แหลมฉบังเฟส 3 ลงทุน 1.14 แสนล้านบาท เพิ่มขีดความสามารถสู่ 18 ล้าน TEU ดันไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์

แหลมฉบังเฟส 3 ลงทุน 1.14 แสนล้านบาท เพิ่มขีดความสามารถสู่ 18 ล้าน TEU ดันไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์

สรุปประเด็น

  • เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเฟส 3: กทท. เดินหน้าโครงการแหลมฉบังเฟส 3 คืบหน้ากว่า 74% มุ่งเพิ่มกำลังรองรับตู้สินค้าเป็น 18 ล้าน TEU ต่อปี

  • ดันสัดส่วนขนส่งทางรางสู่ 30%: เพิ่มบทบาทการขนส่งระบบรางเชื่อมต่อพื้นที่หลังท่า เพื่อลดการพึ่งพารถบรรทุกและแก้ปัญหาความแออัด

  • 4 ผลลัพธ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย: หนุนการส่งออก-นำเข้า, รองรับการลงทุนใน EEC, สร้างโอกาสให้ธุรกิจโลจิสติกส์ และยกระดับต้นทุนการแข่งขัน

  • ความท้าทายและการเปิดให้บริการ: ความสำเร็จที่แท้จริงต้องวัดจากการเปิดบริการตามแผนและการเชื่อมโยงเครือข่ายโลจิสติกส์ตลอดทั้งระบบ

การท่าเรือแห่งประเทศไทยเร่งพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 หลังงานก่อสร้างส่วนภาครัฐคืบหน้าประมาณ 74% ตั้งเป้าเพิ่มกำลังรองรับตู้สินค้าจาก 11 ล้านเป็น 18 ล้าน TEU ต่อปี พร้อมผลักดันการขนส่งทางรางเพื่อลดข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์และรองรับการลงทุนใน EEC

ท่ามกลางการแข่งขันด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์เป็นหนึ่งในปัจจัยที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งในด้านต้นทุนการขนส่ง ความรวดเร็วในการส่งมอบสินค้า และความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 จึงเป็นโครงการสำคัญที่ประเทศไทยใช้เตรียมความพร้อมรองรับปริมาณการค้าทางทะเลในระยะยาว โดยการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในจังหวัดชลบุรี ภายใต้การเชื่อมโยงกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

ข้อมูลที่เปิดเผยในเดือนตุลาคม 2569 ระบุว่า งานก่อสร้างส่วนที่ภาครัฐรับผิดชอบมีความคืบหน้าประมาณ 74% ขณะที่งานก่อสร้างทางทะเลคืบหน้าเกือบ 98% ส่วนระบบสาธารณูปโภค ระบบราง และการจัดหาอุปกรณ์ปฏิบัติการยังต้องดำเนินการต่อ

เป้าหมายหลักคือเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าจากประมาณ 11 ล้าน TEU เป็น 18 ล้าน TEU ต่อปี หรือเพิ่มขึ้นราว 64% เพื่อรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศ

แหลมฉบังใกล้เต็มศักยภาพเดิม เร่งเพิ่มกำลังรองรับตู้สินค้า

ท่าเรือแหลมฉบังเป็นประตูการค้าทางทะเลที่สำคัญของไทย รองรับทั้งการส่งออกสินค้าสำเร็จรูปและการนำเข้าวัตถุดิบ เครื่องจักร และชิ้นส่วนสำหรับภาคการผลิต

ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่า ท่าเรือมีกำลังรองรับประมาณ 11 ล้าน TEU ต่อปี ขณะที่ปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าอยู่ที่ประมาณ 10.8 ล้าน TEU สะท้อนว่าการใช้งานเข้าใกล้ขีดความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานเดิม

TEU หรือ Twenty-foot Equivalent Unit เป็นหน่วยมาตรฐานที่ใช้วัดปริมาณตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ โดยตู้ขนาด 20 ฟุตเท่ากับ 1 TEU ส่วนตู้ขนาด 40 ฟุตโดยทั่วไปเท่ากับ 2 TEU

การเพิ่มกำลังรองรับเป็น 18 ล้าน TEU จึงเป็นการขยายขีดความสามารถของระบบท่าเรือ เพื่อรองรับปริมาณสินค้าในอนาคต อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นกำลังรองรับตามเป้าหมายของโครงการ ไม่ใช่ปริมาณสินค้าที่จะผ่านท่าได้ทันทีหลังการก่อสร้างเสร็จสิ้น

ลงทุนรวม 1.14 แสนล้านบาท เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

โครงการแหลมฉบังเฟส 3 มีวงเงินลงทุนรวมประมาณ 114,000 ล้านบาท โดยส่วนที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยรับผิดชอบมีมูลค่าประมาณ 49,000 ล้านบาท ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำเนินงานของท่าเรือในอนาคต

ความคืบหน้าของงานภาครัฐประกอบด้วยส่วนสำคัญดังนี้

  • งานก่อสร้างทางทะเล: คืบหน้าประมาณ 97.8% ครอบคลุมงานขุดลอกร่องน้ำ เขื่อนกันคลื่น และการถมทะเลเพื่อเตรียมพื้นที่พัฒนาท่าเทียบเรือ

  • งานระบบสาธารณูปโภค: คืบหน้าประมาณ 29% ครอบคลุมถนน ระบบไฟฟ้า ระบบประปา และสิ่งอำนวยความสะดวกภายในพื้นที่ท่าเรือ

  • งานระบบราง: มีแผนพัฒนาโครงข่ายรถไฟเชื่อมต่อพื้นที่หลังท่าเทียบเรือฝั่ง F ระยะทางประมาณ 2,000 เมตร และฝั่ง E ระยะทางประมาณ 1,500 เมตร

  • งานจัดหาอุปกรณ์และเทคโนโลยี: ครอบคลุมเครื่องจักรขนถ่ายตู้สินค้าและระบบสารสนเทศสำหรับบริหารจัดการท่าเรือ

แม้งานก่อสร้างทางทะเลจะมีความคืบหน้าในระดับสูง แต่การเปิดดำเนินงานยังต้องอาศัยความพร้อมของระบบสนับสนุนทั้งหมด ทั้งระบบสาธารณูปโภค ระบบราง เครื่องจักร และการเชื่อมต่อกับท่าเทียบเรือที่เอกชนพัฒนา

ประเด็นนี้ทำให้การติดตามความคืบหน้าของโครงการจำเป็นต้องพิจารณาทั้งสัดส่วนงานก่อสร้างและความพร้อมในการเปิดให้บริการจริง

เพิ่มสัดส่วนขนส่งทางราง ลดการพึ่งพารถบรรทุก

นอกจากการเพิ่มกำลังรองรับตู้สินค้าแล้ว แหลมฉบังเฟส 3 ยังมีเป้าหมายปรับสมดุลรูปแบบการขนส่งสินค้า โดยเพิ่มบทบาทของระบบรางเพื่อลดข้อจำกัดด้านการจราจรและเพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนย้ายสินค้า

ข้อมูลที่เปิดเผยระบุว่า ปัจจุบันการขนส่งสินค้าจากท่าเรือแหลมฉบังพึ่งพาทางถนนประมาณ 90% ขณะที่ทางรถไฟมีสัดส่วนราว 6% และทางน้ำประมาณ 4% โครงการจึงตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรางเป็น 30%

การพัฒนาระบบรางให้เชื่อมต่อพื้นที่หลังท่าเทียบเรือโดยตรงจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการขนส่งตู้สินค้าไปยังพื้นที่อุตสาหกรรมและศูนย์กระจายสินค้า โดยเฉพาะเมื่อปริมาณตู้สินค้าเพิ่มขึ้นในอนาคต

หากดำเนินการได้ตามเป้าหมาย การขนส่งทางรางอาจช่วยลดการพึ่งพารถบรรทุกในบางเส้นทาง บรรเทาความแออัดบนถนน และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารห่วงโซ่อุปทาน

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ด้านต้นทุนจะขึ้นอยู่กับความพร้อมของโครงข่ายรถไฟ ตารางการขนส่ง ความถี่ในการให้บริการ และการเชื่อมต่อกับโรงงานหรือคลังสินค้าปลายทาง การมีโครงสร้างพื้นฐานทางรางเพียงอย่างเดียวจึงยังไม่เพียงพอ หากระบบขนส่งตลอดเส้นทางไม่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความท้าทายด้านสัญญาและกำหนดเปิดให้บริการ

แม้งานก่อสร้างส่วนภาครัฐมีความคืบหน้าประมาณ 74% แต่โครงการยังมีประเด็นที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะเงื่อนไขเกี่ยวกับการถมทะเลและการส่งมอบพื้นที่ให้เอกชนร่วมลงทุน

การท่าเรือแห่งประเทศไทยอยู่ระหว่างหารือกับบริษัท GPC International จำกัด ซึ่งเป็นเอกชนคู่สัญญา เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับลักษณะงานถมทะเลและเงื่อนไขในสัญญาร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน

ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญ เนื่องจากงานโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐต้องสอดคล้องกับการลงทุนและการพัฒนาท่าเทียบเรือของเอกชน หากการส่งมอบพื้นที่หรือการดำเนินงานตามสัญญาล่าช้า อาจส่งผลต่อขั้นตอนก่อสร้างและกำหนดเปิดให้บริการ

ข้อมูลที่เผยแพร่ในช่วงเดือนตุลาคม 2569 กล่าวถึงเป้าหมายเปิดให้บริการในปี 2570 ขณะที่ข้อมูลจากการท่าเรือฯ ในเดือนกรกฎาคม 2569 เคยระบุแผนเปิดท่าเทียบเรือ F1 ภายในปี 2574 จึงควรตรวจสอบกำหนดการล่าสุดและแยกให้ชัดระหว่างการเปิดใช้งานบางส่วนกับการเปิดดำเนินงานเต็มรูปแบบ

สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องวางแผนการขนส่งและการลงทุนระยะยาว ความชัดเจนของกำหนดเปิดบริการถือเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้ความคืบหน้าด้านการก่อสร้าง

4 ผลต่อเศรษฐกิจไทยจากการขยายท่าเรือแหลมฉบัง

1. เพิ่มศักยภาพการส่งออกและนำเข้า

การเพิ่มกำลังรองรับตู้สินค้าช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าจากอุตสาหกรรมการผลิตที่ต้องพึ่งพาการขนส่งทางทะเล

2. สนับสนุนการลงทุนใน EEC

ท่าเรือที่มีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่อุตสาหกรรม โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบและส่งออกสินค้าไปยังตลาดโลก การพัฒนาท่าเรือจึงมีความเชื่อมโยงกับความสามารถในการดึงดูดการลงทุนของไทย

3. เพิ่มโอกาสให้ธุรกิจโลจิสติกส์

การขยายท่าเรืออาจสร้างโอกาสให้ผู้ให้บริการขนส่ง คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า ตัวแทนออกของ และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ หากปริมาณสินค้าและกิจกรรมทางเศรษฐกิจเติบโตตามเป้าหมาย

4. ยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน

การเชื่อมโยงระบบขนส่งทางทะเล ทางราง และทางถนนอย่างมีประสิทธิภาพอาจช่วยลดเวลารอ ลดข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายสินค้า และเพิ่มความแน่นอนในการส่งมอบ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผู้ส่งออกใช้แข่งขันในตลาดต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความต้องการขนส่งจริง ประสิทธิภาพการบริหารท่าเรือ และความพร้อมของระบบเชื่อมต่อโดยรอบ

ขยายกำลังรองรับอย่างเดียวไม่พอ ต้องเชื่อมต่อโลจิสติกส์ทั้งระบบ

บทเรียนสำคัญจากโครงการแหลมฉบังเฟส 3 คือความสามารถในการแข่งขันของท่าเรือยุคใหม่ไม่ได้วัดจากจำนวนตู้สินค้าที่รองรับได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความรวดเร็วในการขนถ่ายสินค้า ความแม่นยำของระบบบริหารจัดการ และประสิทธิภาพการขนส่งจากท่าเรือไปยังโรงงานและตลาดปลายทาง

แม้ประเทศไทยจะสามารถเพิ่มกำลังรองรับเป็น 18 ล้าน TEU ต่อปีได้ แต่หากการขนส่งจากท่าเรือไปยังพื้นที่อุตสาหกรรมยังเผชิญปัญหาความแออัดหรือความล่าช้า ผลประโยชน์จากการลงทุนก็อาจไม่เกิดขึ้นอย่างเต็มศักยภาพ

ในทางกลับกัน หากระบบท่าเรือใหม่เชื่อมต่อกับรถไฟ ถนน คลังสินค้า และพื้นที่อุตสาหกรรมได้อย่างราบรื่น โครงการนี้จะมีโอกาสช่วยยกระดับประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานไทยในภาพรวม

แหลมฉบังเฟส 3 เป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีเป้าหมายเพิ่มกำลังรองรับตู้สินค้าเป็น 18 ล้าน TEU ต่อปี แต่ผลสำเร็จที่แท้จริงต้องวัดจากการเปิดให้บริการได้ตามแผน การเชื่อมต่อระบบราง และความสามารถในการลดข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการไทย

ข้อมูลอ้างอิง:

  • การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) — ข่าวความคืบหน้าและนโยบายพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง วันที่ 21 กรกฎาคม 2569
  • สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) — ข้อมูลโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3
  • ฐานเศรษฐกิจ — รายงานความคืบหน้าโครงการ วันที่ 12 ตุลาคม 2569
  • กรุงเทพธุรกิจ — รายงานการลงทุนและความคืบหน้า วันที่ 17 ตุลาคม 2569

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

TISCO ESU เตือนไทยเสี่ยงผลกระทบภาษีสหรัฐฯ และนโยบาย America First

TISCO ESU เตือนไทยเสี่ยงผลกระทบภาษีสหรัฐฯ และนโยบาย America First

TISCO ESU เตือนนโยบาย 'America First' ของสหรัฐฯ ยังคงเป็นความเสี่ยงระยะยาวต่อการค้าและการลงทุนของไทย แม้ศาลฎีกาจะสั่งยกเลิกภาษีบางประเภทและปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยแล้วก็ตาม

3 นาที
ปลดล็อกสองโอกาสทอง ‘โซลาร์–รางรถไฟ’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต

ปลดล็อกสองโอกาสทอง ‘โซลาร์–รางรถไฟ’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต

ประเทศไทยยืนบนจุดเปลี่ยนสำคัญ ปลดล็อกพลังงานแสงอาทิตย์และระบบรางรถไฟ ลดต้นทุน เพิ่มขีดแข่งขัน สร้างตลาดใหม่มูลค่าล้านล้านบาท พร้อมผลักดันเศรษฐกิจไทยสู่ทศวรรษแห่งการเติบโต

5 นาที
ราคาเกษตรหดตัว พลังงานลง ฉุดดัชนีราคาผู้ผลิต ธ.ค.68 ลด 1.8%

ราคาเกษตรหดตัว พลังงานลง ฉุดดัชนีราคาผู้ผลิต ธ.ค.68 ลด 1.8%

ดัชนีราคาผู้ผลิต เดือน ธ.ค.68 ลดลง 1.8% จากการหดตัวของราคาสินค้าเกษตร ที่มีการแข่งขันสูงในตลาดโลก ราคาปิโตรเลียมลดลงจากอุปทานส่วนเกิน ค่าเงินบาทแข็งค่า กระทบต่อราคาที่ผลิตเพื่อส่งออก และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้ความต้องการลด คาดดัชนีปี 69 มีแนวโน้มลดลงและทรงตัว

5 นาที
จับตา Reinvent Thailand เร่งเครื่อง 7 ปลดล็อก เมื่อรัฐ–เอกชนเดินหน้าปรับกติกาธุรกิจไทย

จับตา Reinvent Thailand เร่งเครื่อง 7 ปลดล็อก เมื่อรัฐ–เอกชนเดินหน้าปรับกติกาธุรกิจไทย

Reinvent Thailand เดินหน้าสู่โจทย์เชิงปฏิบัติ หลังภาครัฐเตรียมหารือ ส.อ.ท. ผลักดัน “7 ปลดล็อก” เพื่อปรับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างโอกาสใหม่ให้ภาคธุรกิจไทย โดยต้องจับตาว่าข้อเสนอจะถูกแปลงเป็นมาตรการที่ชัดเจนได้อย่างไร

8 นาที
SJWD ขยาย Wine Storage เฟส 2 เพิ่มความจุ 70,000 ขวด รับตลาดไวน์ไทยโต หนุนธุรกิจจัดเก็บเฉพาะทาง

SJWD ขยาย Wine Storage เฟส 2 เพิ่มความจุ 70,000 ขวด รับตลาดไวน์ไทยโต หนุนธุรกิจจัดเก็บเฉพาะทาง

บมจ.เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ (SJWD) รุกขยายบริการ Wine Storage เฟส 2 ที่ MeSpace Self Storage สาขาสยาม เพิ่มความจุรวมแตะ 70,000 ขวด รับดีมานด์ตลาดไวน์ไทยโตต่อเนื่อง ชูจุดเด่นระบบควบคุมมาตรฐานสากลและทำเลใจกลางเมือง สร้างรายได้ประจำมั่นคงพร้อมหนุนผู้ประกอบการลดต้นทุนคลังสินค้าเฉพาะทาง

5 นาที
จีน-DPRK เปิดใช้ 'สะพานข้ามแม่น้ำยาลู่' แห่งใหม่ หนุนการค้า-แลกเปลี่ยนสองชาติ

จีน-DPRK เปิดใช้ 'สะพานข้ามแม่น้ำยาลู่' แห่งใหม่ หนุนการค้า-แลกเปลี่ยนสองชาติ

จีนและเกาหลีเหนือเปิดใช้สะพานข้ามแม่น้ำยาลู่แห่งใหม่ เชื่อมเมืองตานตงกับชินอึยจู รองรับ 4 ช่องจราจรและเรือขนาดใหญ่ มุ่งเพิ่มศักยภาพการขนส่งและสนับสนุนการค้าระหว่างสองประเทศ

4 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง