

Industry Insight
บี.กริม เพาเวอร์ เดินเกมฟิลิปปินส์: ทำไม REPA ฉบับ 50 เมกะวัตต์ ถึงเป็นมากกว่าสัญญาขายไฟฟ้าธรรมดา
บริษัท Amatera Renewable Energy Corporation (ARECO) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ถือหุ้นในสัดส่วน 100% ผ่าน B.Grimm Solar Power Inc. มีกำหนดจะลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Payment Agreement : REPA)
รายละเอียด
-
ARECO บริษัทย่อยของ BGRIM ลงนามสัญญา REPA ร่วมกับ TransCo ฟิลิปปินส์ ขายไฟโซลาร์ฟาร์ม 50 MW ระยะยาว 20 ปี
-
สัญญา REPA ในราคาคงที่ 4.43 เปโซ ช่วยลดความผันผวนจากตลาดจร พร้อมรับประกันกระแสเงินสดผ่านกองทุน GEA-All
-
เดินหน้าสู่เป้าหมายกำลังผลิต 10,000 MW ในปี 2573 เสริมแกร่งพอร์ตพลังงานหมุนเวียนในอาเซียนคู่ขนานไทยและเวียดนาม
-
ตลาดพลังงานสะอาดฟิลิปปินส์แข่งขันสูง หลังผู้ประกอบการไทยอย่าง GUNKUL รุกโครงการโซลาร์ลอยน้ำในกรอบ GEA เช่นกัน
-
จับตาความเสี่ยงระยะยาวจากกองทุน GEA-All ที่เก็บค่าธรรมเนียมจากผู้บริโภค ซึ่งอาจเผชิญแรงกดดันและกระทบเสถียรภาพเงินสด
บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียนในอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดส่งบริษัทย่อย Amatera Renewable Energy Corporation (ARECO) ซึ่งถือหุ้น 100% ผ่าน B.Grimm Solar Power Inc. บรรลุข้อตกลงลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Payment Agreement: REPA) ร่วมกับ National Transmission Corporation (TransCo) รัฐวิสาหกิจด้านโครงข่ายส่งไฟฟ้าของฟิลิปปินส์ [1] สำหรับโครงการโซลาร์ฟาร์ม Vista Alegre บนเกาะ Negros ด้วยกำลังผลิตตามสัญญา 50 เมกะวัตต์ จากกำลังการผลิตติดตั้งจริง 65 เมกะวัตต์ [2][3][4]
การลงนามครั้งนี้เกิดขึ้นในงาน Philippines–Thailand Business Forum และมีสักขีพยานระดับสูงร่วมพิธี ได้แก่
- รองนายกรัฐมนตรี สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
- Emmanuel "Manny" Samson ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีฟิลิปปินส์
- เอกอัครราชทูตไทยประจำฟิลิปปินส์
การมีผู้แทนระดับรัฐบาลทั้งสองประเทศร่วมเป็นสักขีพยานสะท้อนว่านี่ไม่ใช่แค่ดีลธุรกิจระดับบริษัท แต่ถูกยกระดับให้เป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย-ฟิลิปปินส์ [5]
คำถามที่น่าสนใจกว่าตัวเลข 50 เมกะวัตต์ คือ ทำไมสัญญาขนาดไม่ใหญ่นี้ถึงมีนัยสำคัญต่อกลยุทธ์ต่างประเทศของ BGRIM และสะท้อนอะไรเกี่ยวกับทิศทางตลาดพลังงานหมุนเวียนของฟิลิปปินส์
บริบท: จากการเข้าซื้อกิจการ สู่สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว
ARECO ไม่ใช่บริษัทที่ BGRIM ตั้งขึ้นใหม่ แต่เป็นกิจการที่เข้าซื้อในฟิลิปปินส์ตั้งแต่ปลายปี 2566 และผลักดันจนโครงการ Vista Alegre เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation Date: COD) ในเดือนธันวาคม 2568 ด้วยกำลังผลิตติดตั้ง 65 เมกะวัตต์ [6]
ช่วงแรกโครงการขายไฟฟ้าในราคาตลาดจร (spot market) ที่ประมาณ 6.6 เปโซฟิลิปปินส์ต่อหน่วย จนถึงกลางเดือนมกราคม 2569 ก่อนเปลี่ยนมาใช้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว 20 ปี ภายใต้โครงการ Green Energy Auction รอบที่ 4 (GEA-4) ของกระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์ ในราคาคงที่ 4.43 เปโซต่อหน่วย [2]
REPA ฉบับล่าสุดที่ลงนามกับ TransCo จึงเป็นขั้นตอนต่อยอดจากดีลนั้น โดย TransCo ทำหน้าที่บริหารกองทุน Green Energy Auction Allowance (GEA-All Fund) ซึ่งเก็บเงินจากผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศในอัตราคงที่ (ตามมติของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ ERC) แล้วนำมาจ่ายชดเชยให้ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ชนะการประมูล GEA-4 [7]
REPA คือกลไกทางการเงินที่ทำให้ผู้พัฒนาโครงการอย่าง ARECO ได้รับกระแสเงินสดที่แน่นอนตลอด 20 ปี ในราคาคงที่ 4.43 เปโซต่อหน่วย โดยไม่ต้องพึ่งราคาไฟฟ้าตลาดจรที่ผันผวน
ขนาดของโครงการ GEA-4 เองก็ไม่เล็ก กระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์ประกาศผลการประมูลรอบนี้ด้วยกำลังผลิตรวมกว่า 10,000 เมกะวัตต์ จากผู้ชนะการประมูลกว่า 120 ราย ครอบคลุมทั้งโซลาร์ฟาร์มภาคพื้นดิน ลม และพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่น สะท้อนว่าฟิลิปปินส์กำลังเร่งเครื่องดึงเงินลงทุนต่างชาติเข้าสู่ภาคพลังงานสะอาดอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่ดีลรายโครงการ [8]
การวิเคราะห์: ทำไม BGRIM ถึงให้น้ำหนักกับตลาดนี้
สอดรับเป้าหมาย 10,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573
BGRIM วางเป้าหมายขยายกำลังผลิตไฟฟ้ารวมทั่วโลกให้แตะ 10,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2573 โดยพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศเป็นหนึ่งในเสาหลักของแผนนี้ ควบคู่กับธุรกิจในประเทศไทยและเวียดนาม [9]
การมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวที่รัฐค้ำประกันอย่าง REPA ช่วยให้พอร์ตการผลิตไฟฟ้าของ BGRIM มีรายได้ที่คาดการณ์ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญเวลาบริษัทต้องระดมทุนหรือขยายโครงการเพิ่มในอนาคต
ฟิลิปปินส์เปิดประตูให้นักลงทุนต่างชาติกว้างขึ้น
ฟิลิปปินส์ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าให้เกิน 50% ภายในปี 2573 และมุ่งสู่เป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 กลไก GEA-4 ที่มีตัวกลางอย่าง TransCo ค้ำประกันการจ่ายเงินผ่านกองทุน GEA-All ช่วยลดความเสี่ยงด้านกระแสเงินสดให้นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นจุดที่ต่างจากตลาดพลังงานหมุนเวียนในหลายประเทศที่ยังต้องพึ่งสัญญาทวิภาคีกับผู้ซื้อไฟฟ้าเอกชนที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงกว่า
BGRIM ไม่ได้ไปคนเดียว — คู่แข่งไทยก็เข้าตลาดนี้เช่นกัน
BGRIM ไม่ใช่บริษัทไทยรายเดียวที่เห็นโอกาสในฟิลิปปินส์ กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) ก็ประกาศลงทุนในโครงการโซลาร์ลอยน้ำขนาด 784 เมกะวัตต์ที่ทะเลสาบ Laguna เกาะ Luzon ภายใต้กรอบ Green Energy Auction Program เช่นกัน โดยได้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า 20 ปี ในราคา 6.53 เปโซต่อหน่วย ซึ่งสูงกว่าราคาที่ ARECO ได้รับสำหรับ Vista Alegre (4.43 เปโซต่อหน่วย) [10]
ส่วนต่างราคานี้ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนที่สูงกว่าของโซลาร์ลอยน้ำเทียบกับโซลาร์ภาคพื้นดิน แต่ก็สะท้อนว่าตลาดประมูลพลังงานหมุนเวียนของฟิลิปปินส์เริ่มมีการแข่งขันด้านราคาที่หลากหลายตามเทคโนโลยีและช่วงเวลาการประมูล
มุมมองที่ควรระวัง
แม้ REPA จะให้ความมั่นคงด้านกระแสเงินสด แต่ก็ไม่ได้ปราศจากความเสี่ยง กองทุน GEA-All Fund ที่ TransCo บริหารนั้นมาจากการเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มในบิลค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ ซึ่งเริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในฟิลิปปินส์ว่าเป็นภาระเพิ่มเติมต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย จนถึงขั้นที่ ERC ต้องออกมาชี้แจงข้อกังวลด้านต้นทุนนี้ต่อสาธารณะ [11]
หากแรงกดดันทางการเมืองทำให้มีการทบทวนโครงสร้างค่าธรรมเนียมนี้ในอนาคต ก็อาจกระทบต่อความสม่ำเสมอของกระแสเงินสดที่ผู้พัฒนาโครงการอย่าง ARECO คาดหวังไว้ตลอดอายุสัญญา 20 ปี นอกจากนี้ ขนาดโครงการ 50 เมกะวัตต์ (หรือแม้แต่ 65 เมกะวัตต์ที่ติดตั้งจริง) ยังถือว่าเล็กมากเมื่อเทียบกับกำลังผลิตรวมกว่า 10,000 เมกะวัตต์ที่ประมูลได้ในรอบ GEA-4 ทำให้ผลกระทบต่อรายได้รวมของ BGRIM ในระยะสั้นยังจำกัด
บทสรุป: ก้าวเล็กที่ต้องจับตาเป็นภาพใหญ่
REPA ฉบับ 50 เมกะวัตต์นี้ในตัวมันเองอาจดูเป็นเพียงธุรกรรมระดับปฏิบัติการ แต่เมื่อมองในบริบทของเป้าหมาย 10,000 เมกะวัตต์ของ BGRIM ภายในปี 2573 และการที่ทุนไทยหลายรายเริ่มเข้าไปปักหมุดในตลาดพลังงานหมุนเวียนฟิลิปปินส์พร้อมกัน ดีลนี้สะท้อนทิศทางที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าฟิลิปปินส์กำลังกลายเป็นสนามขยายตัวสำคัญของผู้ผลิตไฟฟ้าไทย ควบคู่ไปกับเวียดนามที่ BGRIM ลงทุนอยู่ก่อนแล้ว
สำหรับนักลงทุนและผู้ติดตามอุตสาหกรรมพลังงาน สิ่งที่ควรจับตาต่อจากนี้มีอยู่สองเรื่องหลัก คือความสามารถของ BGRIM ในการทำซ้ำโมเดลนี้ให้ได้ขนาดใหญ่ขึ้นในรอบประมูล GEA ครั้งถัดไป และเสถียรภาพระยะยาวของกลไกกองทุน GEA-All ที่เป็นเสาหลักค้ำจุนผลตอบแทนของโครงการเหล่านี้ทั้งหมด — เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความยั่งยืนของโมเดลรายได้แบบรัฐค้ำประกันนี้ ขึ้นอยู่กับว่าผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์จะยอมแบกรับต้นทุนส่วนนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน
บทถอดเสียง
สวัสดีค่ะ ต้อนรับเข้าสู่รายการ Businessleader podcast นะคะ วันนี้เราจะมาเจาะลึกกลยุทธ์สำคัญของ บี.กริม เพาเวอร์ ในตลาดฟิลิปปินส์ค่ะ
บี.กริม เพาเวอร์ ผ่านบริษัทย่อย อะมาเทอร่า รีนิวเอเบิล เอนเนอร์ยี่ หรือ อารีโค่ ได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน หรือ REPA กับ แทรนส์โค ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจโครงข่ายส่งไฟฟ้าของฟิลิปปินส์ สำหรับโครงการโซลาร์ฟาร์ม วิสต้า อาเลเกร กำลังผลิตห้าสิบเมกะวัตต์ จากกำลังผลิตติดตั้งจริงหกสิบห้าเมกะวัตต์ค่ะ
แม้จะเป็นสัญญาขนาดไม่ใหญ่ แต่มีความพิเศษคือมีผู้แทนระดับสูงจากทั้งสองประเทศร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนว่านี่ไม่ใช่แค่ดีลธุรกิจทั่วไป แต่ถูกยกระดับให้เป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย-ฟิลิปปินส์เลยนะคะ สัญญา REPA นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นกลไกทางการเงินที่ทำให้ อารีโค่ ได้รับกระแสเงินสดที่แน่นอนตลอดระยะเวลายี่สิบปี ในราคาคงที่สี่จุดสี่สามเปโซต่อหน่วย โดยไม่ต้องพึ่งราคาไฟฟ้าตลาดจรที่ผันผวนค่ะ
ดีลนี้เป็นผลจากฟิลิปปินส์ที่เร่งดึงเงินลงทุนพลังงานสะอาดอย่างเป็นระบบ ผ่านโครงการประมูลกรีนเอนเนอร์ยี่อ็อกชั่น หรือ GEA รอบที่สี่ ซึ่งมีการประมูลรวมกว่าหนึ่งหมื่นเมกะวัตต์เลยนะคะ กลไกนี้ โดยเฉพาะบทบาทของ แทรนส์โค ที่ค้ำประกันการจ่ายเงินผ่านกองทุน GEA-All ช่วยลดความเสี่ยงด้านกระแสเงินสดให้นักลงทุนต่างชาติได้อย่างดี ทำให้ฟิลิปปินส์เปิดประตูให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาได้กว้างขึ้นค่ะ
การเคลื่อนไหวนี้ยังสอดคล้องกับเป้าหมายของ บี.กริม เพาเวอร์ ที่จะขยายกำลังผลิตไฟฟ้ารวมทั่วโลกให้แตะหนึ่งหมื่นเมกะวัตต์ภายในปีสองพันเจ็ดสิบสาม โดยพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศถือเป็นหัวใจสำคัญของแผนการนี้ค่ะ การมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวที่รัฐค้ำประกันจึงช่วยให้พอร์ตการผลิตไฟฟ้าของบริษัทมีรายได้ที่คาดการณ์ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการระดมทุนและขยายโครงการในอนาคตค่ะ
อย่างไรก็ตาม ก็มีมุมมองที่ต้องระวังค่ะ กองทุน GEA-All Fund ที่ใช้จ่ายค่าไฟฟ้าเหล่านี้ มาจากการเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มในบิลค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ ซึ่งเริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าสร้างภาระให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย หากแรงกดดันทางการเมืองทำให้มีการทบทวนโครงสร้างค่าธรรมเนียมนี้ในอนาคต ก็อาจกระทบต่อความสม่ำเสมอของกระแสเงินสดที่ บี.กริม คาดหวังไว้ได้ค่ะ
โดยสรุปแล้ว แม้ REPA ฉบับห้าสิบเมกะวัตต์นี้จะดูเป็นก้าวเล็กๆ แต่ก็สะท้อนถึงทิศทางที่ชัดเจนว่าฟิลิปปินส์กำลังกลายเป็นสนามการลงทุนที่สำคัญสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าไทยหลายราย ควบคู่ไปกับเวียดนามค่ะ นักลงทุนและผู้บริหารจึงควรจับตาความสามารถของ บี.กริม ในการขยายโมเดลนี้ในรอบประมูลถัดไป และเสถียรภาพระยะยาวของกองทุน GEA-All Fund นี้ด้วยนะคะ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความยั่งยืนของโมเดลรายได้แบบรัฐค้ำประกันนี้ ก็ขึ้นอยู่กับการยอมรับต้นทุนของผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์ค่ะ สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ


