
ธปท. ชี้เศรษฐกิจไทยมีลุ้นโต 3% ภายใน 2–3 ปี จับตาแก้โจทย์เชิงโครงสร้าง ลงทุนอุตสาหกรรมใหม่
สรุปประเด็น
-
ธปท. มองเศรษฐกิจไทยมีลุ้นเติบโตเข้าใกล้ 3% ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า หากสามารถแก้โจทย์เชิงโครงสร้างและขับเคลื่อนการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ได้อย่างจริงจัง
-
คาดการณ์เศรษฐกิจปี 2569 ขยายตัว 2.3% และชะลอลงเหลือ 1.8% ในปี 2570 ท่ามกลางแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนและกำลังซื้อภายในที่ยังคงเปราะบาง
-
ธปท. ส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% เพื่อประคองเศรษฐกิจระยะสั้น โดยมองว่าโอกาสการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมยังมีค่อนข้างจำกัด
-
การเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เซมิคอนดักเตอร์และดาต้าเซ็นเตอร์ ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แต่ต้องควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานและโครงสร้างพื้นฐาน
รองผู้ว่าการ ธปท. มองเศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตใกล้ 3% ได้ หากลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ขณะที่ปี 2569 คาดโต 2.3% และปี 2570 ชะลอลงเหลือ 1.8% พร้อมส่งสัญญาณคงดอกเบี้ย 1% ในระยะนี้
เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญในการยกระดับอัตราการเติบโตให้กลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียง 3% ต่อปี หลังการฟื้นตัวในช่วงที่ผ่านมาเป็นไปอย่างจำกัด ท่ามกลางกำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนแอ ภาระหนี้ครัวเรือน และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
ปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ด้านเสถียรภาพการเงิน ให้สัมภาษณ์กับ Reuters เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ว่า เศรษฐกิจไทยมีโอกาสกลับมาเติบโตประมาณ 2.8–3% ภายในช่วง 2–3 ปีข้างหน้า หากสามารถจัดการปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างเหมาะสม และไม่มีปัจจัยลบขนาดใหญ่เข้ามากระทบ
อย่างไรก็ตาม การกลับไปเติบโตในระดับดังกล่าวไม่ได้ขึ้นอยู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การลงทุนใหม่ และการแก้ข้อจำกัดที่ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่ำกว่าศักยภาพ
เปิดประมาณการเศรษฐกิจไทย 2569–2571 โอกาสฟื้นตัวที่ยังมีเงื่อนไข
ข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ Reuters ระบุว่า ธปท. คาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตประมาณ 2.3% หรือสูงกว่าเล็กน้อย ก่อนชะลอลงมาอยู่ที่ 1.8% ในปี 2570 และมีแนวโน้มกลับเข้าสู่ช่วง 2.8–3% ในปีถัดไปตามกรณีฐานของธนาคารกลาง
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังต้องเผชิญแรงกดดันในระยะใกล้ แม้จะมีโอกาสฟื้นตัวในระยะกลาง แต่เส้นทางการเติบโตยังขึ้นอยู่กับทั้งปัจจัยภายในประเทศและความเสี่ยงจากภายนอก
ในไตรมาส 2 ปี 2569 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก สะท้อนแรงส่งทางเศรษฐกิจที่อ่อนลง ขณะที่หนี้ครัวเรือนระดับสูงและกำลังซื้อที่ไม่แข็งแรงยังเป็นข้อจำกัดต่อการบริโภคภายในประเทศ
ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงการทำให้ GDP กลับมาโต 3% แต่คือการสร้างเงื่อนไขให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่พึ่งพามาตรการกระตุ้นระยะสั้นมากเกินไป
ดอกเบี้ยนโยบาย 1% ยังผ่อนคลาย แต่โอกาสลดเพิ่มมีจำกัด
ในด้านนโยบายการเงิน ธปท. ส่งสัญญาณว่าจะยังคงใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่การฟื้นตัวยังไม่แข็งแรง โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.00% หลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งตั้งแต่ปลายปี 2567 ถึงต้นปี 2569
ปิติระบุว่า ธปท. ยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในสถานการณ์ปัจจุบัน เว้นแต่จะเกิดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ พร้อมมองว่าในระยะต่อไป อัตราดอกเบี้ยอาจต้องกลับเข้าสู่ระดับปกติเมื่อเศรษฐกิจมีความพร้อม
ธปท. มีกำหนดทบทวนนโยบายการเงินครั้งถัดไปในวันที่ 28 ตุลาคม 2569 โดยการตัดสินใจจะต้องพิจารณาทั้งภาวะเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า
ในเชิงธุรกิจ ทิศทางดอกเบี้ยมีความสำคัญต่อทั้งต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการ การตัดสินใจลงทุน และภาระหนี้ของภาคครัวเรือน อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยระดับต่ำเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างหรือทำให้การลงทุนเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ หากภาคธุรกิจยังขาดความเชื่อมั่น หรืออุปสงค์ในตลาดยังไม่เพียงพอ
ลงทุนเซมิคอนดักเตอร์และดาต้าเซ็นเตอร์ หนึ่งในแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะกลาง
รัฐบาลไทยกำลังผลักดันการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เซมิคอนดักเตอร์และดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและดึงดูดเงินลงทุนใหม่จากต่างประเทศ
ก่อนหน้านี้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กับ Reuters เมื่อเดือนกันยายน 2569 ว่า เศรษฐกิจไทยมีโอกาสเติบโต 2.5% ในปี 2570 และอาจแตะระดับ 3% ภายในสามปี โดยมีการลงทุนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
อย่างไรก็ตาม มุมมองดังกล่าวแตกต่างจากประมาณการของ ธปท. ในบางช่วงเวลา โดยธนาคารกลางประเมินการเติบโตปี 2570 ไว้ที่ 1.8% ความแตกต่างนี้สะท้อนสมมติฐานและมุมมองต่อแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ไม่เหมือนกัน จึงควรพิจารณาตัวเลขแต่ละชุดควบคู่กับเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ไม่ควรนำมาเปรียบเทียบเสมือนเป็นประมาณการชุดเดียวกัน
หากต้องการให้การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่สร้างผลต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง นอกจากการดึงดูดเงินทุนแล้ว ไทยยังต้องพัฒนาทักษะแรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน ระบบพลังงาน และความสามารถของผู้ประกอบการในประเทศ เพื่อให้ธุรกิจไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานและได้รับประโยชน์จากการลงทุนมากขึ้น
โจทย์ใหญ่ของไทย คือการยกระดับศักยภาพการเติบโตระยะยาว
แม้ ธปท. มองว่าการกลับไปเติบโตใกล้ 3% เป็นไปได้ แต่เงื่อนไขสำคัญคือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและการหลีกเลี่ยงแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ ขณะที่เจ้าหน้าที่ ธปท. อีกคนเคยประเมินว่าอัตราการเติบโตตามศักยภาพของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ประมาณ 2.7% และอาจต้องใช้เวลา 4–5 ปีจึงจะไปถึงระดับดังกล่าว
ความท้าทายจึงอยู่ที่การเปลี่ยนจากการประคองเศรษฐกิจระยะสั้น ไปสู่การเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันอย่างจริงจัง ทั้งการยกระดับทักษะแรงงาน การส่งเสริมการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่ม การลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ และการเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดใหม่
สำหรับภาคธุรกิจ ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญต่อการวางแผนลงทุนและประเมินกำลังซื้อ แต่การตัดสินใจยังต้องพิจารณาต้นทุนทางการเงิน ความเสี่ยงด้านตลาด และแนวโน้มอุตสาหกรรมควบคู่กัน
การกลับมาเติบโตใกล้ 3% จึงเป็นเป้าหมายที่มีความเป็นไปได้ แต่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่รับประกันแล้ว ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับว่าไทยสามารถเปลี่ยนการลงทุนและนโยบายเศรษฐกิจให้กลายเป็นผลิตภาพ รายได้ และความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นได้มากเพียงใด
ข้อมูลอ้างอิง:
Thailand can return to 3% growth within 2-3 years, central bank official says https://www.reuters.com/world/asia-pacific/thailand-can-return-to-3-growth-within-2-3-years-central-bank-official-says-2026-10-14/
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไทยดึงคำขอลงทุน 'ชิป-อิเล็กทรอนิกส์' ราว 9 แสนล้านบาท รับผู้ผลิตปรับห่วงโซ่อุปทาน
บีโอไอเผยยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนในไทยด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง พุ่งแตะ 9 แสนล้านบาท ในช่วง 3 ปี สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ผลิตระดับโลกที่เดินหน้าปรับโครงสร้างและย้ายฐานการผลิตเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่มแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ที่ขยายตัวแรงขานรับกระแส AI ยานยนต์ไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซนเตอร์

ไทยเที่ยวไทยพลัส เฟส 3: รัฐพนัน 3,500 ล้านบาทกับโจทย์ที่ซับซ้อนกว่าแค่ "กระตุ้นการใช้จ่าย"
เจาะลึกโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส เฟส 3 วงเงิน 3,500 ล้านบาท 1 ล้านสิทธิ์ พร้อมวิเคราะห์ความคุ้มค่า นัยต่อธุรกิจท่องเที่ยว และกลยุทธ์สำคัญที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อมรับมือ ทั้งระบบดิจิทัลและการบริหารจัดการ เพื่อคว้าโอกาสฟื้นฟูธุรกิจช่วงไฮซีซั่นปลายปี 2569

SMT ปรับกลยุทธ์รุก Advanced Packaging และ Photonics รับการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐาน AI
SMT หรือ สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ปรับยุทธศาสตร์ยกระดับจากผู้รับจ้างประกอบชิ้นส่วน (EMS) สู่ผู้ให้บริการเซมิคอนดักเตอร์แบบครบวงจร (True Vertical Integration) เร่งลงทุนใน Advanced Packaging และ Photonics เพื่อดักแมตช์ความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center

กพช. ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า ลดภาระประชาชนและพิจารณาผลกระทบต่ออุตสาหกรรม
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติเห็นชอบมาตรการสำคัญด้านไฟฟ้า 7 เรื่อง ซึ่งเปิดเผยโดย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มาตรการเหล่านี้มุ่งเน้นการลดภาระค่าไฟฟ้าสำหรับประชาชนทั่วไปอย่างเร่งด่วน ควบคู่ไปกับการกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ด้านพลังงานของประเทศในระยะกลางถึงระยะยาว

คณะกรรมการ ก.ล.ต. เห็นชอบหลักการยกระดับการกำกับดูแลธุรกรรม Stablecoin ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล
บอร์ด ก.ล.ต. มีมติเห็นชอบในหลักการยกระดับการกำกับดูแลธุรกรรม Stablecoin โดยเฉพาะ USDT ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ผนึกกำลัง ธปท. สกัดกั้นความเสี่ยงฟอกเงิน อาชญากรรมไซเบอร์ และการโอนเงินออกนอกระบบ พร้อมเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อวางเกณฑ์กำกับดูแลเชิงรุกต่อไป

เปิดโปรไฟล์ 7 แคนดิเดต ชิงเก้าอี้ผู้ว่าธปท. กุมบังเหียนเศรษฐกิจไทย
ใครจะเป็นผู้ว่าธปท.คนใหม่? วิเคราะห์ 7 แคนดิเดต ชาย 5-หญิง 2 จากภาครัฐ-เอกชน ที่จะกุมบังเหียนเศรษฐกิจไทย 5 ปีข้างหน้า การแข่งขันชิงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แทนนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ที่จะครบวาระในวันที่ 30 กันยายน 2568 เปิดฉากอย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากมีผู้สมัครจำนวน 7 ราย ยื่นใบสมัครภายในกำหนดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม ถึง 4 มิถุนายน 2568
