

Business Insight
หุ้นเอเชียเปิดผสมผสาน นักลงทุนกดปุ่มรอ 3 ปัจจัยใหญ่ที่จะเขย่าตลาดสัปดาห์นี้
ตลาดหุ้นเอเชียเปิดภาคเช้าในโทนผสมผสาน กดดันหลักมาจากแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่นักลงทุนเลือกอยู่ในท่า "รอดู" ก่อนเผชิญกับ 3 ปัจจัยสำคัญที่จะทยอยออกมาในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ ได้แก่ ผลประกอบการ Nvidia
รายละเอียด
-
ตลาดหุ้นเอเชียเปิดผสมผสาน: ตลาดส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงจากแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี นำโดยตลาดเกาหลีใต้ (KOSPI) ที่ร่วงลงหนัก ขณะที่ฮ่องกงและออสเตรเลียยังปิดบวกได้
-
จับตาผลประกอบการ Nvidia: ตลาดรอรายงานผลการดำเนินงาน Q2/2569 และการปรับขึ้นราคาเซิร์ฟเวอร์ AI 15% เพื่อพิสูจน์ว่าเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI เริ่มสร้างผลตอบแทนจริงหรือไม่
-
รอตัวเลข PCE และสุนทรพจน์ประธานเฟด: การประกาศดัชนีเงินเฟ้อ PCE และการแสดงวิสัยทัศน์ครั้งแรกของ เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ที่ Jackson Hole จะชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยและนโยบายการเงินโลก
-
คำแนะนำสำหรับนักลงทุนไทย: ควรติดตามความผันผวนของพอร์ตอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจัยทั้งสามจะกำหนดทิศทางราคาสินทรัพย์ เสถียรภาพตลาดเงิน และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกในไตรมาสสุดท้าย
วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ตลาดหุ้นเอเชียเปิดภาคเช้าในโทนผสมผสาน กดดันหลักมาจากแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่นักลงทุนเลือกอยู่ในท่า "รอดู" ก่อนเผชิญกับ 3 ปัจจัยสำคัญที่จะทยอยออกมาในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ ได้แก่ ผลประกอบการ Nvidia ในวันที่ 26 ส.ค. ตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในวันเดียวกัน และสุนทรพจน์ของประธานเฟดคนใหม่ที่ Jackson Hole ในวันที่ 28 ส.ค.
สามเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันโดยบังเอิญ แต่สะท้อนว่าตลาดการเงินโลกกำลังอยู่ในจุดที่ต้องการคำตอบพร้อมกันจากทั้ง "อนาคตของ AI" และ "ทิศทางดอกเบี้ย" สองแรงที่กำหนดราคาสินทรัพย์ทั่วโลกในระยะสั้นถึงกลาง
ดัชนีเอเชียเช้าวันนี้: ส่วนใหญ่แดง ยกเว้นฮ่องกงและออสเตรเลีย
ภาพรวมตลาดเอเชียเช้าวันที่ 25 สิงหาคม 2569 เป็นดังนี้
- นิกเกอิ (ญี่ปุ่น) เปิดที่ 65,195.26 จุด ลดลง 332.83 จุด หรือ -0.51%
- ฮั่งเส็ง (ฮ่องกง) เปิดที่ 25,634.22 จุด เพิ่มขึ้น 116.89 จุด หรือ +0.46%
- เซี่ยงไฮ้คอมโพสิต (จีน) เปิดที่ 3,863.37 จุด ลดลง 18.64 จุด หรือ -0.48%
- KOSPI (เกาหลีใต้) ร่วงลงหนักที่สุดในกลุ่ม -2.37%
- S&P/ASX 200 (ออสเตรเลีย) ปรับตัวขึ้น +0.29%
ตลาดที่ปรับลงแรงที่สุดอย่างเกาหลีใต้สะท้อนให้เห็นชัดว่าหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีน้ำหนักสูงในตลาดเกาหลีได้รับแรงกดดันมากที่สุดจากความไม่แน่นอนก่อนผลประกอบการ Nvidia
Nvidia: ผลประกอบการที่ทั้งโลกรอ
นักลงทุนทั่วโลกจับตาผลประกอบการ Nvidia เพื่อตอบคำถามเดียวกัน: เงินลงทุนมหาศาลใน AI จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าจริงหรือไม่?
Nvidia มีกำหนดรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปีงบการเงิน 2569 หลังตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดทำการในวันพุธที่ 26 สิงหาคม ตัวเลขที่ออกมาจะไม่ได้บอกแค่สุขภาพของบริษัทเดียว แต่คือ "บทสรุปกลางปี" ของการลงทุน AI ทั้งระบบ
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา Microsoft, Google, Amazon และ Meta ต่างใช้จ่ายงบลงทุนด้าน AI Infrastructure อย่างไม่ยั้งมือ ตลาดต้องการหลักฐานว่าการใช้จ่ายนั้นกำลังแปลงเป็นรายได้จริง และผลประกอบการของ Nvidia คือตัวชี้วัดที่ตรงที่สุด เพราะทุกเซิร์ฟเวอร์ AI ที่ถูกสั่งซื้อล้วนต้องผ่าน Nvidia ก่อนเสมอ
ทั้งนี้ Nvidia เพิ่งประกาศแผนปรับขึ้นราคาเซิร์ฟเวอร์ AI กว่า 15% ซึ่งยิ่งทำให้ตัวเลขรายได้และ Guidance สำหรับไตรมาสหน้าถูกจับตามากเป็นพิเศษ
PCE และ Jackson Hole: ดอกเบี้ยจะไปทางไหน?
ในวันเดียวกับผลประกอบการ Nvidia ทางการสหรัฐฯ จะเปิดเผย ดัชนี PCE (Personal Consumption Expenditures) ประจำเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญมากกว่า CPI ในการกำหนดนโยบายดอกเบี้ย
จากนั้นในวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ จะกล่าวสุนทรพจน์สำคัญในการประชุมประจำปีที่เมือง Jackson Hole รัฐไวโอมิง ภายใต้หัวข้อ "Financial Innovation: Implications for Payments and Policy" นักลงทุนต้องการรู้ว่าประธานเฟดคนใหม่จะส่งสัญญาณเรื่องดอกเบี้ยอย่างไร ในช่วงเวลาที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง แม้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะออกมาตรการเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลแล้วก็ตาม
สิ่งที่นักลงทุนและผู้บริหารไทยต้องติดตาม
สัปดาห์นี้มีสัญญาณที่ชัดเจนสำหรับผู้ที่อยู่ในตลาดเงินและตลาดทุน ใน 3 มิติ
มิติที่ 1 — Nvidia เป็นกระจกสะท้อน AI Economy ทั้งหมด ผลประกอบการที่ดีกว่าคาดจะเพิ่มความเชื่อมั่นว่าการลงทุน AI กำลังสร้างผลตอบแทนจริง และจะหนุนราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีรวมถึงกลุ่มชิปทั่วโลก ในทางกลับกัน หากตัวเลขหรือ Guidance ผิดหวัง แรงขายจะรุนแรงและลามไปยังตลาดทั่วโลกอย่างรวดเร็ว
มิติที่ 2 — PCE จะบอกว่าเฟดมีพื้นที่ลดดอกเบี้ยมากแค่ไหน หาก PCE ออกมาสูงกว่าคาด ความหวังในการลดดอกเบี้ยจะลดลง ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ยังคงสูงและกดดันราคาหุ้นต่อ ถ้า PCE ออกมาในระดับที่น่าพอใจ ตลาดจะคาดหวังว่าเฟดมีพื้นที่ผ่อนคลายนโยบายในช่วงปลายปีได้มากขึ้น
มิติที่ 3 — สุนทรพจน์วอร์ชคือ "นโยบายฉบับแรก" ของประธานเฟดคนใหม่ ตลาดกำลังอยากรู้ว่าวอร์ชจะสื่อสารเรื่องดอกเบี้ยต่างจาก Jerome Powell อย่างไร และหัวข้อการประชุมที่เน้นนวัตกรรมทางการเงินยังทิ้งคำถามเรื่องนโยบายต่อ Stablecoin, CBDC และบทบาทของ AI ในระบบการเงินไว้ด้วย
บทสรุป: สัปดาห์แห่งคำถามที่ตลาดต้องการคำตอบ
ไม่บ่อยนักที่ตลาดจะเผชิญกับ 3 ปัจจัยชี้นำทิศทางพร้อมกันในช่วงเวลาเพียง 3 วัน สัปดาห์นี้จึงไม่ใช่แค่การรายงานผลประกอบการบริษัทหนึ่งหรือตัวเลขเศรษฐกิจชุดหนึ่ง แต่คือช่วงเวลาที่ตลาดกำลังตั้งคำถามพื้นฐานสองข้อพร้อมกัน: "AI สร้างมูลค่าจริงไหม?" และ "เงินจะแพงแค่ไหนในระยะต่อไป?"
คำตอบที่ได้จะกำหนดทิศทางสินทรัพย์ทั่วโลกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี และสำหรับนักลงทุนและผู้บริหารไทยที่ติดตามตลาดต่างประเทศ นี่คือสัปดาห์ที่ไม่ควรเปิด Portfolio ทิ้งไว้โดยไม่ดูแล
บทถอดเสียง
สวัสดีค่ะ ต้อนรับเข้าสู่รายการ Businessleader podcast นะคะ สัปดาห์นี้ถือเป็นสัปดาห์สำคัญที่ตลาดทุนทั่วโลกต้องจับตาเป็นพิเศษค่ะ เพราะเรากำลังจะเผชิญกับสามปัจจัยใหญ่ที่จะเข้ามาเขย่าตลาดในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้เลยนะคะ
เช้าวันนี้ ตลาดหุ้นเอเชียเปิดมาในโทนผสมผสานค่ะ แรงกดดันหลักมาจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี นักลงทุนส่วนใหญ่จึงเลือกอยู่ในโหมดรอดูสถานการณ์ ก่อนที่จะต้องเผชิญหน้ากับสามเหตุการณ์สำคัญที่จะทยอยออกมา ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันโดยบังเอิญเลยนะคะ แต่สะท้อนว่าตลาดกำลังต้องการคำตอบพร้อมกันทั้งจากจากเรื่องของอนาคตเอไอ และทิศทางของดอกเบี้ย ซึ่งเป็นสองแรงขับเคลื่อนหลักที่กำหนดราคาสินทรัพย์ทั่วโลกในระยะสั้นถึงกลางเลยค่ะ
ปัจจัยแรกนะคะ ก็คือผลประกอบการของบริษัทเอ็นวิเดีย ซึ่งจะประกาศในวันที่ยี่สิบหก สิงหาคมนี้ค่ะ นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตาผลประกอบการนี้อย่างใกล้ชิดนะคะ เพื่อที่จะตอบคำถามเดียวกันว่า เงินลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยีเอไอนั้นจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าจริงหรือไม่ เพราะในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีหลายราย ไม่ว่าจะเป็นไมโครซอฟท์ กูเกิล อะเมซอน และเมตา ต่างทุ่มงบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเอไออย่างไม่ยั้งมือ ตลาดจึงต้องการหลักฐานที่ชัดเจนค่ะว่า การใช้จ่ายเหล่านั้นกำลังแปลงเป็นรายได้จริง และผลประกอบการของเอ็นวิเดียก็คือตัวชี้วัดที่ตรงที่สุดนะคะ เพราะทุกเซิร์ฟเวอร์เอไอที่ถูกสั่งซื้อ ล้วนต้องผ่านเอ็นวิเดียก่อนเสมอเลยค่ะ
ถัดมาในวันเดียวกันค่ะ ทางการสหรัฐฯ จะเปิดเผยดัชนีพีซีอีประจำเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ให้ความสำคัญมากกว่าซีพีไอ ในการกำหนดนโยบายดอกเบี้ยนะคะ หากพีซีอีออกมาสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ความหวังในการลดดอกเบี้ยจะลดน้อยลงทันทีค่ะ ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรยังคงอยู่ในระดับสูง และกดดันราคาหุ้นต่อไป แต่ถ้าพีซีอีออกมาในระดับที่น่าพอใจ ตลาดก็จะคาดหวังว่าเฟดมีพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายในช่วงปลายปีได้มากขึ้นค่ะ
และปัจจัยสุดท้ายนะคะ ในวันที่ยี่สิบแปด สิงหาคมนี้ คุณเควิน วอร์ช ซึ่งเป็นประธานเฟดคนใหม่ จะกล่าวสุนทรพจน์สำคัญในการประชุมประจำปีที่เมืองแจ็กสัน โฮลค่ะ โดยหัวข้อคือ นวัตกรรมทางการเงิน กับนัยยะต่อการชำระเงินและนโยบาย นักลงทุนต่างต้องการทราบค่ะว่า ประธานเฟดคนใหม่จะส่งสัญญาณเรื่องดอกเบี้ยอย่างไร และหัวข้อที่เน้นนวัตกรรมทางการเงินนี้ยังทิ้งคำถามเรื่องนโยบายต่อเหรียญสเตเบิลคอยน์ สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง รวมถึงบทบาทของเอไอในระบบการเงินไว้ด้วยค่ะ ซึ่งถือเป็นการแถลงนโยบายฉบับแรกของท่านเลยนะคะ
สรุปแล้ว สัปดาห์นี้จึงไม่ใช่แค่การรายงานผลประกอบการบริษัทใดบริษัทหนึ่ง หรือตัวเลขเศรษฐกิจชุดใดชุดหนึ่งนะคะ แต่คือช่วงเวลาที่ตลาดกำลังตั้งคำถามพื้นฐานสองข้อพร้อมกันเลยค่ะ นั่นก็คือ เอไอสร้างมูลค่าจริงไหม และเงินจะแพงแค่ไหนในระยะต่อไป ซึ่งคำตอบที่ได้จะกำหนดทิศทางสินทรัพย์ทั่วโลกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้เลยค่ะ สำหรับนักลงทุนและผู้บริหารไทยที่ติดตามตลาดต่างประเทศ สัปดาห์นี้จึงเป็นสัปดาห์ที่ไม่ควรเปิดพอร์ตลงทุนทิ้งไว้โดยไม่ดูแลเลยนะคะ
สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ


