

Industry Insight
พลิกเกมอุตสาหกรรมอาหาร: นวัตกรรมและโมเดลธุรกิจใหม่จากฟาร์มสู่ผู้บริโภคยุคดิจิทัล
อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูปของประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ รูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบเดิมที่เคยพึ่งพาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ แรงงานราคาถูก และการขายส่งผลผลิตขั้นปฐมภูมิ
รายละเอียด
-
การปรับตัวสู่ Smart Farming & AgTech: นำเทคโนโลยี IoT, เซนเซอร์แม่นยำ และ AI ตรวจวิเคราะห์มาใช้ในภาคเกษตร เพื่อแก้ปัญหาแรงงาน สภาพภูมิอากาศ และช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้ร้อยละ 20-30
-
มุ่งสู่ Future Food & Agro-Processing: แปรรูปผลผลิตขั้นสูงเพื่อเพิ่มมูลค่า หลีกเลี่ยงสงครามราคา โดยเน้นพัฒนาอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) และโปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตสูง
-
เชื่อมตรงสู่ผู้บริโภคผ่าน D2C & Digital Platform: ตัดขั้นตอนพ่อค้าคนกลางด้วยการทำตลาดออนไลน์ เล่าเรื่องราวผลิตภัณฑ์ (Storytelling) และใช้โมเดลสั่งซื้อล่วงหน้าเพื่อบริหารจัดการอุปสงค์-อุปทานอย่างแม่นยำ
-
สร้างความโปร่งใสด้วย Traceability: ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ในระบบตรวจสอบย้อนกลับห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคยุคใหม่ และรองรับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับโลก (BCG)
-
กลยุทธ์ขับเคลื่อนทางธุรกิจ: บูรณาการเทคโนโลยีแบบยืดหยุ่น (Scalable Tech Adoption) ผสานความร่วมมือกับพันธมิตร และมุ่งเน้นความยั่งยืน (ESG) เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว
อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูปของประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ รูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบเดิมที่เคยพึ่งพาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ แรงงานราคาถูก และการขายส่งผลผลิตขั้นปฐมภูมิ เริ่มไม่สามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้อีกต่อไป รายงานการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุชัดเจนว่า ศักยภาพการแข่งขันในภาคเกษตรของไทยกำลังถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ ประกอบกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศโลก และมาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น
สำหรับผู้บริหารและนักลงทุนในอุตสาหกรรมอาหาร ความท้าทายนี้มาพร้อมกับโอกาสทองในการ "พลิกเกมธุรกิจ" ด้วยการผสานนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming & AgTech) และการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม (Agro-Processing & Value Creation) เพื่อเปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตในยุคดิจิทัล ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นทางรอดเดียวในการรักษาความสามารถทางการแข่งขันในเวทีโลก
พลิกฟื้นขีดความสามารถการแข่งขันด้วยเกษตรแม่นยำสูง
ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้การควบคุมคุณภาพและปริมาณผลผลิตทางการเกษตรเป็นเรื่องยาก การเปลี่ยนผ่านไปสู่เกษตรอัจฉริยะจึงเป็นกุญแจสำคัญแรกในการปฏิรูปห่วงโซ่อุปทานอาหารตั้งแต่ต้นน้ำ
ผู้นำธุรกิจจำเป็นต้องผลักดันการนำเทคโนโลยีการเกษตร (AgTech) มาใช้อย่างเป็นระบบ โดยเริ่มต้นจากการติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดความชื้นและแร่ธาตุในดิน ควบคู่ไปกับระบบการให้น้ำและปุ๋ยอัตโนมัติที่สั่งการผ่านอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) วิธีการนี้จะช่วยให้ฟาร์มสามารถให้น้ำและสารอาหารแก่พืชได้อย่างแม่นยำตามความต้องการจริง ช่วยลดการสูญเสียวัตถุดิบและลดต้นทุนการผลิตลงได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20-30
นอกจากนี้ การใช้โดรนทางการเกษตรเพื่อพ่นสารชีวภัณฑ์และถ่ายภาพวิเคราะห์สุขภาพพืชด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะช่วยตรวจจับโรคและแมลงศัตรูพืชได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที ก่อนที่ความเสียหายจะขยายวงกว้าง การเปลี่ยนฟาร์มให้ทำงานด้วยระบบข้อมูล (Data-Driven Farming) เช่นนี้ ไม่เพียงแต่เพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น แต่ยังช่วยสร้างมาตรฐานวัตถุดิบที่สม่ำเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับกระบวนการแปรรูปในอุตสาหกรรมขั้นปลาย
ยกระดับการแปรรูปผลผลิตสู่นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต
การจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรในรูปแบบวัตถุดิบสด มักประสบปัญหาด้านราคาตกต่ำและไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ การแปรรูปขั้นสูง (Agro-Processing) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม จึงเป็นทางออกในการหลีกเลี่ยงสงครามราคาและยกระดับแบรนด์สู่ตลาดระดับพรีเมียม
ผู้ประกอบการควรเบนเข็มความสำคัญจากการผลิตอาหารแบบทั่วไป มุ่งสู่การพัฒนา "อาหารแห่งอนาคต" (Future Food) โดยเฉพาะกลุ่มอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์สุขภาพเฉพาะบุคคล เช่น อาหารที่มีคุณสมบัติช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน อาหารสำหรับผู้สูงวัยที่เคี้ยวกลืนง่ายแต่ยังคงสารอาหารครบถ้วน หรืออาหารทางการแพทย์
อีกหนึ่งกลุ่มเทรนด์ที่น่าจับตาคือ โปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่โปรตีนจากพืช (Plant-based) เท่านั้น แต่รวมถึงโปรตีนจากแมลงหรือวัตถุดิบชีวภาพชนิดใหม่ๆ ข้อมูลจากศูนย์วิจัยการตลาดระบุว่า ตลาดอาหารแห่งอนาคตในไทยมีมูลค่าการเติบโตอย่างก้าวกระโดด และคิดเป็นสัดส่วนเกือบร้อยละ 10 ของมูลค่าการส่งออกอาหารทั้งหมดของประเทศ การลงทุนในศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อหาสารสกัดมูลค่าสูงจากพืชสมุนไพรและผลไม้ไทย จึงเป็นโอกาสสร้างอัตรากำไร (Margin) ที่สูงกว่าการขายวัตถุดิบดั้งเดิมหลายสิบเท่าตัว
ขจัดตัวกลางและเชื่อมตรงกับตลาดผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม
ในโครงสร้างการค้าแบบเดิม ผลกำไรส่วนใหญ่มักตกอยู่กับพ่อค้าคนกลาง ในขณะที่เกษตรกรและโรงงานแปรรูปขนาดเล็กได้รับส่วนแบ่งเพียงน้อยนิด การเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลช่วยเปิดโอกาสในการสร้างโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงผู้ผลิตเข้ากับผู้บริโภคโดยตรง (Direct-to-Consumer: D2C)
ผู้บริหารยุคใหม่ควรยกระดับช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านการสร้างแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ของตนเอง ร่วมกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการเล่าเรื่องราว (Storytelling) ของผลิตภัณฑ์ เช่น แหล่งที่มา วิธีการเพาะปลูกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน
นอกจากนี้ การนำโมเดลการสั่งซื้อล่วงหน้าหรือระบบสมาชิก (Subscription Model) มาปรับใช้ จะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถคาดการณ์ปริมาณความต้องการซื้อล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะส่งผลดีกลับไปยังการวางแผนเพาะปลูกในฟาร์มและการจัดเตรียมตารางการผลิตในโรงงานแปรรูป ช่วยลดปัญหาผลผลิตล้นตลาดและการเน่าเสียของสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือด้วยระบบตรวจสอบย้อนกลับ
ผู้บริโภคยุคดิจิทัลไม่ได้ตัดสินใจซื้ออาหารจากรสชาติหรือราคาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัย แหล่งที่มา และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของแบรนด์สินค้า
การนำเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) มาประยุกต์ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลห่วงโซ่อุปทาน จะช่วยให้เกิด "ระบบตรวจสอบย้อนกลับ" (Traceability) ที่โปร่งใสและไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้ ตั้งแต่ข้อมูลเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ วิธีการดูแลรักษาในฟาร์ม วันที่เก็บเกี่ยว กระบวนการแปรรูปในโรงงาน ไปจนถึงขั้นตอนการขนส่ง โดยผู้บริโภคสามารถสแกนคิวอาร์โค้ด (QR Code) บนบรรจุภัณฑ์เพื่อตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ได้ทันที
การสร้างความโปร่งใสดังกล่าวไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและสร้างความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) เท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวสอดรับกับนโยบายและข้อกำหนดทางการค้าระดับโลกที่เข้มงวด เช่น มาตรการสินค้าที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า หรือแนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy) ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน
กรณีศึกษาและแนวโน้มตลาดอาหารแห่งอนาคต
ความสำเร็จในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและเทคโนโลยีเกษตรในประเทศไทย สะท้อนผ่านรายงานของธนาคารกรุงศรีอยุธยาและสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ที่ระบุว่า ประเทศไทยมีการจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือและนวัตกรรม เช่น แพลตฟอร์มการวิจัยอาหารแห่งอนาคต (Future Food Lab) และโครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการนวัตกรรมอาหารชั้นนำ ซึ่งช่วยผลักดันให้สตาร์ตอัปและ SME ไทยสามารถพัฒนาสินค้าประเภทเนื้อสัตว์เทียมจากพืชสารพัดชนิด รวมถึงเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มีการใช้บรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart Packaging) ที่สามารถบ่งชี้ความสดใหม่ของอาหารได้
นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอาหารของไทยหลายแห่ง ได้เริ่มประกาศเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ และยกเลิกการใช้พลังงานฟอสซิลในกระบวนการผลิต โดยหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีหมุนเวียนและการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ เช่น สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความต้องการสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระดับสูงมาก
คำแนะนำเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้บริหารและนักลงทุน
เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับภูมิทัศน์ใหม่ของอุตสาหกรรมอาหารที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผู้บริหารและผู้ประกอบการควรพิจารณาปรับใช้แนวทางเชิงกลยุทธ์ดังต่อไปนี้
เริ่มจากการบูรณาการเทคโนโลยีแบบค่อยเป็นค่อยไป (Scalable Tech Adoption) สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (SME) ไม่จำเป็นต้องลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างระบบไอทีของตนเองตั้งแต่แรกเริ่ม แต่ควรเลือกใช้บริการเทคโนโลยีการเกษตรในลักษณะของการเช่าใช้ หรือการร่วมมือเป็นพันธมิตรกับสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีเกษตร (AgTech Starups) เพื่อทดลองใช้งานเซนเซอร์และโดรนเฉพาะจุดที่ต้องการปรับปรุงประสิทธิภาพก่อน จากนั้นจึงค่อยขยายผลเมื่อเห็นผลลัพธ์เชิงบวกที่ชัดเจน
มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง (High Value-Added R&D) หลีกเลี่ยงการผลิตสินค้าเลียนแบบทั่วไป แต่ควรสร้างความแตกต่างด้วยนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และการแปรรูป เช่น การใช้เทคโนโลยีการห่อหุ้มสารสำคัญ (Encapsulation) เพื่อรักษาคุณค่าของสารอาหารในผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชัน หรือการสกัดโปรตีนจากวัตถุดิบท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
สุดท้ายคือการยกความยั่งยืนให้เป็นกลยุทธ์แกนหลักของธุรกิจ (Sustainability as a Core Strategy) การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การจัดการขยะอาหารให้เป็นศูนย์ (Zero Food Waste) และการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องของภาพลักษณ์องค์กร (CSR) อีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าสู่ตลาดโมเดิร์นเทรดและการส่งออกไปทั่วโลก ผู้บริหารที่เริ่มต้นลงมือปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตตั้งแต่วันนี้ จะเป็นผู้ที่กุมความได้เปรียบในน่านน้ำใหม่ของธุรกิจอาหารในอนาคตได้อย่างแท้จริง
บทถอดเสียง
สวัสดีค่ะ ต้อนรับเข้าสู่รายการ Businessleader podcast นะคะ วันนี้เราจะมาพูดถึงการพลิกโฉมอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูปของประเทศไทยค่ะ
สถานการณ์ปัจจุบันชี้ให้เห็นชัดเจนว่า รูปแบบธุรกิจแบบเดิมที่เคยพึ่งพาทรัพยากรและแรงงานราคาถูก ไม่สามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้อีกต่อไปค่ะ ความท้าทายนี้มาจากหลายปัจจัย ทั้งปัญหาเกษตรกรสูงวัย ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศโลก และมาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นนะคะ แต่ท่ามกลางความท้าทายนี้ ก็มีโอกาสทองสำหรับผู้บริหารและนักลงทุนที่จะพลิกเกมธุรกิจ ด้วยการผสานนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะและการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มค่ะ
ประการแรกเลยนะคะ การเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Farming ถือเป็นกุญแจสำคัญในการปฏิรูปห่วงโซ่อุปทานอาหารตั้งแต่ต้นน้ำค่ะ เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาแรงงานขาดแคลนและสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ การนำเทคโนโลยีอย่างเซนเซอร์ตรวจวัดดิน ระบบให้น้ำและปุ๋ยอัตโนมัติผ่านอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง หรือไอโอที จะช่วยให้การดูแลพืชมีความแม่นยำสูง ลดการสูญเสียวัตถุดิบและลดต้นทุนลงได้ถึงประมาณยี่สิบถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียวค่ะ นอกจากนี้ การใช้โดรนร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ยังช่วยตรวจจับโรคและแมลงได้ตั้งแต่แรกเริ่ม ทำให้ฟาร์มทำงานด้วยระบบข้อมูล เพิ่มผลผลิตต่อไร่ และสร้างมาตรฐานวัตถุดิบที่สม่ำเสมอ ซึ่งสำคัญมากสำหรับการแปรรูปในอุตสาหกรรมขั้นปลายนะคะ
ประการที่สองคือการยกระดับการแปรรูปผลผลิตสู่นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตค่ะ การขายวัตถุดิบสดมักทำให้ประสบปัญหาราคาตกต่ำ ผู้ประกอบการจึงควรหันมาเน้นการแปรรูปขั้นสูงเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม หลีกเลี่ยงสงครามราคา และมุ่งพัฒนาอาหารแห่งอนาคต โดยเฉพาะกลุ่มอาหารฟังก์ชันที่ตอบโจทย์สุขภาพเฉพาะบุคคล และกลุ่มโปรตีนทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นจากพืช หรือจากแมลงค่ะ ตลาดอาหารแห่งอนาคตในไทยมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด คิดเป็นสัดส่วนเกือบสิบเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการส่งออกอาหารทั้งหมดนะคะ การลงทุนในงานวิจัยและพัฒนา เพื่อหาสารสกัดมูลค่าสูงจากพืชสมุนไพร จะช่วยสร้างอัตรากำไรที่สูงกว่าการขายวัตถุดิบดั้งเดิมหลายสิบเท่าตัวเลยค่ะ
ประการที่สามคือการขจัดตัวกลางและเชื่อมตรงกับตลาดผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มค่ะ เทคโนโลยีดิจิทัลเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสามารถเชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้โดยตรง หรือดีทูซี ผู้บริหารยุคใหม่ควรสร้างแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ของตนเอง ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการเล่าเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ และนำโมเดลการสั่งซื้อล่วงหน้า หรือระบบสมาชิก มาปรับใช้เพื่อคาดการณ์ความต้องการซื้อได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาผลผลิตล้นตลาดและการเน่าเสียของสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ
และประการสุดท้ายนะคะ การสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือด้วยระบบตรวจสอบย้อนกลับค่ะ ผู้บริโภคยุคนี้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย แหล่งที่มา และความรับผิดชอบต่อสังคม การนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้จัดเก็บข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน จะช่วยให้เกิดระบบตรวจสอบย้อนกลับที่โปร่งใส ไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้ ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ การเพาะปลูก ไปจนถึงการขนส่งค่ะ ซึ่งผู้บริโภคสามารถสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อตรวจสอบข้อมูลได้ทันที การสร้างความโปร่งใสนี้ไม่เพียงเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับแบรนด์ แต่ยังช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวให้สอดรับกับนโยบายและข้อกำหนดทางการค้าระดับโลกที่เข้มงวดขึ้นได้อย่างแท้จริงค่ะ
สรุปแล้วนะคะ เพื่อเตรียมรับมือกับภูมิทัศน์ใหม่ของอุตสาหกรรมอาหาร ผู้บริหารควรพิจารณาปรับใช้แนวทางเชิงกลยุทธ์ ตั้งแต่การบูรณาการเทคโนโลยีแบบค่อยเป็นค่อยไป การมุ่งเน้นงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง และที่สำคัญที่สุดคือการยกความยั่งยืนให้เป็นกลยุทธ์แกนหลักของธุรกิจค่ะ การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การจัดการขยะอาหารให้เป็นศูนย์ และการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ ไม่ใช่แค่เรื่องของภาพลักษณ์องค์กรอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าสู่ตลาดโลกค่ะ ผู้บริหารที่เริ่มปรับเปลี่ยนตั้งแต่วันนี้ จะเป็นผู้ที่กุมความได้เปรียบในน่านน้ำใหม่ของธุรกิจอาหารในอนาคตได้อย่างแท้จริงนะคะ
สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ


