
ยาโยอิ คุซามะ – แบบแผนอันไร้ขอบเขต และการลบเลือนแห่งอัตตา
สรุปประเด็น
ในปี 2023 พวกเราหลายคนอาจได้เห็นผลงานประติมากรรมรูปฟักทองซึ่งนำมาจัดแสดงอยู่ที่บริเวณศูนย์การค้าไอคอนสยาม เพื่อประชาสัมพันธ์แฟชั่นเครื่องแต่งกายและสินค้าลายจุดของหลุยส์ วิตตอง ผลงานที่ดูเรียบง่ายแต่น่าตื่นตาตื่นใจเหล่านั้น ล้วนมีต้นกำเนิดจากศิลปินที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในวงการศิลปะสมัยใหม่ ยาโยอิ คุซามะ (Yayoi Kusuma)
ยาโยอิ คุซามะ เกิดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 1929 ที่เขตมัตสึโมโตะ จังหวัดนากาโนะ ประเทศญี่ปุ่น ในครอบครัวพ่อค้า เธอเป็นลูกคนสุดท้องในบรรดาพี่น้องสี่คน และแสดงความสนใจในศิลปะตั้งแต่อายุยังน้อย แม่ของเธอไม่สนับสนุนให้คุซามะวาดภาพและผลักดันให้เธอเป็นแม่บ้านแบบดั้งเดิม เธอกล่าวว่า “แม่บอกฉันว่าฉันไม่ได้รับอนุญาตให้วาดรูป วันหนึ่งฉันจะต้องแต่งงานกับคนรวยและเป็นแม่บ้าน ตอนที่ฉันยังเป็นเด็ก แม่ก็ริบหมึกและผ้าใบทั้งหมดของฉันไป” แต่คุซามะมีความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อ เมื่อแม่ของเธอฉีกภาพวาดของเธอทิ้ง คุซามะก็วาดภาพเพิ่ม เมื่อเธอไม่มีเงินซื้ออุปกรณ์ศิลปะ เธอก็ใช้สิ่งของที่หาได้รอบ ๆ บ้านมาวาดแทน
คุซามะเริ่มประสบกับอาการประสาทหลอนเมื่อเธออายุได้เจ็ดขวบ เธอบรรยายภาพหลอนที่เธอเห็นในผลงาน ดอกไม้ Flower (D.S.P.S) ว่า “วันหนึ่งฉันกำลังมองดูลวดลายดอกไม้สีแดงบนผ้าปูโต๊ะ และเมื่อฉันเงยหน้าขึ้น ฉันก็เห็นลวดลายเดียวกันนั้นปกคลุมเพดาน หน้าต่าง และผนัง และในที่สุดก็ทั่วทั้งห้อง ร่างกายของฉัน และจักรวาล ฉันรู้สึกราวกับว่าฉันกำลังเริ่มเสื่อมสลาย หมุนวนอยู่ในความไม่มีที่สิ้นสุดของเวลาและความสัมบูรณ์ของปริภูมิ ตัวตนค่อย ๆ ลดลงจนเหลือเพียงความว่างเปล่า เมื่อฉันรู้ว่ามันเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ในจินตนาการ ฉันก็รู้สึกหวาดกลัว ฉันรู้ว่าฉันต้องวิ่งหนีไป มิฉะนั้นฉันอาจจะถูกมนต์สะกดของดอกไม้สีแดงพรากชีวิตไป ฉันวิ่งขึ้นบันไดอย่างสุดชีวิต ขั้นบันไดด้านล่างเริ่มพังทลายลง และฉันก็ล้มลงบันไดจนข้อเท้าแพลง” คุซามะเริ่มถ่ายทอดประสบการณ์ของเธอ ผ่านการตกแต่งผนัง พื้น ผ้าใบ และของใช้ในบ้านด้วยลายจุดโดยอ้างอิงถึงภาพหลอนเหล่านั้น และได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของเธอในเวลาต่อมา
ในปี 1942 คุซามะเริ่มได้เข้าศึกษาวิชาจิตรกรรมแบบญี่ปุ่น ที่เรียกว่า นิฮงงะ (Nihonga) อันเป็นรูปแบบการวาดภาพที่พัฒนาขึ้นในสมัยเมจิในปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งเน้นการสร้างสรรค์มากกว่าการเลียนแบบธรรมชาติ นิฮงงะเป็นศิลปะเพียงสาขาเดียวที่มีให้เธอได้ศึกษา ขณะนั้นโลกอยู่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และลัทธิชาตินิยมสุดโต่งแพร่กระจายไปทั่วในช่วงสงคราม เมื่อเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากพ่อแม่ของเธอต่อการเป็นศิลปิน เธอจึงต้องพิสูจน์ศักยภาพทางศิลปะของเธอให้พวกเขาเห็นโดยการส่งผลงานนิฮงงะของเธอเข้าร่วมการประกวดทุกปี และในปี 1948 สามปีหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง พ่อแม่ของเธอก็อนุญาตให้เธอสมัครเข้าเรียนโรงเรียนศิลปะ คุซามะได้จากบ้านเพื่อเข้าศึกษาในชั้นปีสุดท้ายที่โรงเรียนศิลปะและหัตถกรรมเทศบาลเกียวโต (Kyoto Municipal School of Arts and Crafts)
อัจฉริยภาพของคุซามะแสดงให้เห็นตั้งแต่วัยเยาว์ ในปี 1950 ภาพวาดนิฮงงะชื่อ "แมว 1947" ได้รับเลือกให้ร่วมแสดงในนิทรรศการครั้งแรกของจังหวัดนากาโนะ และเธอมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในปี 1952 ณ ศูนย์ชุมชนในเขตมัตสึโมโตะ บ้านเกิดของเธอ นิทรรศการนี้จัดแสดงผลงานกว่า 100 ชิ้น ทั้งภาพสีน้ำ สีโปสเตอร์ และสีน้ำมัน รวมถึงภาพ "การสะสมของศพ (นักโทษที่ถูกล้อมรอบด้วยม่านแห่งการไร้ตัวตน)" “Accumulation of the Corpses (Prisoner Surrounded by the Curtain of Depersonalization)” เธอได้จัดงานแสดงเดี่ยวอีกหลายครั้ง และผลงานของเธอได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมแสดงในนิทรรศการสีน้ำนานาชาติครั้งที่ 18 ที่พิพิธภัณฑ์บรูคลินในนครนิวยอร์ก
ในปี 1955 คุซามะตัดสินใจเขียนจดหมายถึง จอร์เจีย โอ’คีฟ (Georgia O’Keeffe) ศิลปินหญิงชาวอเมริกันผู้บุกเบิกจิตรกรรมสมัยใหม่ โดยที่เธอไม่เคยรู้จักโอ’คีฟเป็นการส่วนตัวมาก่อน “ฉันเพิ่งก้าวแรกในชีวิตอันยาวนานและยากลำบากของการเป็นจิตรกร ....... คุณจะกรุณาชี้ทางให้ฉันได้ไหม” เธอยังได้ส่งภาพวาดสีน้ำจำนวนหนึ่งไปพร้อมกับจดหมายนั้น ไม่กี่สัปดาห์ถัดมา คุซามะได้รับจดหมายตอบกลับจากโอ’คีฟ และเป็นการเริ่มต้นของการติดต่อสื่อสารที่มิเพียงทำให้ชีวิตของศิลปินสาวชาวญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลง แต่หากทำให้ทิศทางประวัติศาสตร์ศิลปะสมัยใหม่เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล โอ’คีฟได้ช่วยเสนอผลงานของคุซามะให้แก่ห้องแสดงภาพและตัวแทนจำหน่ายงานศิลปะ ซึ่งทำให้คุซามะเริ่มเป็นที่รู้จักในสหรัฐอเมริกา และในปี 1957 คุซามะได้จัดนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา ณ หอศิลป์โซอี ดูซานน์ (Zoë Dusanne Gallery) ในซีแอตเติล ด้วยการสนับสนุนของเคนเนธ คัลลาฮาน (Kenneth Callahan) จิตรกรและนักวาดภาพฝาผนังชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียง นิทรรศการนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอได้เข้ามาแสดงผลงานในสหรัฐอเมริกา ก่อนที่เธอจะเดินทางต่อไปยังนครนิวยอร์กในปีถัดมา
คุซามะเป็นคนบ้างาน เธอหมกมุ่นกับการได้รับการยอมรับและกระหายชื่อเสียงอย่างแท้จริง เธอเคยกล่าวว่า “เมื่อฉันมาถึงนิวยอร์ก ฉันไปที่ยอดตึกเอ็มไพร์สเตท เมื่อเห็นเมืองใหญ่แห่งนี้ ฉันสัญญากับตัวเองว่าสักวันหนึ่งฉันจะพิชิตนิวยอร์ก และสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองในระดับโลกด้วยความดื่มด่ำในศิลปะและพลังสร้างสรรค์มากมายที่อยู่ภายในตัวฉัน ในนิวยอร์ก ฉันอุทิศตนให้กับงานของฉัน” ชีวิตในประเทศสหรัฐอเมริกาช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ ยาโยอิ คุซามะ ความรู้สึกต่อต้านญี่ปุ่นยังคงสูง และเธอเป็นผู้หญิงในวงการศิลปะที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ขณะเดียวกันเธอก็พยายามทำลายอคติเกี่ยวกับความเจ็บป่วยทางจิต หรือการเห็นภาพหลอน ซึ่งในสมัยนั้นถือเป็นเรื่องต้องห้ามอย่างมาก ด้วยอัจฉริยภาพของเธอ คุซามะได้สร้างชื่อเสียงอย่างรวดเร็วในฐานะผู้นำของศิลปะแนวหน้า เธอสร้างสรรค์งานศิลปะในรูปแบบที่หลากกลาย ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม ศิลปะจัดวาง (installation art) ศิลปินการแสดง (performance art) วรรณกรรม ภาพยนตร์ และแฟชั่น งานศิลปะของเธอโดดเด่นด้วยสีสันที่สดใส ลวดลายซ้ำ ๆ อันเป็นเอกลักษณ์ เช่น ลวดลายตาข่ายที่ไม่สิ้นสุด (infinity net) ที่หมุนวน หรือลายจุด (polka dots) ที่ดูมีชีวิตชีวา ตลอดจนการใช้กระจกเพื่อสร้างลวงของสภาพแวดล้อมที่ไม่มีที่สิ้นสุด เชิญชวนให้ผู้ชมจมลึกเข้าสู่โลกที่ไร้ขอบเขตการประสานเป็นหนึ่งเดียวของตัวตนและสิ่งแวดล้อม จนเกิดการลบเลือนของอัตตา (self-obliteration) ภายใต้พื้นผิวของงานศิลปะที่สดใสและเรียบง่ายนั้นซ่อนแรงบันดาลใจอันซับซ้อน ซึ่งถักทอขึ้นจากทั้งประสบการณ์ส่วนตัวและจิตวิญญาณแห่งความคิดสร้างสรรค์
คุซามะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายศิลปินสำคัญที่กำลังกำหนดนิยามใหม่ของศิลปะ เธอเป็นเพื่อนสนิทของโจเซฟ คอร์เนลล์ (Joseph Cornell) และโดนัลด์ จัดด์ (Donald Judd) ศิลปินที่มีอิทธิพลต่องานศิลปะสมัยใหม่ ผลงานของเธอได้รับการยกย่องอย่างสูงและมีอิทธิพลต่อศิลปินหลายรุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศิลปะป๊อปอาร์ต ศิลปะมินิมัลลิสม์ และศิลปะสตรีนิยม การใช้ลวดลายซ้ำๆ ของเธอส่งผลโดยตรงต่อศิลปินร่วมสมัยอย่าง แอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol) และ แคลส์ โอลเดนเบิร์ก (Claes Oldenburg) การสร้างสภาพแวดล้อมที่ชวนดื่มด่ำและรูปแบบที่ล้ำสมัยของเธอยังปูทางให้กับศิลปินการแสดงอย่าง โยโกะ โอโนะ (Yoko Ono)
ยาโยอิ คุซามะ ยังคงมีอาการประสาทหลอน เธอเห็นภาพดอกไม้ แสงวาบ และกลุ่มจุดหนาแน่น ที่สามารถเพิ่มจำนวนราวกับสิ่งมีชีวิต แผ่กระจายอย่างไม่สิ้นสุด ค่อย ๆ กลืนกินตัวตนของเธอและสรรพสิ่งรอบข้าง จนประสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เธอเรียกกระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า “การลบเลือนของอัตตา (self-obliteration)” เธอมีพฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำ (obsessive compulsive behaviors) และรู้สึกว่าเสมือนเป็นคนแปลกหน้าในร่างตัวเอง (ในทางจิตเวชศาสตร์เรียกภาวะนี้ว่า ภาวะแยกตัวจากตนเอง หรือ depersonalization) เธอเดินทางกลับไปญี่ปุ่น เพื่อรักษาอาการเหล่านี้ และสมัครใจอาศัยอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชในกรุงโตเกียวตั้งแต่ปี 1977 โดยใช้ศิลปะเป็นเครื่องบำบัดความเจ็บป่วย และพำนักในญี่ปุ่นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
อาการเหล่านี้ยังคงรบกวนคุซามะมาจนถึงทุกวันนี้ ในหนังสืออัตชีวประวัติของเธอ Infinity Net คุซามะกล่าวว่า “ฉันต่อสู้กับความเจ็บปวด ความวิตกกังวล และความกลัวทุกวัน และวิธีเดียวที่ฉันพบว่าช่วยบรรเทาอาการป่วยของฉันได้คือการสร้างสรรค์งานศิลปะต่อไป... ฉันเดินตามเส้นทางของศิลปะและค้นพบเส้นทางที่ทำให้ฉันมีชีวิตอยู่ได้ หากฉันไม่พบเส้นทางนั้น ฉันแน่ใจว่าฉันคงฆ่าตัวตายไปตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะทนสถานการณ์ที่ฉันเผชิญอยู่ไม่ได้” คุซามะได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนตลอดชีวิตของเธอว่า ศิลปะเป็นช่องทางบำบัดที่สำคัญอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากปราศจากสิ่งนี้ เธอคงไม่สามารถจัดการกับสุขภาพจิตของเธอได้
“สำหรับศิลปินผู้ใฝ่ฝันอย่างฉัน การเอาชนะสภาพแวดล้อมที่ไม่ยุติธรรมก็คือการเอาชนะความเจ็บปวดจากการรู้สึกถูกบีบคั้นและติดกับดัก ฉันมองว่ามันเป็นบททดสอบที่มาพร้อมกับการเกิดมาเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ฉันยังคงต่อสู้ด้วยทุกส่วนของร่างกาย นี่คือกรรมและโชคชะตาเฉพาะตัวของฉันในโลกนี้” - ยาโยอิ คุซามะ

"การสะสมของศพ (นักโทษที่ถูกล้อมรอบด้วยม่านแห่งการไร้ตัวตน)" คุซามะสร้างงานชิ้นนี้ในปี 1950 ห้าปีหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ชื่อของผลงานสะท้อนถึงภาพหลอนที่คุซามะประสบในวัยเด็กของเธอ นั่นคือ "ม่านสีเทาคลุมเครือคล้ายผ้าไหม" ที่จะเลื่อนลงมาและแยกเธอออกจากสภาพแวดล้อม ทำให้โลกรู้สึกห่างไกลและบิดเบี้ยว ผลงานมีลักษณะเป็นวังวนสีคล้ำคล้ายกับสภาพของลำไส้มนุษย์ที่มีพยาธิสภาพ ตรงกลางมีต้นไม้ที่ไหม้เกรียมเหลือแต่โครงสองต้น สื่อถึงความโดดเดี่ยวและความน่าสะพรึงกลัวของสงคราม
Yayoi Kusama “Accumulation of the Corpses (Prisoner Surrounded by the Curtain of Depersonalization)” 1950 © Yayoi Kusama Kusama Studio, Inc. Collection: National Museum of Modern Art, Tokyo

ในปี 1965 คุซามะ ได้สร้างห้องกระจกไร้ที่สิ้นสุด (infinite mirror room) ห้องแรกของเธอขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า "ทุ่งแห่งองคชาติ" (Phalli’s Field) ซึ่งเป็นงานศิลปะจัดวางขนาดเท่าห้องที่เรียงรายไปด้วยกระจกซึ่งสะท้อนภาพผู้ชมไปสู่ความไม่มีที่สิ้นสุด บนพื้นมีชิ้นส่วนรูปทรงคล้ายอวัยวะเพศชายหลายร้อยชิ้นเย็บจากผ้าลายจุดสีแดงและขาวและยัดไส้ด้วยใยสังเคราะห์ ผู้ชมจะถูกรายล้อมด้วยลายจุดที่ไม่สิ้นสุด จนเขตแดนระหว่างตัวตนและสิ่งแวดล้อมสูญสลายไป
ในปี 2002 คุซามะได้แสดงงานศิลปะจัดวางแบบเชิงปฏิสัมพันธ์ “ห้องแห่งการลบเลือน” (The Obliteration Room) ณ หอศิลป์ควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย งานดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการรังสรรค์ศิลปะ เริ่มต้นด้วยพื้นที่ภายในห้องสีขาวที่สะอาดหมดจด พร้อมด้วยเฟอร์นิเจอร์และสิ่งของสีขาว จากนั้นผู้เข้าชมที่ใช้สติกเกอร์จุดหลากสีติดลงบนพื้นที่สีขาว จนพื้นที่ดังกล่าวจะถูก “ลบเลือน” อย่างต่อเนื่องตามกาลเวลา

ศิลปะจัดวาง "ฟักทองเริงระบำ" (Dancing Pumpkin) เป็นผลงานศิลปะจัดวางชิ้นสำคัญและเป็นแก่นหลักของการร่วมมือกันครั้งสำคัญในปี 2023 ระหว่างคุซามะและหลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) ผลงานชิ้นนี้มีฟักทองขนาดใหญ่ประดับจุดเป็นจุดศูนย์กลาง พร้อม "แขนขา" คล้ายหนวดปลาหมึกที่ทำให้ดูเหมือนกำลังเต้นรำ ก่อให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกสนุกสนาน การเฉลิมฉลอง และมีพลัง งานศิลปะจัดวางชิ้นนี้ได้ถูกจัดแสดงในประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย
ที่มา:
An Introduction to Yayoi Kusama
https://www.tate.org.uk/art/artists/yayoi-kusama-8094/introduction-yayoi-kusama
The Life and Career of Yayoi Kusama: A Timeline. https://www.mplus.org.hk/en/magazine/yayoi-kusama-biography-timeline/
Yayoi Kusama
https://www.moma.org/artists/3315-yayoi-kusama
The Letter From Georgia O’Keeffe That Changed Yayoi Kusama’s Life. https://news.artnet.com/art-world/yayoi-kusama-georgia-okeeffe-pen-pals-2630108
Yayoi Kusama Official Website:
https://yayoikusamamuseum.jp/en/home/
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สูตรลับความสำเร็จสามฝ่าย: บริหารธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องทิ้งใครไว้ข้างหลัง
แนวทางการบริหารธุรกิจสู่ความยั่งยืนด้วยปรัชญาการค้าของญี่ปุ่น "ซัมโปะ โยชิ" หรือความพึงพอใจของสามฝ่าย มุ่งสร้างผลกำไรที่เป็นธรรมและสวัสดิการที่ดีแก่ผู้ขาย ส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ซื่อสัตย์และจริงใจแก่ผู้ซื้อ พร้อมร่วมเกื้อกูลชุมชนและสิ่งแวดล้อม เพื่อเปลี่ยนผลกำไรเป็นรากฐานที่มั่นคงในระยะยาว

DFT ดันภาพลักษณ์ข้าวไทยในญี่ปุ่น ชูแคมเปญ Think Rice Think Thailand ตอกย้ำคุณภาพระดับโลก
กรมการค้าต่างประเทศ (DFT) เดินหน้าประชาสัมพันธ์ข้าวไทยใน โตเกียว ภายใต้แนวคิด Think Rice Think Thailand สร้างการรับรู้คุณภาพข้าวไทยในตลาดญี่ปุ่น พร้อมขยายโอกาสส่งออก

ท่องเที่ยวไทย ผวา เมื่อ “ญี่ปุ่น” กลายเป็นจุดหมายหลักนักท่องเที่ยว
รัฐบาลไทย ประกาศให้ปี 2568 เป็นปี Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 ด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬาอย่างหลากหลาย พร้อมกำหนดเป้าหมาย ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย อยู่ที่ 39 ล้านคน สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวรวม 3 ล้านล้านบาท หรือมีตัวเลขกลับไปเท่ากับปี 2562 ก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

ศึกสองสมรภูมิ: เมื่ออินเดียก้าวขึ้นเป็น 'Detroit of Asia' ยุคใหม่ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยควรปรับตัวอย่างไร?
เจาะลึกจุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เมื่อค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นเบนเข็มยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ มุ่งลงทุนปักหมุดฐานผลิตและส่งออกระดับโลกที่ "อินเดีย" ท่ามกลางศึกขนาบข้างจาก EV จีน พร้อมแนวทางปรับตัวเชิงรุกของซัพพลายเชนไทยเพื่อความอยู่รอด
