
FTA ไทย–EU เดินหน้าเจรจารอบ 10 เร่งเคลียร์เปิดตลาด–สินค้าอ่อนไหว ตั้งเป้าสรุปดีลภายในปี 2569
สรุปประเด็น
-
คืบหน้าเจรจา: FTA ไทย-EU เดินหน้าถึงรอบที่ 10 โดยรอบที่ 9 สามารถสรุปผลเพิ่มได้ 8 ประเด็น รวมเป็น 15 จาก 24 บท หรือราว 2 ใน 3
-
เร่งเคลียร์เปิดตลาด: ยังคงต้องหารือในประเด็นสำคัญ เช่น การเปิดตลาดสินค้า บริการ การลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
-
ตั้งเป้าปิดดีลปี 69: รัฐบาลและภาคเอกชน เช่น ส.อ.ท. มุ่งผลักดันให้การเจรจาสรุปผลภายในปี 2569 เพื่อขยายโอกาสส่งออกและดึงดูดการลงทุน
-
เตรียมพร้อมผู้ประกอบการ: ผู้ส่งออกและ SMEs ควรตรวจสอบพิกัดศุลกากร กฎถิ่นกำเนิดสินค้า และมาตรฐานเพื่อรับมือกับกติกาใหม่ที่จะเกิดขึ้น
ไทย–EU เดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรี หลังรอบ 9 สรุปผลเพิ่ม 8 ประเด็น รวมคืบหน้า 15 จาก 24 บท ขณะที่รอบ 10 มีความคืบหน้าด้านพลังงาน กฎถิ่นกำเนิดสินค้า และมาตรฐานสุขอนามัย แต่ยังต้องหารือเรื่องเปิดตลาดและจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
การเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (FTA ไทย–EU) ยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญต่อทิศทางการส่งออกและการลงทุนของไทย โดยรัฐบาลตั้งเป้าผลักดันให้การเจรจาสรุปผลภายในปี 2569 เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาดยุโรป ดึงดูดการลงทุน และยกระดับกฎระเบียบทางเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
หลังการเจรจารอบที่ 9 ระหว่างวันที่ 22–30 มิถุนายน 2569 ที่กรุงบรัสเซลส์ ทั้งสองฝ่ายสามารถสรุปผลเพิ่มเติมได้อีก 8 ประเด็น ทำให้มีข้อบทที่สรุปผลแล้ว 15 จากทั้งหมด 24 บท หรือประมาณ 2 ใน 3 ของความตกลง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าความตกลงทั้งฉบับเสร็จสมบูรณ์ เพราะยังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการเปิดตลาดและข้อกำหนดบางด้านที่ต้องหาข้อสรุปร่วมกัน
ล่าสุด การเจรจารอบที่ 10 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 กันยายน–6 ตุลาคม 2569 ที่จังหวัดภูเก็ต มีความคืบหน้าในหลายประเด็น รวมถึงมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช พลังงานและวัตถุดิบ และกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ขณะที่การเปิดตลาดสินค้า บริการ การลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐยังต้องหารือรายละเอียดเพิ่มเติม
รอบ 10 คืบหน้า แต่ประเด็นเปิดตลาดยังเป็นโจทย์สำคัญ
การเจรจา FTA ไม่ได้มีเพียงการลดภาษีนำเข้าส่งออก แต่ยังครอบคลุมกฎเกณฑ์ที่กำหนดเงื่อนไขการเข้าถึงตลาด การดำเนินธุรกิจ และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของทั้งสองฝ่าย
ประเด็นที่ยังต้องติดตาม ได้แก่
-
การค้าสินค้า: การกำหนดเงื่อนไขเปิดตลาดและการจัดการสินค้าที่มีความอ่อนไหว โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมบางประเภท
-
การค้าบริการและการลงทุน: เงื่อนไขการเข้าถึงตลาดและการดำเนินธุรกิจของผู้ให้บริการและนักลงทุน
-
การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ: ขอบเขตและเงื่อนไขการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมประมูลงานภาครัฐ
-
พลังงานและวัตถุดิบ: กติกาที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงทรัพยากรและการดำเนินธุรกิจในสาขาที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
-
กฎถิ่นกำเนิดสินค้า: เงื่อนไขที่ใช้พิจารณาว่าสินค้ามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ความตกลงหรือไม่
รายละเอียดของแต่ละประเด็นจะมีผลต่อผู้ประกอบการแตกต่างกันไป จึงต้องพิจารณาทั้งโอกาสในการขยายตลาดและต้นทุนในการปรับตัวก่อนประเมินผลประโยชน์สุทธิของความตกลง
Highlight: ความคืบหน้าของการเจรจาเป็นสัญญาณบวกต่อโอกาสทางการค้า แต่ผลประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้รับจริงยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสุดท้ายของความตกลงและความสามารถในการปฏิบัติตามกฎที่กำหนด
การแข่งขัน รัฐวิสาหกิจ และพิธีสารศุลกากร วางรากฐานกติกาการค้า
หนึ่งในผลสำเร็จจากการเจรจารอบที่ 9 คือการสรุปผลเพิ่มเติมในบทการแข่งขันและการอุดหนุน บทรัฐวิสาหกิจ บทการระงับข้อพิพาท และบทบัญญัติว่าด้วยการบริหารจัดการความตกลง รวมถึงภาคผนวกและพิธีสารที่เกี่ยวข้องอีก 4 เรื่อง
สาระสำคัญของประเด็นเหล่านี้คือการกำหนดกติกาสำหรับการดำเนินธุรกิจและการค้าระหว่างกัน เช่น การแข่งขันอย่างไม่เลือกปฏิบัติ ความโปร่งใสด้านเงินอุดหนุน และกลไกระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐเมื่อมีการปฏิบัติไม่สอดคล้องกับความตกลง
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังสรุปภาคผนวกด้านยานยนต์ภายใต้บทอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (TBT) และพิธีสารความช่วยเหลือด้านศุลกากรระหว่างกัน ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์ทางเทคนิคและความร่วมมือด้านกระบวนการศุลกากร
สำหรับภาคธุรกิจ การพัฒนากติกาเหล่านี้อาจช่วยเพิ่มความชัดเจนในการดำเนินการค้าระหว่างประเทศในระยะยาว แต่ผลต่อระยะเวลาและต้นทุนการส่งออกจริงยังขึ้นอยู่กับรายละเอียดของข้อกำหนดและการนำไปปฏิบัติหลังความตกลงมีผลใช้บังคับ
โอกาสของผู้ส่งออกไทย ต้องมาพร้อมการเตรียมความพร้อม
สหภาพยุโรปเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทยตามข้อมูลการค้าปี 2568 และเป็นตลาดสำคัญสำหรับสินค้าไทยหลายกลุ่ม การเจรจา FTA จึงมีความหมายต่อผู้ประกอบการที่ต้องการรักษาฐานลูกค้าเดิม ขยายตลาด และเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานในยุโรป
หากความตกลงมีผลใช้บังคับตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน ผู้ส่งออกอาจมีโอกาสใช้สิทธิภาษีที่ดีขึ้นในสินค้าที่ได้รับสิทธิ รวมถึงได้รับประโยชน์จากกฎเกณฑ์และกระบวนการทางการค้าที่ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่สินค้าทุกประเภทจะได้รับการลดภาษีในระดับเดียวกัน และการใช้สิทธิยังต้องเป็นไปตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้าและเงื่อนไขอื่นที่เกี่ยวข้อง
ผู้ประกอบการจึงควรเริ่มเตรียมข้อมูลตั้งแต่ระหว่างการเจรจา โดยเฉพาะ
-
ตรวจสอบพิกัดศุลกากรและอัตราภาษีที่ใช้อยู่ในตลาดยุโรป
-
วิเคราะห์แหล่งที่มาของวัตถุดิบและกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับกฎถิ่นกำเนิดสินค้า
-
ทบทวนมาตรฐานสินค้า ข้อกำหนดด้านความปลอดภัย และเงื่อนไขการนำเข้า
-
ประเมินต้นทุนการปรับมาตรฐาน เอกสารรับรอง และการตรวจสอบย้อนกลับ
-
ติดตามรายละเอียดความตกลงฉบับสุดท้ายก่อนนำสิทธิประโยชน์ไปคำนวณราคาเสนอขายหรือทำสัญญาทางการค้า
สำหรับ SMEs การเตรียมความพร้อมล่วงหน้ามีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะแม้การลดอุปสรรคทางการค้าอาจเพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาด แต่ธุรกิจยังต้องมีความพร้อมด้านมาตรฐาน คุณภาพสินค้า และเอกสารประกอบการส่งออกด้วย
FTA ไทย–EU กับการยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจไทย
นอกเหนือจากการเปิดตลาด ความตกลงยังเป็นโอกาสให้ไทยพัฒนากฎระเบียบด้านการแข่งขัน การลงทุน และการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล ซึ่งอาจช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเพิ่มความสามารถในการเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศ
การยกระดับมาตรฐานดังกล่าวยังสอดคล้องกับทิศทางการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเตรียมความพร้อมของไทยต่อการเข้าร่วมองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) อย่างไรก็ตาม FTA ไทย–EU เป็นกระบวนการเจรจาแยกต่างหาก ไม่ใช่เงื่อนไขที่ทำให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยอัตโนมัติ
ในระยะต่อไป ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การหาข้อสรุปซึ่งรักษาสมดุลระหว่างการเพิ่มโอกาสทางการค้ากับการคำนึงถึงผลกระทบต่อภาคธุรกิจ เกษตรกร แรงงาน และผู้บริโภคในประเทศ
บทสรุป: จำนวนบทที่คืบหน้า ต้องตามด้วยคุณภาพของข้อตกลง
แม้การเจรจา FTA ไทย–EU จะมีความคืบหน้าต่อเนื่องจากรอบที่ 9 สู่รอบที่ 10 แต่ความสำเร็จไม่ได้วัดจากจำนวนบทที่สรุปผลได้เพียงอย่างเดียว หากยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการเปิดตลาด กฎถิ่นกำเนิดสินค้า และข้อกำหนดที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
สำหรับภาคธุรกิจ ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสในการวิเคราะห์ตลาดเป้าหมายและเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานและเอกสาร ขณะที่ภาครัฐต้องเดินหน้าเจรจาโดยคำนึงถึงทั้งโอกาสส่งออก การดึงดูดการลงทุน และผลกระทบต่อสาขาธุรกิจที่มีความอ่อนไหว
จนกว่าการเจรจาจะได้ข้อสรุปและความตกลงมีผลใช้บังคับ ผู้ประกอบการยังไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีใหม่ภายใต้ FTA ไทย–EU ได้ การติดตามข้อมูลอย่างเป็นทางการจึงเป็นหัวใจสำคัญของการวางแผนธุรกิจในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผู้ส่งออกรุ่นใหม่ : Young Exporter from Local to Global (YELG) ประจำปี 2569 ภาคใต้ กระบี่
เปิดรับสมัครโครงการพัฒนา ผู้ส่งออกรุ่นใหม่ Young Exporter from Local to Global (YELG) 2569 ภาคใต้ จังหวัดกระบี่ หลักสูตรพื้นฐานการค้าระหว่างประเทศสำหรับผู้ประกอบการ 50 ราย เรียนรู้การวางแผนธุรกิจส่งออก การสร้างแบรนด์ การเจรจาธุรกิจ และการ Pitching พร้อมวิทยากรจากภาคธุรกิจชั้นนำ อบรม 14–17 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรมอ่าวนางวิลล่า รีสอร์ท กระบี่

ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ
คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งแม้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ก็เผชิญข้อจำกัดทางการคลังที่อาจส่งผลต่องบลงทุนภาครัฐที่ภาคธุรกิจต้องจับตา

From Local to Global พลิกทุนท้องถิ่น ทะยานสู่เวทีโลก
ขอเชิญร่วมงานสัมมนา “From Local to Global พลิกทุนท้องถิ่น ทะยานสู่เวทีโลก” ร่วมฟังแนวทางการเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการไทยด้วย Soft Power พร้อมรับฟังกรณีศึกษาจากผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ และเวทีเสวนาพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่ตลาดโลก ในวันอังคารที่ 4 ส.ค. 2569

ไทย–ยูเออี สรุปเจรจา CEPA การค้าครึ่งปีแรกพุ่งกว่า 75%
ไทยและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สรุปการเจรจาความตกลง CEPA สำเร็จ หลังมูลค่าการค้านอกภาคน้ำมันครึ่งแรกปี 2569 พุ่งสูงกว่า 75% แตะ 10.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเตรียมเดินหน้ากระบวนการทางกฎหมายเพื่อลงนามและผลักดันความร่วมมือใน 6 สาขายุทธศาสตร์สำคัญ

จีน-สหภาพยุโรปตั้ง 'กลไกหารือการค้า-ลงทุน' มุ่งปรับสมดุล คุมส่งออก ปฏิรูป WTO
จีนและสหภาพยุโรปจัดตั้งกลไกหารือการค้า-ลงทุนอย่างเป็นทางการ ครอบคลุม 4 ด้านหลัก ทั้งปรับสมดุลการค้า คุมส่งออกแรร์เอิร์ธ ทรัพย์สินทางปัญญา และปฏิรูป WTO

ญี่ปุ่นลงทุนไทยเกือบ 4 แสนล้านบาท พลิกบทบาทสู่ฐานเทคโนโลยีขั้นสูง ดันเซมิคอนดักเตอร์-AI-พลังงานสะอาด
ญี่ปุ่นยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในไทยเกือบ 4 แสนล้านบาท สะท้อนหมุดหมายสำคัญในการยกระดับประเทศจากฐานการผลิตยานยนต์ดั้งเดิม สู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ ระบบ AI และพลังงานสะอาด พร้อมขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานไทยสู่อนาคต
