BIG เปลี่ยนความเย็นจาก LNG เป็นก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ลดปล่อยคาร์บอนกว่า 93,000 ตันต่อปี

BIG เปลี่ยนความเย็นจาก LNG เป็นก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ลดปล่อยคาร์บอนกว่า 93,000 ตันต่อปี

สรุปประเด็น

  • นำพลังงานความเย็นจาก LNG กลับมาใช้: BIG นำความเย็นจากกระบวนการเปลี่ยนก๊าซ LNG เป็นก๊าซมาใช้ผลิตก๊าซอุตสาหกรรม ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

  • ลดก๊าซเรือนกระจกกว่า 93,000 ตัน/ปี: โรงงาน MAP ในระยองช่วยลดการปล่อยคาร์บอนกว่า 93,000 ตันเทียบเท่า/ปี พร้อมผลิตภัณฑ์หลักที่ได้รับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์

  • รองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง: ก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญของห่วงโซ่การผลิตยุคใหม่ ทั้งปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ไฟฟ้า

  • เดินหน้าขยายโรงงาน MAP2: ร่วมกับ ปตท. พัฒนาโรงแยกอากาศแห่งที่สอง คาดเริ่มดำเนินงานปี 2571 ดันกำลังผลิตรวมเกือบ 900,000 ตันต่อปีเพื่อมุ่งสู่ Net Zero

BIG นำพลังงานความเย็นจากกระบวนการเปลี่ยนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) กลับมาใช้ผลิตออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอน ช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมเดินหน้าสร้างโรงงานแห่งที่สองเพื่อรองรับความต้องการจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนหรือการติดตั้งระบบประหยัดพลังงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนำพลังงานที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ เพื่อลดการสูญเสียทรัพยากรและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโดยรวม

กรณีของบริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด หรือ BIG เป็นตัวอย่างของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว โดยนำพลังงานความเย็นที่เกิดขึ้นระหว่างการเปลี่ยนก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas: LNG) กลับสู่สถานะก๊าซ มาใช้ในกระบวนการแยกอากาศเพื่อผลิตก๊าซอุตสาหกรรม ได้แก่ ออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอน

เทคโนโลยีนี้ดำเนินการที่โรงแยกอากาศ Map Ta Phut Air Separation Plant (MAP) ในจังหวัดระยอง ซึ่ง BIG ระบุว่าเป็นโรงงานแห่งแรกในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ใช้พลังงานความเย็นจากกระบวนการ LNG Regasification เพื่อผลิตก๊าซอุตสาหกรรม โรงงานเริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์ในปี 2564 และมีกำลังการผลิตมากกว่า 450,000 ตันต่อปี 

จุดสำคัญคือ การนำความเย็นมาใช้ช่วยลดความต้องการพลังงานไฟฟ้าในกระบวนการแยกอากาศ จึงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมที่เกี่ยวข้องกับการใช้ไฟฟ้าได้

ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 93,000 ตันต่อปี

ตามข้อมูลของ BIG เทคโนโลยีที่ใช้ในโรงงาน MAP สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 93,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ตัวเลขนี้เป็นประมาณการที่บริษัทเปิดเผยสำหรับการดำเนินงานของโรงงานดังกล่าว ไม่ใช่ตัวเลขที่ควรนำไปตีความว่าเป็นปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของทั้งบริษัทในทุกกิจกรรม 

นอกจากการนำพลังงานความเย็นกลับมาใช้ BIG ยังพัฒนาผลิตภัณฑ์ก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ และระบุว่าผลิตภัณฑ์หลัก 6 รายการ ได้แก่ ออกซิเจนเหลว ไนโตรเจนเหลว อาร์กอนเหลว ออกซิเจนก๊าซ ไนโตรเจนก๊าซ และไฮโดรเจน ได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product: CFP) โดยบริษัทระบุว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับวิธีการผลิตแบบทั่วไป ส่วนไนโตรเจนเหลวและไฮโดรเจนยังได้รับการรับรองฉลาก Carbon Footprint Reduction (CFR) ตามข้อมูลที่บริษัทเปิดเผย 

การรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ช่วยให้การสื่อสารเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีหลักเกณฑ์อ้างอิงมากกว่าการใช้คำว่า “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” เพียงอย่างเดียว โดยฉลาก CFR ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ใช้ข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ผ่านการรับรองและเกณฑ์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการประเมินผลิตภัณฑ์ (อบก.)

นวัตกรรมลดคาร์บอนที่มีโอกาสขยายผลในภาคอุตสาหกรรม คือเทคโนโลยีที่ช่วยทั้งลดการใช้พลังงานและสร้างผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ เพราะความยั่งยืนต้องเชื่อมโยงกับประสิทธิภาพการผลิตและข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่วัดผลได้จริง

ก๊าซอุตสาหกรรมเบื้องหลังห่วงโซ่การผลิตยุคใหม่

แม้ผู้บริโภคจะไม่ค่อยพบเห็นก๊าซอุตสาหกรรมในชีวิตประจำวันโดยตรง แต่ก๊าซเหล่านี้เป็นวัตถุดิบและปัจจัยสนับสนุนสำคัญของหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ปิโตรเคมี เหล็ก อาหารและเครื่องดื่ม อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงการดูแลสุขภาพ

ขณะเดียวกัน ความต้องการจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า และดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้ความมั่นคงของแหล่งจัดหาก๊าซอุตสาหกรรมและประสิทธิภาพการผลิตมีความสำคัญเพิ่มขึ้น

สำหรับประเทศไทย การมีโครงสร้างพื้นฐานก๊าซอุตสาหกรรมที่รองรับการผลิตคาร์บอนต่ำอาจช่วยสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีฐานอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม การมีผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของการตัดสินใจลงทุน ผู้ประกอบการยังต้องพิจารณาความต่อเนื่องในการจัดหาวัตถุดิบ ต้นทุน พลังงาน น้ำ ระบบขนส่ง และมาตรฐานคุณภาพให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของอุตสาหกรรมปลายทางด้วย

เดินหน้าโรงงาน MAP2 เพิ่มกำลังผลิตและลดคาร์บอน

BIG กำลังพัฒนาโรงแยกอากาศแห่งที่สอง หรือ MAP2 ร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ โดยข้อมูลที่เผยแพร่ระบุว่าโรงงานอยู่ระหว่างก่อสร้างและคาดว่าจะเริ่มดำเนินงานในปี 2571

เมื่อ MAP2 เริ่มดำเนินงาน โรงงาน MAP และ MAP2 จะมีกำลังการผลิตรวมกันเกือบ 900,000 ตันต่อปี และคาดว่าจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวมกันมากกว่า 186,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ตามประมาณการของบริษัท

การเพิ่มกำลังการผลิตมีความสำคัญต่อการรองรับความต้องการใช้ก๊าซอุตสาหกรรมที่อาจขยายตัวตามการลงทุนในภาคการผลิตและเทคโนโลยีขั้นสูง แต่ผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจจะขึ้นอยู่กับการเดินเครื่องจริง ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และความต้องการของตลาดในช่วงที่โรงงานเริ่มดำเนินงานด้วย

การลงทุนในโรงงาน MAP2 แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีลดคาร์บอนไม่ได้เป็นเพียงโครงการด้านสิ่งแวดล้อม แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมอนาคต อย่างไรก็ตาม ตัวเลขกำลังผลิตและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังเป็นเป้าหมายที่ต้องติดตามผลหลังเริ่มดำเนินงาน

โจทย์ต่อไปของไทย: ขยายเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำให้เกิดผลจริง

กรณีของ BIG สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยี เงินลงทุน และความร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรม การนำพลังงานความเย็นจาก LNG กลับมาใช้ประโยชน์เป็นตัวอย่างของการเพิ่มประสิทธิภาพจากทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว แทนการปล่อยให้พลังงานส่วนหนึ่งสูญเปล่า

สำหรับภาคธุรกิจ แนวทางที่สามารถนำไปพิจารณาปรับใช้ได้ ได้แก่ การสำรวจพลังงานเหลือใช้จากกระบวนการผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องจักร การวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และการประเมินเทคโนโลยีที่ให้ผลตอบแทนทั้งด้านต้นทุนและสิ่งแวดล้อม

ในระดับนโยบาย การสนับสนุนการลงทุนเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับมาตรฐานที่ชัดเจนและระบบรับรองที่น่าเชื่อถือ จะช่วยให้ผู้ประกอบการประเมินผลลัพธ์และวางแผนลงทุนระยะยาวได้ง่ายขึ้น

ท้ายที่สุด การมุ่งสู่ Net Zero ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการประกาศเป้าหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีโครงการที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง พร้อมข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และมีความคุ้มค่ามากพอที่จะขยายผลในระดับอุตสาหกรรม

ข้อมูลอ้างอิง:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

GCNT Expo 2026 ชูแนวคิด "From SHOCK To SHIFT" เตรียมผู้นำทุกภาคส่วนรับมือการเปลี่ยนแปลง

GCNT Expo 2026 ชูแนวคิด "From SHOCK To SHIFT" เตรียมผู้นำทุกภาคส่วนรับมือการเปลี่ยนแปลง

งาน GCNT Expo 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 กันยายน 2569 ณ True Digital Park กรุงเทพฯ ได้ประกาศความพร้อมที่จะเป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World”

5 นาที
ถอดรหัสการเปลี่ยนผ่านสู่ "ผู้นำสีเขียว"

ถอดรหัสการเปลี่ยนผ่านสู่ "ผู้นำสีเขียว"

คู่มือสำหรับ CEO และเจ้าของธุรกิจยุคใหม่ ถอดบทเรียนการบริหารงานสู่ความยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ปรับเปลี่ยนองค์กรเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero พร้อมเคล็ดลับการสร้างสมดุลระหว่างผลกำไรและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

9 นาที
“ผู้นำด้าน AI” กับเดิมพันค่าตอบแทน 1 ล้านล้านดอลลาร์

“ผู้นำด้าน AI” กับเดิมพันค่าตอบแทน 1 ล้านล้านดอลลาร์

Tesla เปิดศักราชใหม่ด้วยแผนค่าตอบแทนสูงสุด 1 ล้านล้านดอลลาร์ให้ Elon Musk หากบรรลุเป้าหมายสุดโหดภายใน 10 ปี เช่น ผลิตรถ 20 ล้านคัน เปิด Robotaxi 1 ล้านคัน และเพิ่มมูลค่าบริษัทเป็น 8.5 ล้านล้านดอลลาร์ พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำด้าน AI และหุ่นยนต์

7 นาที
สีจิ้นผิง : ข้อสังเกต 4 ประการ เพื่อพัฒนา-กำกับดูแล AI

สีจิ้นผิง : ข้อสังเกต 4 ประการ เพื่อพัฒนา-กำกับดูแล AI

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เสนอข้อสังเกต 4 ประการเพื่อพัฒนาและกำกับดูแล AI ในเวที WAIC 2026 มุ่งเน้นความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ควบคุมความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และส่งเสริมความเท่าเทียมในระดับสากล

6 นาที
การเติบโตของ BWG จากรายได้การกำจัดกากอุตสาหกรรม

การเติบโตของ BWG จากรายได้การกำจัดกากอุตสาหกรรม

บริษัท BWG โชว์ผลประกอบการปี 2568 เติบโตแข็งแกร่งด้วยกำไรพุ่ง 355% จากธุรกิจกำจัดกากอุตสาหกรรม ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน Waste-to-Energy พร้อมหนุน SME ไทยสู่โมเดลธุรกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน

5 นาที
OR คว้าอันดับ 1 Sustainability Yearbook 2026 จาก S&P Global

OR คว้าอันดับ 1 Sustainability Yearbook 2026 จาก S&P Global

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำด้านความยั่งยืนระดับโลกอีกครั้ง โดยได้รับการจัดอันดับเป็น อันดับ 1 ในทำเนียบบริษัทที่มีผลการดำเนินงานด้าน ESG โดดเด่น หรือ Sustainability Yearbook ประจำปี 2026 จาก S&P Global

4 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง