OPEC+ คงเป้าผลิตน้ำมันเดือนธันวาคม จับตาโควตาปี 2570 ท่ามกลางความเสี่ยงด้านพลังงาน

OPEC+ คงเป้าผลิตน้ำมันเดือนธันวาคม จับตาโควตาปี 2570 ท่ามกลางความเสี่ยงด้านพลังงาน

สรุปประเด็น

  • OPEC+ คงเป้าผลิตน้ำมันธันวาคม 2569 หลังสมาชิกหลัก 7 ประเทศประชุมออนไลน์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

  • จับตากรอบการผลิตปี 2570 ในการประชุม 29 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งตลาดกังวลความเสี่ยงด้านอุปทานส่วนเกินและต้นทุนโลจิสติกส์การขนส่ง

  • ธุรกิจไทยควรบริหารความเสี่ยงพลังงาน โดยทำประมาณการต้นทุนหลายสถานการณ์ ทบทวนสัญญาขนส่ง และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน OPEC+ มีมติคงเป้าหมายการผลิตน้ำมันในเดือนธันวาคม 2569 หลังสมาชิกหลัก 7 ประเทศประชุมออนไลน์เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและข้อจำกัดด้านการส่งออกน้ำมัน ขณะที่การประชุมระดับรัฐมนตรีของสมาชิกทั้งหมดในวันที่ 29 พฤศจิกายน จะเป็นช่วงเวลาสำคัญในการกำหนดกรอบการผลิตสำหรับปี 2570 ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานทั่วโลก

สมาชิกหลัก 7 ประเทศที่มีมติคงเป้าหมายการผลิต ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อิรัก คูเวต แอลจีเรีย คาซัคสถาน และโอมาน โดยกำหนดระดับการผลิตในเดือนธันวาคมให้เท่ากับระดับที่กำหนดไว้สำหรับเดือนกันยายน 2569 ตามแถลงการณ์ของ OPEC การตัดสินใจครั้งนี้สอดคล้องกับแนวทางที่กลุ่มยังไม่เร่งปรับนโยบายการผลิตครั้งใหญ่ในช่วงปลายปี

ก่อนหน้านี้ ในเดือนกันยายน OPEC+ ได้ยุติการทยอยลดกำลังผลิตส่วนหนึ่งที่มีขนาด 1.65 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2566 อย่างไรก็ตาม กลุ่มยังมีมาตรการลดกำลังผลิตอีกส่วนหนึ่งราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ครอบคลุมสมาชิกส่วนใหญ่ไปจนถึงสิ้นปี 2569

แม้สมาชิกบางประเทศในอ่าวเปอร์เซียจะพยายามเพิ่มการส่งออก แต่ผลกระทบจากความขัดแย้งยังทำให้หลายประเทศผลิตน้ำมันได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ สถานการณ์นี้สะท้อนว่า เป้าหมายการผลิตไม่ได้หมายความว่าจะมีน้ำมันออกสู่ตลาดจริงในปริมาณเท่ากันเสมอไป เพราะยังขึ้นอยู่กับกำลังผลิต ความพร้อมในการส่งออก และความปลอดภัยของเส้นทางขนส่ง

การคงโควตาการผลิตไม่ได้รับประกันว่าราคาน้ำมันจะทรงตัว เพราะปริมาณน้ำมันที่ส่งถึงตลาดจริงและความเสี่ยงด้านการขนส่งยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อราคา

ความขัดแย้งตะวันออกกลางกดดันอุปทานและต้นทุนขนส่ง

หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของตลาดพลังงานคือความไม่แน่นอนของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทต่อการเคลื่อนย้ายพลังงานของโลก ความขัดแย้งในภูมิภาคและเหตุการณ์ที่กระทบต่อการเดินเรือทำให้การฟื้นตัวของอุปทานยังคาดการณ์ได้ยาก แม้การส่งออกบางส่วนจะเริ่มฟื้นตัวก็ตาม

รายงานสำรวจของ Reuters ซึ่งรวบรวมความเห็นจากนักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ 32 รายในเดือนตุลาคม 2569 ระบุว่า นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบ Brent สำหรับปี 2569 เป็น 92.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จาก 89.05 ดอลลาร์ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่คาดการณ์ราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้นเป็น 86.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จาก 83.90 ดอลลาร์

ตัวเลขดังกล่าวเป็นการคาดการณ์ราคาเฉลี่ยทั้งปี ไม่ใช่ราคาซื้อขาย ณ วันที่รายงานโดยตรง แต่สะท้อนว่าตลาดยังให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านอุปทาน ต้นทุนการขนส่ง และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

ขณะเดียวกัน การกลับมาของอุปทานจากตะวันออกกลางก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม เพราะหากการส่งออกฟื้นตัวเร็วกว่าคาด ตลาดอาจเผชิญภาวะน้ำมันส่วนเกินในปี 2570 ได้ Reuters ระบุว่า ผลสำรวจนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตลาดน้ำมันอาจเปลี่ยนจากภาวะขาดดุลในไตรมาส 4 ของปี 2569 ไปสู่ภาวะเกินดุลเฉลี่ยราว 290,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2570 หากปริมาณการส่งออกจากอ่าวเปอร์เซียฟื้นตัวตามเงื่อนไขที่คาดไว้

29 พฤศจิกายน จุดชี้ขาดกรอบการผลิตน้ำมันปี 2570

การประชุมของสมาชิก OPEC+ ทั้ง 21 ประเทศในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2569 จะเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ตลาดจับตา เพราะกลุ่มต้องกำหนดกรอบการผลิตและโควตาสำหรับปี 2570 โดยอาศัยข้อมูลกำลังการผลิตของสมาชิกเป็นส่วนประกอบสำคัญ

ก่อนกำหนดโควตาใหม่ OPEC+ ยังต้องทบทวนขีดความสามารถในการผลิตของสมาชิก ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้กระทบต่อโครงการขยายกำลังผลิตบางส่วน ทำให้การประเมินศักยภาพการผลิตในอนาคตมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น

ทิศทางนโยบายปี 2570 จึงอาจต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้านพร้อมกัน ทั้งความสามารถในการส่งออก ความต้องการใช้น้ำมันของโลก และความเสี่ยงที่อุปทานจะกลับเข้าสู่ตลาดในปริมาณมาก หากกลุ่มเร่งเพิ่มการผลิตโดยที่อุปสงค์ไม่เติบโตตาม ก็อาจกดดันราคาน้ำมันได้ แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อและการขนส่งยังติดขัด ราคาก็อาจเผชิญแรงกดดันในทิศทางตรงกันข้าม

ตลาดน้ำมันปี 2570 มีความไม่แน่นอนทั้งด้านขาดแคลนและอุปทานส่วนเกิน การติดตามโควตาการผลิตเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ ต้องพิจารณาความต้องการใช้จริงและสถานการณ์ขนส่งควบคู่กัน

ธุรกิจไทยควรเตรียมรับมือความผันผวนของต้นทุนพลังงานอย่างไร

สำหรับประเทศไทยซึ่งมีธุรกิจจำนวนมากเกี่ยวข้องกับการขนส่ง การผลิต และการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันสามารถส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนได้หลายช่องทาง แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะไม่ส่งผ่านไปยังราคาพลังงานในประเทศแบบทันทีหรือในสัดส่วนเดียวกันเสมอไปก็ตาม

1. ทบทวนต้นทุนขนส่งและสัญญากับคู่ค้า
ธุรกิจโลจิสติกส์ ผู้ส่งออก และผู้ประกอบการที่พึ่งพาการขนส่งทางบก ทางเรือ หรือทางอากาศ ควรประเมินความเสี่ยงจากต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าระวาง และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่อาจเกิดขึ้น พร้อมตรวจสอบเงื่อนไขการปรับราคาและการแบ่งรับภาระต้นทุนในสัญญา

2. วางแผนต้นทุนด้วยหลายสถานการณ์
แทนที่จะใช้สมมติฐานราคาน้ำมันเพียงระดับเดียว ผู้ประกอบการอาจจัดทำประมาณการต้นทุนในกรณีราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ทรงตัว หรือลดลง เพื่อประเมินผลกระทบต่อกำไรขั้นต้น กระแสเงินสด และราคาขายก่อนตัดสินใจด้านการผลิตหรือจัดซื้อ

3. เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
การปรับเส้นทางขนส่ง ลดเที่ยวรถเปล่า วางแผนสินค้าคงคลังให้เหมาะสม และเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องจักร เป็นแนวทางที่ช่วยลดการใช้พลังงานต่อหน่วยสินค้าได้ โดยไม่ต้องรอให้ทิศทางราคาน้ำมันมีความชัดเจน

4. ติดตามผลการประชุม OPEC+ และสถานการณ์ขนส่ง
ผู้ประกอบการควรติดตามผลการประชุมวันที่ 29 พฤศจิกายน ควบคู่กับความคืบหน้าของความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลต่อความพร้อมของอุปทานและต้นทุนโลจิสติกส์ในระยะถัดไป

การบริหารความเสี่ยงพลังงานไม่ควรรอให้ราคาน้ำมันเปลี่ยนก่อนจึงลงมือ การทำประมาณการต้นทุนหลายกรณีและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน จะช่วยให้ธุรกิจรับมือความผันผวนได้เป็นระบบมากขึ้น

บทสรุป: ตลาดน้ำมันยังต้องจับตาทั้งอุปทานจริงและนโยบายผู้ผลิต

การที่ OPEC+ คงเป้าหมายการผลิตเดือนธันวาคม 2569 เป็นการรักษากรอบการผลิตในระยะสั้น แต่ยังไม่ใช่สัญญาณยืนยันว่าราคาน้ำมันจะลดลงหรือทรงตัวในช่วงปลายปี เพราะสถานการณ์การส่งออก ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และความเสี่ยงด้านการขนส่งยังสามารถเปลี่ยนสมดุลตลาดได้

สำหรับปี 2570 การประชุมวันที่ 29 พฤศจิกายนจะเป็นจุดสำคัญในการประเมินทิศทางนโยบายการผลิต ขณะที่ภาคธุรกิจไทยควรติดตามทั้งการตัดสินใจของ OPEC+ และปัจจัยพื้นฐานของตลาด พร้อมเตรียมแผนบริหารต้นทุนและพลังงานให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ข้อมูลอ้างอิง:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

การประเมินค่าเงินบาทโดยธนาคารไทยพาณิชย์และผลกระทบจากสถานการณ์โลก

การประเมินค่าเงินบาทโดยธนาคารไทยพาณิชย์และผลกระทบจากสถานการณ์โลก

ธนาคารไทยพาณิชย์แนะธุรกิจไทยบริหารความเสี่ยงค่าเงินบาทผันผวนสูงจากสถานการณ์โลก ด้วยการกระจายสกุลเงินและป้องกันความเสี่ยง 70-80% เพื่อรับมือผลกระทบต่อภาคส่งออก

4 นาที
พาณิชย์ดันคอนเทนต์ไทยบุก ACFM 2026 ปูซาน นำ 20 บริษัทเจรจาธุรกิจ ตั้งเป้ามูลค่าการค้า 500 ล้านบาทใน 5 ปี

พาณิชย์ดันคอนเทนต์ไทยบุก ACFM 2026 ปูซาน นำ 20 บริษัทเจรจาธุรกิจ ตั้งเป้ามูลค่าการค้า 500 ล้านบาทใน 5 ปี

กระทรวงพาณิชย์นำ 20 ผู้ประกอบการไทยบุกงาน ACFM 2026 ณ เมืองปูซาน ภายใต้สถานะประเทศเกียรติยศ (Country of Honor) ชูศักยภาพภาพยนตร์ ซีรีส์ และการต่อยอด Remake IP สู่ตลาดโลก พร้อมตั้งเป้ามูลค่าเจรจาการค้ากว่า 500 ล้านบาทใน 5 ปี

7 นาที
การปรับตัวของธุรกิจเดลิเวอรีและ SME ในสภาวะต้นทุนน้ำมันสูงขึ้น

การปรับตัวของธุรกิจเดลิเวอรีและ SME ในสภาวะต้นทุนน้ำมันสูงขึ้น

วิกฤตราคาน้ำมันโลกส่งผลให้ธุรกิจเดลิเวอรีและ SME ไทยเผชิญต้นทุนโลจิสติกส์พุ่งสูงถึง 140% เร่งต้องปรับราคาสินค้าและแสวงหากลยุทธ์ขนส่งทางเลือกเพื่อความอยู่รอดในสภาวะพลังงานผันผวน

4 นาที
เมื่อทรัมป์ปิดฮอร์มุซ: เส้นเลือดใหญ่พลังงานโลกถูกบล็อก และบททดสอบความเสี่ยง พ.ศ. 2569–2570

เมื่อทรัมป์ปิดฮอร์มุซ: เส้นเลือดใหญ่พลังงานโลกถูกบล็อก และบททดสอบความเสี่ยง พ.ศ. 2569–2570

หลังดีลสันติภาพสหรัฐฯ–อิหร่านล่ม ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศให้กองทัพเรือสหรัฐฯ ปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซและสกัดเรือที่จ่ายค่าผ่านทางให้อิหร่าน กระทบเสถียรภาพเส้นทางพลังงานหลักของโลก และเป็น stress test ใหม่ต่อธุรกิจที่พึ่งพาพลังงานนำเข้า

7 นาที
ผลกระทบจากอัตราค่าขนส่งทางทะเลแดงและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ต่ออุตสาหกรรมตู้คอนเทนเนอร์และ SMEs ไทย

ผลกระทบจากอัตราค่าขนส่งทางทะเลแดงและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ต่ออุตสาหกรรมตู้คอนเทนเนอร์และ SMEs ไทย

สถานการณ์ความตึงเครียดในทะเลแดงดันต้นทุนขนส่งทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อ SMEs ไทย และคาดการณ์ว่าจะทำให้ราคาสินค้าปลายทางปรับขึ้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

4 นาที
หอการค้าฯ จับตาปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ หวั่นกระทบผู้ประกอบการไทย

หอการค้าฯ จับตาปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ หวั่นกระทบผู้ประกอบการไทย

หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ ได้ออกมาเตือนให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด หลังพบสัญญาณความตึงเครียดที่อาจปะทุขึ้นอีกครั้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

5 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง