

Business Insight
"พิพัฒน์" ลุยเจรจาไม่หยุด ยึดผลประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง คลี่ปมแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เอกชนพร้อมเดินรถต่อ
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เดินหน้าเจรจาเชิงรุกคลี่ปัญหาสัญญารถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก การันตีบริการต่อเนื่องหลัง 30 ก.ย. ล่าสุดเอกชนตอบรับพร้อมเดินรถต่ออีก 4 เดือน ควบคู่การเตรียมแผนสำรองและยึดกรอบกฎหมายเข้มงวด ป้องกันภาครัฐเสียเปรียบ
รายละเอียด
-
การันตีบริการต่อเนื่อง: นายพิพัฒน์ยืนยันรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ให้บริการต่อเนื่องหลัง 30 ก.ย. แน่นอน โดยยึดความสะดวกของประชาชนเป็นหลัก
-
เจรจาเชิงรุกได้ผล: เอเชีย เอรา วัน ตอบรับเดินรถต่ออีก 4 เดือน (1 ต.ค. 69 – 31 ม.ค. 70) ช่วยคลี่คลายความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของบริการ
-
ยึดกรอบกฎหมายเข้มงวด: นายกฯ กำชับเร่งแก้ปัญหาตามระเบียบกฎหมายอย่างเคร่งครัด รักษาผลประโยชน์ของรัฐและ รฟท. ไม่ให้เสียเปรียบเอกชน
-
เตรียมแผนสำรองคู่ขนาน: เตรียมความพร้อมให้ รฟฟท. เข้ามารับช่วงเดินรถแทนในอนาคต เพื่อไม่ให้ภาครัฐต้องตกอยู่ในสถานะพึ่งพาเอกชนฝ่ายเดียว
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสัญญาบริหารรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ที่กำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายน นี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้แสดงบทบาทเป็นแกนกลางสำคัญในการเร่งรัดแก้ไขปัญหา ด้วยจุดยืนที่ชัดเจนตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ไม่ว่าผลการเจรจากับภาคเอกชนจะออกมาเป็นเช่นไร ประชาชนผู้ใช้บริการจะต้องไม่ได้รับผลกระทบ
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 นายพิพัฒน์ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าประชาชนสามารถสบายใจได้ เพราะหลังวันที่ 30 กันยายนนี้ รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ จะยังคงเปิดให้บริการต่อเนื่องอย่างแน่นอน โดยระบุว่าไม่ว่าจะมีปัญหาอุปสรรคใด แม้ต้องแบกภาระขาดทุนก็ต้องหาวิธีให้บริการประชาชนต่อไปได้ คำยืนยันนี้มีน้ำหนักเป็นพิเศษ เพราะมาในช่วงที่สังคมกำลังกังวลอย่างมากกับข่าวเอกชนยื่นหนังสือขอใช้สิทธิสิ้นสุดสัญญา และปัญหาขบวนรถ ARL ที่ลดเหลือให้บริการเพียง 4 ขบวนจากทั้งหมด 9 ขบวน เนื่องจากปัญหาล้อสึกที่ต้องเร่งซ่อมบำรุง [1]
ปัญหาล้อรถสึกทำให้ขบวนรถแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ที่ต้องให้บริการวันละ 9 ขบวน เหลือวิ่งได้จริงเพียง 4 ขบวนในช่วงต้นเดือนกันยายน 2569 ซ้ำเติมความกังวลของผู้โดยสารในจังหวะเดียวกับที่สัญญาเดินรถกำลังจะสิ้นสุดลง [1]
การที่รัฐมนตรีออกมาการันตีด้วยตนเองเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่าท่านมองประเด็นความต่อเนื่องของบริการสาธารณะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด มากกว่าจะปล่อยให้เป็นเพียงเรื่องทางเทคนิคระหว่างหน่วยงานกับเอกชนคู่สัญญา
เดินหน้าเจรจาเชิงรุก ไม่ปล่อยให้ยืดเยื้อ
นับตั้งแต่ทราบว่าเอเชีย เอรา วัน ประกาศจะหยุดเดินรถในวันที่ 30 กันยายนตามกำหนดสัญญาเดิม นายพิพัฒน์ได้สั่งการให้ รฟท. เข้าเจรจากับเอกชนทันที และเมื่อวันที่ 9 กันยายน ท่านได้เรียกประชุมด่วนที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเชิญนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการ รฟท. เข้าหารือถึงหนังสือขอใช้สิทธิยุติสัญญาที่เอกชนส่งมา ก่อนที่วันรุ่งขึ้น เอเชีย เอรา วัน จะมีหนังสือตอบรับอย่างเป็นทางการพร้อมเดินรถต่ออีก 4 เดือน
นายพิพัฒน์กล่าวถึงเงื่อนไขที่เอกชนเสนอมาว่า เอกชนพร้อมเดินรถต่อ แต่มีเงื่อนไขบางส่วนที่ภาครัฐต้องรับพิจารณา พร้อมย้ำว่าทุกฝ่ายจะพยายามสรุปแนวทางให้ได้โดยเร็ว เพื่อแจ้งความชัดเจนแก่ผู้ประกอบการและลดความกังวลของประชาชนผู้ใช้บริการ ท่าทีเช่นนี้แสดงให้เห็นแนวทางการทำงานที่ไม่ตั้งแง่ปฏิเสธข้อเสนอของเอกชนทันที แต่เลือกที่จะพิจารณาอย่างรอบด้านเพื่อหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายรับได้ โดยมีเป้าหมายสุดท้ายอยู่ที่ผู้โดยสารเป็นหลัก
เอกชนพร้อมเดินรถต่อ สัญญาณบวกที่ตอบรับความพยายามของภาครัฐ
ผลจากการเจรจาเชิงรุกของนายพิพัฒน์เริ่มปรากฏผลเป็นรูปธรรม เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ได้มีหนังสือตอบรับอย่างเป็นทางการยืนยันความพร้อมที่จะสนับสนุนการเดินรถแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ต่อไปอีก 4 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2570 [2] ซึ่งถือเป็นผลสำเร็จเบื้องต้นของแนวทางการเจรจาแบบไม่ตั้งแง่ที่นายพิพัฒน์ยึดถือมาตลอด
เอกชนตอบตกลงขยายเวลาเดินรถออกไปอีก 4 เดือนเต็ม ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 31 มกราคม 2570 ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่ รฟท. เสนอไว้ตั้งแต่ต้น ทำให้บริการผู้โดยสารไม่สะดุดในวันที่สัญญาเดิมสิ้นสุดลง [2]
ที่ประชุมคณะกรรมการ รฟท. เมื่อวันเดียวกันได้รับทราบว่า เอกชนยินยอมรับพิจารณาเงื่อนไขที่ภาครัฐเสนอในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องหลักประกันการบริหารจัดการเดินรถ ซึ่ง รฟท. เห็นชอบในหลักการแล้ว นับเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ความกังวลเรื่องบริการหยุดชะงักในวันที่ 1 ตุลาคมคลี่คลายลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
การที่เอกชนตอบรับข้อเสนอของภาครัฐในกรอบเวลาอันรวดเร็ว เพียงไม่กี่วันหลังการหารือเข้มข้นที่นายพิพัฒน์เป็นผู้ผลักดัน จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าแนวทางการทำงานที่เน้นการพูดคุยอย่างจริงจังบนพื้นฐานของผลประโยชน์ประชาชนร่วมกัน สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง มากกว่าการปล่อยให้ข้อพิพาทยืดเยื้อจนกระทบผู้โดยสารในวันที่สัญญาเดิมสิ้นสุดลง
รอบคอบเรื่องกฎหมาย ไม่ให้ภาครัฐเสียประโยชน์
ความเคลื่อนไหวล่าสุดเมื่อวันที่ 11 กันยายน นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ประธานบอร์ด รฟท. และนายอนันต์ ผู้ว่าการ รฟท. ได้เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ เพื่อรายงานความคืบหน้าการแก้ปัญหาโดยตรง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ดำเนินการทุกอย่างตามระเบียบกฎหมาย และไม่ให้ภาคราชการหรือการรถไฟฯ เสียประโยชน์ [3] สอดคล้องกับแนวทางที่นายพิพัฒน์ยึดถือมาโดยตลอดว่าการแก้ปัญหาต้องอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายและการรักษาผลประโยชน์ของรัฐควบคู่ไปกับการดูแลประชาชน มิใช่การยอมตามข้อเสนอของเอกชนโดยไม่ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ
เตรียมแผนสำรองคู่ขนาน ไม่ฝากความหวังไว้ที่เอกชนฝ่ายเดียว
อีกด้านหนึ่งที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของนายพิพัฒน์คือ การไม่ปล่อยให้สถานการณ์ขึ้นอยู่กับผลการเจรจากับเอกชนเพียงทางเดียว โดยท่านชี้แจงว่าหากในที่สุดต้องให้บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ รฟท. เข้ามารับช่วงเดินรถแทน จำเป็นต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและระบบบริหารจัดการ เนื่องจากระบบรถไฟฟ้าต้องอาศัยพนักงานขับรถและเจ้าหน้าที่เฉพาะทางจำนวนมาก จึงเป็นเหตุผลที่ต้องขอให้เอกชนช่วยเดินรถต่อไปก่อนอีก 2-4 เดือนในระหว่างนี้
การวางแผนสำรองควบคู่กับการเจรจาเช่นนี้ ทำให้ภาครัฐไม่ตกอยู่ในสถานะที่ต้องพึ่งพาเอกชนฝ่ายเดียว และเป็นหลักประกันว่าไม่ว่าผลการเจรจาสุดท้ายจะเป็นอย่างไร ประชาชนจะยังคงได้รับบริการอย่างต่อเนื่องเสมอ
บทสรุป: ผลประโยชน์ประชาชนคือเส้นแบ่งที่ชัดเจนที่สุด
ตลอดกระบวนการที่ผ่านมา จุดยืนของนายพิพัฒน์มีความสม่ำเสมอในทิศทางเดียวกันมาโดยตลอด คือการวางผลประโยชน์และความสะดวกของประชาชนผู้ใช้บริการไว้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่สุดในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการออกมาการันตีต่อสาธารณะด้วยตนเอง การเร่งเจรจากับเอกชนอย่างจริงจังโดยไม่ปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ การรักษาความรอบคอบด้านกฎหมายเพื่อไม่ให้รัฐเสียเปรียบ ตลอดจนการเตรียมแผนสำรองไว้ล่วงหน้า ท่ามกลางความซับซ้อนของปัญหาเชิงโครงสร้างและสัญญาที่สั่งสมมานานหลายปี แนวทางการทำงานเช่นนี้จึงเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ในระดับหนึ่งว่า ไม่ว่าข้อพิพาทระหว่างภาครัฐกับเอกชนจะจบลงอย่างไร การเดินทางของผู้โดยสารหลายหมื่นคนต่อวันจะยังคงเป็นสิ่งที่ได้รับการปกป้องดูแลเป็นอันดับแรก
ประเด็นที่ยังต้องจับตาต่อจากนี้คือเงื่อนไขที่เอกชนยื่นเสนอมาพร้อมกับการต่อสัญญา ซึ่ง รฟท. ยังต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนสรุปผลให้ทันก่อนวันที่ 30 กันยายนนี้ รวมถึงความคืบหน้าของแผนสำรองที่จะให้ รฟฟท. เข้ามารับช่วงเดินรถในระยะยาว ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์ว่าภาครัฐสามารถลดการพึ่งพาเอกชนรายเดียวในบริการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเช่นนี้ได้มากน้อยเพียงใด
บทถอดเสียง
สวัสดีค่ะ ต้อนรับเข้าสู่รายการ Businessleader podcast นะคะ วันนี้เรามีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความต่อเนื่องของบริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มาฝากค่ะท่ามกลางความกังวลที่สัญญาบริหารรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ กำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่สามสิบกันยายนนี้ ท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เข้ามาเป็นแกนหลักในการเร่งแก้ไขปัญหาค่ะ จุดยืนของท่านชัดเจนมาตลอดว่าไม่ว่าผลการเจรจากับเอกชนจะเป็นอย่างไร ประชาชนผู้ใช้บริการจะต้องไม่ได้รับผลกระทบนะคะท่านพิพัฒน์ยืนยันด้วยตัวเองว่าบริการจะยังคงต่อเนื่อง แม้ต้องแบกรับภาระขาดทุนก็จำเป็นต้องหาวิธีดำเนินการต่อไปได้ คำยืนยันนี้มีน้ำหนักมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่สังคมกำลังจับตาข่าวเอกชนอาจยุติสัญญา และปัญหาที่ขบวนรถลดลงเหลือเพียงสี่ขบวนจากทั้งหมดเก้าขบวน เนื่องจากปัญหาล้อสึกที่ต้องเร่งซ่อมบำรุงค่ะรัฐบาลไม่ปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ ทันทีที่ทราบเรื่อง ท่านพิพัฒน์ได้สั่งการให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเข้าเจรจากับเอกชนทันที และมีการเรียกประชุมด่วนเพื่อหาทางออก ผลจากการเจรจาเชิงรุกนี้เป็นไปในทิศทางที่ดีค่ะ บริษัท เอเชีย เอรา วัน ได้ส่งหนังสือตอบรับอย่างเป็นทางการ ยืนยันความพร้อมที่จะสนับสนุนการเดินรถแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ต่อไปอีกสี่เดือน ตั้งแต่วันที่หนึ่งตุลาคมปีสองพันหกร้อยหกสิบเก้า ไปจนถึงวันที่สามสิบเอ็ดมกราคมปีสองพันหกร้อยเจ็ดสิบ ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญค่ะการที่เอกชนตอบตกลงขยายเวลาเดินรถออกไป ตามกรอบเวลาที่การรถไฟฯ เสนอไว้ ทำให้ความกังวลเรื่องบริการหยุดชะงักคลี่คลายลงได้มากเลยนะคะ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ยังได้กำชับให้ดำเนินการทุกอย่างตามระเบียบกฎหมาย และไม่ให้ภาครัฐเสียประโยชน์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของท่านพิพัฒน์ที่ยึดหลักรอบคอบทั้งด้านกฎหมายและผลประโยชน์ของรัฐควบคู่กับการดูแลประชาชนค่ะนอกจากนี้ สิ่งที่สะท้อนวิสัยทัศน์ที่รอบด้านคือการเตรียมแผนสำรองค่ะ หากในที่สุดต้องให้บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. ซึ่งเป็นบริษัทลูกของการรถไฟฯ เข้ามารับช่วงเดินรถแทน ก็ต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและระบบบริหารจัดการ การขอให้เอกชนช่วยเดินรถต่อในช่วงสี่เดือนนี้ จึงเป็นการซื้อเวลาเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับแผนระยะยาวนั่นเองค่ะ ซึ่งแผนสำรองนี้ทำให้ภาครัฐไม่ตกอยู่ในสถานะที่ต้องพึ่งพาเอกชนฝ่ายเดียว และยังเป็นหลักประกันว่าประชาชนจะยังคงได้รับบริการอย่างต่อเนื่องเสมอนะคะประเด็นที่ยังต้องจับตาต่อจากนี้ คือเงื่อนไขที่เอกชนยื่นเสนอมาพร้อมกับการต่อสัญญา ซึ่งการรถไฟฯ ยังต้องพิจารณาอย่างรอบคอบค่ะ รวมถึงความคืบหน้าของแผนสำรองระยะยาว ที่จะลดการพึ่งพาเอกชนในบริการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเช่นนี้ในอนาคตค่ะ สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ


