
50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม: จากมิตรภาพอันแน่นแฟ้น สู่การยกระดับ "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน" และโอกาสทองทาง
ฟังบทความนี้โดย AI
Business Leader Podcast
สรุปประเด็น
วันที่ 6 สิงหาคม 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายประวัติศาสตร์ที่สำคัญแห่งภูมิภาคอาเซียน เมื่อความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่าง "ไทย" และ "เวียดนาม" ได้เดินทางมาบรรจบครบรอบ 50 ปีเต็ม ตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เราได้เห็นพัฒนาการที่ก้าวกระโดดจากมิตรประเทศเพื่อนบ้าน สู่การเป็น "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน" (Comprehensive Strategic Partnership) ที่เกื้อกูลกันในทุกมิติ ทั้งการเมือง ความมั่นคง สังคม และที่สำคัญที่สุดคือ "เศรษฐกิจ"
ในวาระพิเศษนี้ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นำคณะผู้แทนรัฐสภาไทยเดินทางเยือนกรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อร่วมเฉลิมฉลองและวางศิลาฤกษ์สำหรับความร่วมมือในทศวรรษหน้า โดยภารกิจสำคัญครอบคลุมทั้งมิติทางเวทีการทูตเชิงวัฒนธรรม และการขับเคลื่อนกลไกทางเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชน
สานสายใยแห่งมิตรภาพ ผ่านนิทรรศการ “The Woven Ties”
ในช่วงเช้าของวันที่ 6 สิงหาคม ประธานรัฐสภาไทยได้รับเกียรติเป็นแขกเกียรติยศ กล่าวสุนทรพจน์เปิดงานนิทรรศการ “The Woven Ties: Celebrating 50 Years of Thailand–Viet Nam Diplomatic Relations” ณ พิพิธภัณฑ์สตรี กรุงฮานอย ซึ่งจัดขึ้นโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย ร่วมกับคณะกรรมการกลางแนวร่วมปิตุภูมิเวียดนาม
นายโสภณ ได้ตอกย้ำถึงความสำเร็จของความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2519 โดยชี้ให้เห็นว่าความไว้วางใจและความจริงใจคือรากฐานสำคัญที่ทำให้ทั้งสองชาติก้าวหน้ามาจนถึงจุดนี้ นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทของรัฐสภาทั้งสองประเทศในการเป็นฟันเฟืองด้านนิติบัญญัติ เพื่อรับมือกับความท้าทายยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ ปัญหายาเสพติด หรือความมั่นคงทางไซเบอร์ เพื่อเสถียรภาพของภูมิภาคอาเซียน
บรรยากาศภายในงานยังเป็นไปอย่างชื่นมื่น มีการจัดแสดงนิทรรศการผ้าไทยและชุดประจำชาติที่สะท้อนถึงซอฟต์พาวเวอร์และภูมิปัญญาร่วมของสองชาติ โดยนายโสภณ ยังได้มีโอกาสพบปะหารือกับ นางฮา ถิ งา (H.E. Ms. Ha Thi Nga) สมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการกลางแนวร่วมปิตุภูมิเวียดนาม เพื่อกระชับเครือข่ายความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระดับรัฐต่อรัฐ และประชาชนต่อประชาชน
ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ลุยปลดล็อกอุปสรรค ดันการค้า-การลงทุนไทยในเวียดนาม
มิติทางเศรษฐกิจถือเป็นหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ในยุคปัจจุบัน ในช่วงค่ำของวันเดียวกัน ประธานรัฐสภา พร้อมด้วย นางสาวอุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย ได้ร่วมโต๊ะรับประทานอาหารค่ำ ณ ร้านอาหาร Ngon Garden ร่วมกับผู้แทนหอการค้าและอุตสาหกรรมไทยในเวียดนาม ตลอดจนผู้แทนและนักธุรกิจไทยที่กำลังสยายปีกในเวทีเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน
วงสนทนาในค่ำคืนนั้น มุ่งเน้นไปที่การ "ลงลึกถึงหน้างาน" อย่างแท้จริง ประธานรัฐสภาได้รับฟังข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์การดำเนินธุรกิจ การลงทุน ตลอดจน "Pain Points" หรืออุปสรรคต่างๆ จากเสียงของภาคเอกชนและแรงงานไทยที่พำนักในเวียดนามโดยตรง
การหารือครั้งนี้นำมาสู่ข้อเสนอแนะที่สร้างสรรค์ เพื่อประกอบการผลักดันมาตรการและกลไกเชิงนโยบายจากฝั่งไทย ที่จะเข้าไปเอื้ออำนวยและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถทำธุรกิจในเวียดนามได้อย่างราบรื่นและแข่งขันได้มากยิ่งขึ้น
นายโสภณ ได้เน้นย้ำถึง Key Success Factor หรือปัจจัยแห่งความสำเร็จในอนาคต ว่าอยู่ที่ "การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน (PPP)" อย่างไร้รอยต่อ ภาครัฐและรัฐสภาพร้อมที่จะเป็นทัพหลังที่แข็งแกร่งในการสนับสนุนศักยภาพของเอกชนไทยในเวียดนาม เพื่อขับเคลื่อนการต่อยอดการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ (Economic Connectivity) ระหว่างไทย-เวียดนาม ให้ทะยานสู่เป้าหมายใหม่ร่วมกัน
บทสรุป: 50 ปีแห่งความหลัง สู่ทศวรรษใหม่แห่งความรุ่งโรจน์
ภาพรวมของงานฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการรำลึกถึงอดีตอันงดงาม แต่คือการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนถึงทิศทางในอนาคต ประเทศไทยและเวียดนามกำลังจับมือกันก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ ด้วยเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม นั่นคือการสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจร่วมกัน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน
สำหรับภาคเอกชนและนักลงทุนไทย นี่คือช่วงเวลาแห่งโอกาสทอง ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากทั้งกลไกทางการทูตและฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อร่วมกันจารึกหน้าใหม่ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย-เวียดนามในอีก 50 ปีข้างหน้า
ข้อมูลอ้างอิง:
-
Royal Thai Embassy, Hanoi. (2569, 6 สิงหาคม). วันนี้ (6 สิงหาคม 2569) เป็นวันครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับเวียดนาม [ภาพพร้อมข้อความ]. Facebook. https://www.facebook.com/share/p/1F3FPMy6M8/?mibextid=wwXIfr
-
Royal Thai Embassy, Hanoi. (2569, 6 สิงหาคม). เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนางสาวอุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูต [ภาพพร้อมข้อความ]. Facebook. https://www.facebook.com/share/18zRJ5BsFU/?mibextid=wwXIfr
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จับสัญญาณจีน-เวียดนาม พันธมิตรเศรษฐกิจสู้ศึกสงครามการค้ากับสหรัฐฯ?
วิเคราะห์การเยือนเวียดนามของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ เผยจุดยืนของจีนต่อสงครามการค้า เป้าหมาย 6 ประการในความร่วมมือจีน-เวียดนาม และการเสริมสร้างความเป็นพันธมิตรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เวียดนามชู 3 เป้าหมายอาเซียน 2045: จากผู้ตามสู่ผู้กำหนดทิศทางโลก
เวียดนามขึ้นเวที ASEAN Future Forum 2026 ประกาศวิสัยทัศน์อาเซียน 2045 ชูแนวคิด "เอกภาพบนความหลากหลาย" พร้อมผลักดัน 3 เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ จากการเป็นสมอแห่งความไว้วางใจ ไปสู่ศูนย์กลางนวัตกรรม และการวัดความสำเร็จด้วยคุณภาพชีวิตของประชาชน

สหรัฐฯ-เวียดนามบรรลุข้อตกลงภาษีใหม่ ไทยเสี่ยงเสียเปรียบส่งออก
ข้อตกลงภาษีสหรัฐฯ-เวียดนามสร้างแรงกดดันให้ไทยต้องเร่งเจรจา หวังได้อัตราภาษีส่งออกที่แข่งขันได้ มิฉะนั้นอาจสูญเสียส่วนแบ่งตลาดสหรัฐฯ และกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นและยาว

ผนึกกำลังเป็นศูนย์กลางการผลิตแห่งอนาคต ไทย-เวียดนาม
ประเทศไทยและเวียดนามจับมือเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจ จากคู่แข่งสู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านผ่านยุทธศาสตร์ Three Connects มุ่งผสานจุดแข็งผลักดัน 5 อุตสาหกรรมศักยภาพสูงอย่าง พลังงานสะอาด, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อยกระดับซัพพลายเชนอาเซียนให้เป็นศูนย์กลางการผลิตแห่งอนาคตในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

อัปเดตสถานการณ์อ่าวฮาลอง: เรือนำเที่ยวล่มกลางพายุ เสียชีวิตหลายราย
เรือนำเที่ยวล่มกลางอ่าวฮาลอง เวียดนาม เสียชีวิต 34 ราย สูญหายหลายคน เหตุเกิดจากพายุฝนรุนแรง 20 ก.ค. 2025 รัฐบาลเร่งสอบสวนและออกมาตรการป้องกันเหตุซ้ำ ตรวจสอบใบอนุญาตเรือ เพิ่มเจ้าหน้าที่กู้ภัย พร้อมรับมือพายุไต้ฝุ่นวิภา เหตุการณ์สะเทือนใจ กระทบการท่องเที่ยวเวียดนาม

การเร่ง GDP โต 10%: เวียดนามกำลังก้าวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ หรือสร้างความเปราะบางทางการเงิน?
เวียดนามตั้งเป้าดัน GDP โต 10% เพื่อมุ่งสู่ประเทศรายได้สูง ทว่าการพึ่งพาสินเชื่อและการลงทุนภาครัฐกำลังสร้างแรงกดดันต่อระบบธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ และเสถียรภาพภายนอก ชวนวิเคราะห์ความเสี่ยงเชิงระบบและทางเลือกระหว่างการเร่งโตระยะสั้นกับเสถียรภาพระยะยาว
