและการพัฒนาศูนย์ข้อมูลควบคู่กัน โดยรายงาน ThaiPublica ระบุถึงแผนเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 70 กิกะวัตต์ ภายใต้แผนจัดหาพลังงานปี 2025–2034 และการผลักดันโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 100 กิกะวัตต์พีค
รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับความพร้อมด้านพื้นที่ น้ำประปา และระบบสาธารณูปโภค เพื่อรองรับการขยายตัวของศูนย์ข้อมูลและธุรกิจดิจิทัล
อีกประเด็นที่น่าจับตาคือรายงานเกี่ยวกับการเจรจาที่ NVIDIA อาจลงทุนมูลค่า 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเขตการค้าเสรีบาตัม (Batam) โดยข้อมูลดังกล่าวในรายงานเป็นสถานะการเจรจา ไม่ใช่การยืนยันว่าการลงทุนเกิดขึ้นแล้ว
การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะประเทศที่ต้องการพัฒนาอุตสาหกรรม AI ไม่สามารถพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงพลังประมวลผล พลังงาน และบุคลากรที่จำเป็นได้ในต้นทุนที่แข่งขันได้
เขตเศรษฐกิจพิเศษ เร่งเปลี่ยนเงินลงทุนให้เป็นการเติบโต
นอกจากเศรษฐกิจดิจิทัล อินโดนีเซียยังเร่งพัฒนา เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones: SEZs) เพื่อดึงดูดการลงทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุน
ข้อมูลจาก ThaiPublica ระบุว่า รัฐบาลมองเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นหนึ่งในกลไกที่จะช่วยให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการเติบโต 8% โดยให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการลงทุน หรือค่า ICOR ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสัมพันธ์ระหว่างเงินลงทุนกับผลผลิตส่วนเพิ่ม
ตามข้อมูลในรายงาน ค่า ICOR ของอินโดนีเซียอยู่ที่ประมาณ 6.1 ขณะที่เขตเศรษฐกิจพิเศษมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่า 4 ซึ่งรัฐบาลมองว่าเป็นสัญญาณของประสิทธิภาพการลงทุนที่สูงกว่า
ในด้านผลลัพธ์ รายงานระบุว่า การลงทุนสะสมในเขตเศรษฐกิจพิเศษตั้งแต่ปี 2012 จนถึงเดือนกันยายน 2026 มีมูลค่า 382.1 ล้านล้านรูเปียห์ สร้างการจ้างงาน 302,262 คน และมีหน่วยธุรกิจเข้าร่วม 509 แห่ง
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลสะสมในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน และไม่ควรนำไปตีความว่าเป็นผลลัพธ์จากนโยบาย AI โดยตรง เพราะเขตเศรษฐกิจพิเศษครอบคลุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายประเภท
ในเชิงยุทธศาสตร์ การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษจะสร้างประโยชน์ได้มากขึ้นเมื่อมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน และสามารถดึงดูดธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจในประเทศ ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนโครงการลงทุนหรือพื้นที่อุตสาหกรรมเท่านั้น
ดึงดูดเงินทุน ต้องรักษาความเชื่อมั่นตลาดทุนด้วย
อีกด้านหนึ่งที่อินโดนีเซียกำลังเร่งดำเนินการคือการปฏิรูปตลาดทุน เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติและสถานะการเป็นตลาดเกิดใหม่
รายงาน ThaiPublica ระบุว่า Morgan Stanley Capital International (MSCI) เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการปรับสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซียจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ไปเป็นตลาดเดี่ยว (Standalone Market) โดยในช่วงที่รายงานเผยแพร่ ยังไม่ใช่การตัดสินใจขั้นสุดท้าย
ประเด็นดังกล่าวทำให้หน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนอินโดนีเซียเร่งผลักดันการปฏิรูปเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ สภาพคล่อง และความโปร่งใสของตลาด
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า การดึงดูดเงินลงทุนไม่ได้ขึ้นอยู่กับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือสิทธิประโยชน์ที่รัฐบาลเสนอเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับคุณภาพของตลาดทุน ความชัดเจนของข้อมูล และความเชื่อมั่นที่นักลงทุนมีต่อระบบเศรษฐกิจ
หากประเทศสามารถดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีได้ แต่ตลาดทุนยังเผชิญข้อกังวลเรื่องความโปร่งใสหรือความสะดวกในการลงทุน ก็อาจเป็นข้อจำกัดต่อการระดมทุนและการขยายธุรกิจในระยะยาวได้เช่นกัน
บทเรียนสำหรับไทย เมื่อการแข่งขันในอาเซียนไม่ได้วัดกันแค่ต้นทุน
ทิศทางของอินโดนีเซียเป็นสัญญาณให้ประเทศในอาเซียนต้องเร่งพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะเมื่อการลงทุนด้าน AI ศูนย์ข้อมูล เซมิคอนดักเตอร์ และบริการดิจิทัลมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น
สำหรับไทย มีประเด็นที่ควรพิจารณาอย่างน้อย 3 ด้าน
1. เปลี่ยนการใช้ AI ให้เป็นผลิตภาพที่วัดผลได้
การส่งเสริม AI ไม่ควรจำกัดอยู่ที่การเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานหรือการจัดอบรม แต่ควรเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ เช่น การลดต้นทุนต่อหน่วย การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดเวลาส่งมอบสินค้า และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเฉพาะในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
2. วางแผนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานให้สอดคล้องกัน
การดึงดูดธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูงต้องอาศัยไฟฟ้าที่เพียงพอ ระบบสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการ การวางแผนพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานจึงควรเดินควบคู่กับยุทธศาสตร์การลงทุน
3. เชื่อมโยงนักลงทุนต่างชาติกับผู้ประกอบการไทย
หากต้องการให้การลงทุนสร้างผลประโยชน์ในประเทศ ธุรกิจไทยต้องมีโอกาสเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วน การให้บริการด้านเทคนิค ไปจนถึงการพัฒนาซอฟต์แวร์และโซลูชันดิจิทัล การพัฒนาทักษะและมาตรฐานของผู้ประกอบการจึงสำคัญไม่แพ้การดึงดูดเงินทุน
ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าไทยควรแข่งขันด้วยการตั้งเป้าเติบโต 8% ตามอินโดนีเซียโดยตรง เพราะแต่ละประเทศมีโครงสร้างเศรษฐกิจ ขนาดตลาด และข้อจำกัดแตกต่างกัน แต่ไทยสามารถใช้ทิศทางดังกล่าวเป็นกรณีศึกษาในการกำหนดเป้าหมายด้านผลิตภาพและคุณภาพการลงทุนให้ชัดเจนขึ้น
บทสรุป: เป้าหมาย 8% ต้องอาศัยมากกว่าเทคโนโลยี
อินโดนีเซียกำลังวาง AI และเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นเครื่องยนต์ใหม่เพื่อเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยใช้การพัฒนาบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน เขตเศรษฐกิจพิเศษ และการปฏิรูปตลาดทุนเป็นองค์ประกอบสนับสนุน
แต่การตั้งเป้าหมายการเติบโตสูงไม่ได้รับประกันว่าผลลัพธ์จะเกิดขึ้นตามแผน ความสำเร็จยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการเปลี่ยนเงินลงทุนให้เป็นผลิตภาพ สร้างงานที่มีมูลค่าสูง และทำให้ธุรกิจในประเทศได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี
สำหรับไทย บทเรียนสำคัญไม่ใช่การแข่งกันประกาศเป้าหมายการเติบโตให้สูงกว่าใคร แต่คือการสร้างระบบเศรษฐกิจที่ทำให้เงินลงทุน เทคโนโลยี และบุคลากรทำงานร่วมกันเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง
ข้อมูลอ้างอิง:
-
ThaiPublica — “ASEAN Roundup อินโดนีเซียเร่งเครื่องดันเศรษฐกิจโต 8%” เผยแพร่วันที่ 25 ตุลาคม 2569
-
ANTARA News — แหล่งข่าวที่ ThaiPublica เชื่อมโยงในประเด็นภาวะเศรษฐกิจมหภาค เศรษฐกิจดิจิทัล และการประยุกต์ใช้ AI ของอินโดนีเซีย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

SpaceX ระดมทุนหนี้ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ซื้อชิป Nvidia เร่งเดิมพันโครงสร้างพื้นฐาน AI
SpaceX บริษัทเทคโนโลยีอวกาศของอีลอน มัสก์ กำลังเดินหน้าเพิ่มขีดความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้วยการจัดหาเงินทุนผ่านหนี้มูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) สำหรับรองรับการประมวลผล AI

ทำไมแผน Big Data ฉบับแรกของไทยถึงมาช้ากว่าเพื่อนบ้านนับปี และไทยจะแข่งขันได้อย่างไรในเมื่อ ครม. เพิ่ง "รับทราบ" ร่างแผน
ครม. รับทราบร่างแผนยุทธศาสตร์ Big Data พ.ศ. 2568-2570 ซึ่งเป็นกรอบทิศทางด้านข้อมูลขนาดใหญ่ฉบับแรกของไทย สะท้อนจุดเริ่มต้นที่ยังล่าช้ากว่าเพื่อนบ้านในอาเซียนเนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ภาคเอกชนจึงต้องเร่งปรับตัวล่วงหน้า พร้อมข้อเสนอตั้งหน่วยงานกลางบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

Data Center ในไทย – คุ้มค่าต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมจริงหรือ?
TDRI เตือนการลงทุน Data Center อาจได้ไม่คุ้มเสีย เหตุใช้ทรัพยากรสูงแต่จ้างงานต่ำ เสนอโมเดลพัฒนาใหม่เน้นสร้างงานคุณภาพและความยั่งยืน เพื่อก้าวข้ามโลกเก่า

จีนเผย การเติบโตของมูลค่าข้อมูลเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วภายใต้แผนปฏิบัติการ 3 ปี
จีนเผยความคืบหน้าแผนปฏิบัติการ 3 ปี ยกระดับ “ข้อมูล” เป็นปัจจัยการผลิตใหม่ หนุนเศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตต่อเนื่อง ปี 2025 ปริมาณการใช้ข้อมูลแตะ 1.67 เซตตาไบต์ มูลค่าซื้อขายข้อมูลเพิ่มเกือบ 40% สะท้อนบทบาท Data Economy ในการขับเคลื่อนการเติบโตคุณภาพสูงของจีน

สหรัฐฯ ครองตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มูลค่ากว่า 2 ล้านล้านบาท จับตาจีน–ญี่ปุ่น–อาเซียน
สถิติ 8 เดือนแรกปี 2569 ชี้สหรัฐฯ ยังคงครองตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยด้วยมูลค่ากว่า 2.07 ล้านล้านบาท เติบโต 37.73% ขณะที่จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และออสเตรเลียเติบโตโดดเด่น สะท้อนความสำคัญของตลาดหลักและการกระจายความเสี่ยงสู่ตลาดใหม่

จากคู่แข่งสู่คู่ค้าอันดับหนึ่ง: เจาะลึกแผนยุทธศาสตร์ร่วมไทย-เวียดนามเพื่อครองตลาดอาเซียนในทศวรรษหน้า
ในโลกการค้ายุคใหม่ที่เผชิญกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ รูปแบบการแข่งขันแบบแพ้-ชนะ (Zero-Sum Game) กำลังถูกแทนที่ด้วยแนวคิด "การร่วมมือเพื่อเติบโต" (Co-opetition) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดในภูมิภาคอาเซียนคือ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่าง ไทย และ เวียดนาม
