FUTURE THAILAND

ตอนที่ 1

ไทยไม่ได้เริ่มโครงการนี้เพราะอยากมีรถไฟ

บทความนี้เจาะลึกเบื้องหลังโครงการไฮสปีด 3 สนามบิน ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ EEC ไม่ใช่แค่การขนส่ง พร้อมสำรวจบทเรียนจากแอร์พอร์ตลิงก์ และ 4 ปัจจัยสำคัญที่จะชี้ขาดความสำเร็จของโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมการบินกับระบบรางไทย

ไทยไม่ได้เริ่มโครงการนี้เพราะอยากมีรถไฟ

ฟังบทความนี้โดย AI

Business Leader Podcast

0:00
0:00

รถไฟเชื่อมสนามบินสายแรกของไทยเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2553 พร้อมของแถมที่ฟังดูทันสมัยมากในเวลานั้น คือเคาน์เตอร์เช็กอินกระเป๋าที่สถานีมักกะสันกลางกรุงเทพฯ ผู้โดยสารฝากกระเป๋าที่นั่นแล้วขึ้นรถไฟไปสุวรรณภูมิตัวเปล่าได้

บริการนั้นอยู่ได้ไม่กี่เดือน เหตุผลคือมีสายการบินเดียวที่เข้าร่วม และปริมาณผู้ใช้ไม่พอ ทำให้การลงทุนสูญเสียไปกว่า 400 ล้านบาท ต่อมาบริการรถด่วนแบบไม่จอดระหว่างทางก็ถูกยกเลิกอีกอย่าง เพราะปัญหาการซ่อมบำรุงและจำนวนขบวนรถไม่พอ เหลือเพียงสายซิตี้ไลน์ที่ทำหน้าที่เป็นรถไฟชานเมืองมาจนถึงทุกวันนี้ [1]

พูดอีกอย่างคือ ก่อนที่ประเทศจะลงนามสัญญา 2.24 แสนล้านบาท ในปี 2562 [2] ไทยได้ทดลองแนวคิด "รถไฟเชื่อมสนามบิน" มาแล้วหนึ่งรอบ และล้มเหลวในส่วนที่เป็นหัวใจของแนวคิดนั้น ถ้าเป้าหมายคือการมีรถไฟไปสนามบิน ประเทศไม่มีเหตุผลต้องเริ่มใหม่ด้วยเงินขนาดนี้

คำถามจึงไม่ใช่ว่าทำไมต้องมีรถไฟ แต่คือ โครงการนี้ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่อะไรที่รถไฟสายเดิมทำไม่ได้ และเมื่อไล่ย้อนกลับไปดูโจทย์ตั้งต้นเมื่อปี 2560 จะพบว่าคำตอบไม่ได้อยู่ในหมวดการขนส่งเลย

โจทย์ปี 2560 คือการหาเครื่องยนต์ตัวใหม่ ไม่ใช่การแก้ปัญหาการเดินทาง

เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ถูกวางให้เป็นภาคสองที่ต่อยอดจากโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดในทศวรรษ 2520 ซึ่งเป็นโครงการที่เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจากเกษตรกรรมมาเป็นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ชิ้นส่วนยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ [3] ตรรกะของอีสเทิร์นซีบอร์ดคือรัฐลงทุนท่าเรือ นิคม และระบบสาธารณูปโภคก่อน แล้วอุตสาหกรรมจึงตามมา ไม่ใช่รอให้มีอุปสงค์ก่อนแล้วค่อยสร้าง

EEC ใช้ตรรกะเดียวกันกับอุตสาหกรรมคนละชุด และผลลัพธ์เชิงพื้นที่ก็ชัดพอสมควร

  • ในปี 2567 มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของสามจังหวัด EEC อยู่ที่ราว 2.7 ล้านล้านบาท โดยมีภาคอุตสาหกรรมเป็นสัดส่วน 66% ภาคบริการ 31% และภาคเกษตร 2.6% ขณะที่อัตราการเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศมาโดยตลอด [4]
  • มูลค่าการลงทุนจริงสะสมในพื้นที่ระหว่างปี 2561–2568 อยู่ที่ราว 8.2 แสนล้านบาท [5]
  • ในครึ่งแรกของปี 2569 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในภาคตะวันออกรวม EEC มีมูลค่ารวม 4.96 แสนล้านบาท จากยอดทั้งประเทศ 1.473 ล้านล้านบาท [6][7]

ในภาพนี้ รถไฟไม่ได้ถูกนับเป็นบริการขนส่ง แต่ถูกนับเป็นชิ้นส่วนหนึ่งของชุดโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องมาก่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับที่ท่าเรือมาบตาพุดมาก่อนโรงงานปิโตรเคมี และนี่คือเหตุผลที่การประเมินโครงการด้วยคำถามว่า "รถไฟสายนี้จะขาดทุนไหม" ให้คำตอบที่ไม่ตรงกับโจทย์ที่ผู้ออกแบบตั้งไว้ตั้งแต่แรก

ถ้าเกณฑ์ตัดสินคือกำไรของผู้เดินรถ อีสเทิร์นซีบอร์ดก็คงไม่ผ่านเกณฑ์เช่นกัน เพราะท่าเรือน้ำลึกไม่เคยถูกออกแบบให้คืนทุนด้วยค่าเทียบท่า

ข้อโต้แย้งนี้มีจุดอ่อนในตัวเอง และเป็นจุดอ่อนที่ต้องพูดให้ชัด การบอกว่าโครงการหนึ่ง "ไม่ควรวัดด้วยกำไร" เปิดช่องให้โครงการที่ออกแบบมาไม่ดีอ้างเหตุผลเดียวกันได้เสมอ สิ่งที่ทำให้ข้อโต้แย้งนี้มีน้ำหนักหรือไม่ จึงอยู่ที่ว่าประเทศกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จอื่นไว้ชัดแค่ไหน ซึ่งเป็นคำถามที่ค้างอยู่ในบทความหลักของรายงานชุดนี้

ทำไมต้องสามสนามบิน ไม่ใช่ทางรถไฟไปอู่ตะเภาเฉยๆ

ถ้าเป้าหมายคือพาคนจากกรุงเทพฯ ไประยองหรือชลบุรี ทางเลือกที่ถูกกว่ามีอยู่หลายทาง เหตุผลที่โครงการถูกออกแบบเป็นเส้นเดียวเชื่อมดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา ระยะทาง 220 กิโลเมตร [2] จึงอยู่ที่สถานะของสนามบินปลายทางมากกว่าระยะทาง

ปัจจุบันดอนเมืองกับสุวรรณภูมิห่างกันราว 40 กิโลเมตร และแม้ทั้งสองแห่งจะมีระบบรางเชื่อมถึง แต่ไม่มีขบวนรถวิ่งตรง ผู้โดยสารต้องเปลี่ยนขบวนสามครั้งหรือใช้รถไฟถึงสี่สาย ทางเลือกที่สะดวกกว่าจึงเป็นรถบัส แท็กซี่ และรถส่วนตัว ส่วนอู่ตะเภานั้น แม้จะมีรถไฟสายตะวันออกวิ่งถึงสถานีอู่ตะเภา แต่สถานีไม่ได้อยู่ในบริเวณสนามบิน ผู้โดยสารยังต้องต่อรถยนต์เข้าไปอีกทอด [1]

สภาพแบบนี้ทำให้สามสนามบินอยู่ในสถานะที่งานวิจัยเรียกว่ามีความร่วมมือระหว่างอากาศกับรางในระดับต่ำที่สุด และไม่มีการแข่งขันระหว่างกันเลย [1] ผลคืออู่ตะเภาเป็นสนามบินปลายทาง ไม่ใช่ทางเลือกของผู้โดยสารที่เดินทางเข้า-ออกกรุงเทพฯ

สิ่งที่โครงการนี้พยายามทำ จึงไม่ใช่การเพิ่มเส้นทางรถไฟ แต่คือการเปลี่ยนสถานะของอู่ตะเภาจากสนามบินภูมิภาคให้กลายเป็น ประตูที่สามของเขตเมืองหลวง ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ทำให้แผนเมืองการบินภาคตะวันออก ศูนย์ซ่อมอากาศยาน และการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีมีฐานผู้โดยสารรองรับ

คุณค่าของโครงการอยู่ที่การเปลี่ยนสถานะของจุดปลายทาง ไม่ใช่การย่นเวลาเดินทางระหว่างจุด

บทเรียนที่มีอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ

งานวิจัยของสถาบันการบินนานาชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Infrastructures เมื่อปี 2567 ประเมินปัจจัยความสำเร็จของการเชื่อมต่ออากาศ-รางในไทย โดยสอบถามผู้กำกับดูแลและผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์เฉลี่ย 16.9 ปี [1] ผลที่ได้มีสองข้อที่ควรอ่านคู่กัน

ข้อแรก ปัจจัยที่ถูกจัดอันดับสูงสุดโดยรวมคือ ราคา ตามด้วยความปลอดภัย เวลา การเข้าถึง ความครอบคลุมของเส้นทาง คุณภาพบริการ และการเดินทางแบบไร้รอยต่อ ส่วนปัจจัยด้านสังคมทั้งหมดอยู่ท้ายตาราง

ที่น่าสนใจคือ "ราคา" ในการศึกษานี้ไม่ได้หมายถึงค่าโดยสารตามตาราง แต่หมายถึงมูลค่าที่ผู้โดยสารยอมจ่ายเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับ ซึ่งฝั่งผู้ประกอบการมองว่าต้องอาศัยเงินอุดหนุนจำนวนมากจึงจะทำให้ค่าโดยสารดึงดูดพอ ขณะที่ฝั่งผู้กำกับดูแลมองว่าเป็นความรับผิดชอบของเอกชนภายใต้รูปแบบ PPP ซึ่งอาจไม่มีการอุดหนุนเลย [1] ช่องว่างของความคาดหวังสองฝั่งนี้ไม่เคยถูกปิดก่อนลงนาม

ข้อที่สอง งานวิจัยชี้ว่าความล้มเหลวของโครงการเชื่อมอากาศ-รางในอดีตของไทยเกิดจากการขาดองค์ประกอบพื้นฐานสามอย่าง ได้แก่ การเดินทางแบบไร้รอยต่อ การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน และความเต็มใจเข้าร่วมของสายการบิน [1] นี่คือสาเหตุเดียวกับที่ทำให้เคาน์เตอร์เช็กอินที่มักกะสันปิดตัวลง

เมื่อองค์ประกอบของความเป็นหุ้นส่วนหายไป การเชื่อมต่ออากาศ-รางจะลดสถานะลงเหลือเพียงความร่วมมือแบบหลวมๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับแอร์พอร์ต เรล ลิงก์มาแล้ว [1]

เงื่อนไขความสำเร็จสี่ข้อที่ถูกเขียนไว้ตั้งแต่ต้น

ถ้าอ่านข้อค้นพบเหล่านี้เรียงกัน สิ่งที่โครงการนี้ต้องการเพื่อให้สำเร็จไม่ใช่เรื่องวิศวกรรม แต่คือเงื่อนไขสี่ข้อที่เป็นเรื่องการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร

  1. ความชัดเจนว่าใครรับภาระค่าโดยสารที่ต่ำพอจะสร้างอุปสงค์ ถ้ารัฐไม่อุดหนุนและเอกชนรับไม่ไหว ราคาจะสูงจนไม่เกิดการเปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง ซึ่งทำลายสมมติฐานผู้โดยสารของทั้งโครงการ
  2. การเข้าร่วมของสายการบินและผู้บริหารสนามบิน ตั๋วร่วม การเช็กอินข้ามระบบ และการเชื่อมตารางบินกับตารางเดินรถ ต้องมีเจ้าภาพที่ไม่ใช่ผู้เดินรถเพียงฝ่ายเดียว
  3. การเข้าถึงสถานีที่ปลายทางจริง สถานีที่ไม่ได้อยู่ในบริเวณสนามบินไม่นับว่าเชื่อม บทเรียนนี้มีตัวอย่างอยู่แล้วที่อู่ตะเภา
  4. กลไกแบ่งความเสี่ยงที่เขียนไว้ในสัญญา ไม่ใช่ความตั้งใจร่วมมือที่ประกาศในงานแถลงข่าว

ทั้งสี่ข้อนี้ถูกระบุไว้ก่อนที่โครงการจะเดินมาถึงจุดที่เอกชนยื่นหนังสือขอยุติสัญญาในปี 2569 และไม่มีข้อใดเลยที่เกี่ยวกับความเร็วของขบวนรถ

สิ่งที่คำถามตั้งต้นบอกเราได้ และบอกไม่ได้

คำถามว่า "ไทยควรมีรถไฟความเร็วสูงหรือไม่" เป็นคำถามที่ตอบไม่ได้ในตัวมันเอง เพราะโครงการนี้ไม่เคยถูกออกแบบให้เป็นคำตอบของโจทย์การเดินทาง สิ่งที่ตอบได้คือประเทศเริ่มโครงการนี้เพราะต้องการเปลี่ยนสถานะของพื้นที่หนึ่งในแผนที่เศรษฐกิจ และความสำเร็จของมันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่อยู่นอกตัวรถไฟทั้งหมด

สำหรับผู้ที่ต้องประเมินโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะในฐานะนักลงทุน คู่สัญญา หรือผู้กำหนดนโยบาย บทเรียนที่ใช้ได้ทันทีคือ ตัวชี้วัดที่ควรติดตามไม่ใช่ความคืบหน้าการก่อสร้าง แต่คือสถานะของเงื่อนไขสี่ข้อข้างต้น  ใครรับภาระราคา ใครเป็นเจ้าภาพการเชื่อมระบบ สถานีอยู่ในสนามบินจริงหรือไม่ และกลไกแบ่งความเสี่ยงถูกเขียนไว้ในสัญญาหรืออยู่แค่ในคำแถลง ถ้าสี่ข้อนี้ยังไม่มีคำตอบ ความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็ไม่ช่วยอะไร

คำถามถัดไปจึงไม่ใช่ว่าโครงการนี้สมควรเกิดหรือไม่ แต่คือเงื่อนไขเหล่านั้นเกิดขึ้นจริงแค่ไหนในเจ็ดปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ตอนต่อไปของรายงานชุดนี้จะพาไปดู

ข้อมูลอ้างอิง:

  1. Rattanakijsuntorn, W., Suwannarat, B., Samittivate, N., & Nithikittiwat, C. (2567). Success factors and partnership evaluation of air–rail integration development: A case of a high-speed rail project linking three airports in Thailand. Infrastructures, 9(7), 115. https://doi.org/10.3390/infrastructures9070115
  2. ฐานเศรษฐกิจ. (2569, 16 กรกฎาคม). รถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน ถึงทางแยกสุดท้าย ชง ครม. เคาะ 2 ทางเลือก ก.ย. นี้. https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/664159
  3. THE STANDARD. จากอีสเทิร์นซีบอร์ดสู่ EEC. https://thestandard.co/from-eec-to-esb/
  4. กรุงเทพธุรกิจ. (2569, กันยายน). สกพอ. ยัน EEC หมุดหมายนักลงทุน สะท้อนเม็ดเงินพุ่งสูง 1 ล้านล้านต่อปี. https://www.bangkokbiznews.com/economics/1250829
  5. กรุงเทพธุรกิจ. (2569, 14 มกราคม). เม็ดเงินลงทุนจริงใน 'EEC' ปี 68 พุ่งเฉียด 1.2 แสนล้าน ปิโตรเลียมนำโด่ง 4.2 หมื่นล้าน. https://www.bangkokbiznews.com/economics/1213275
  6. ASEAN All News. (2569, สิงหาคม). เอชเอสบีซี มูลนิธิคีนัน และ EECO เปิดตัวโครงการ MoneyWise in EEC. https://www.aseanallnews.com/2026/08/eeco-moneywise-in-eec-eec-fdi.html
  7. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ). (2569). ข่าวประชาสัมพันธ์ ฉบับที่ 116/2569: ภาวะการส่งเสริมการลงทุนครึ่งแรกปี 2569. https://www.boi.go.th/upload/content/PR116_2569TH.pdf
  8. Wise in EEC. https://www.aseanallnews.com/2026/08/eeco-moneywise-in-eec-eec-fdi.html

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เมื่อสมมติฐานปี 2562 เจอโลกปี 2569

ตอนที่ 2

เมื่อสมมติฐานปี 2562 เจอโลกปี 2569

เจาะลึกปมสมมติฐานสัญญาไฮสปีด 3 สนามบินปี 2562 ที่สะดุดปัญหาพื้นที่ก่อสร้าง หนี้สะสมแอร์พอร์ตลิงก์ และวงจรร่างแก้ไขสัญญาที่ต้องย้อนกลับสู่ ครม. สะท้อนบทเรียนสำคัญของการบริหารเมกะโปรเจกต์ไทย เมื่อสัญญาไร้กลไกรองรับความเปลี่ยนแปลง

28 กันยายน 2569

10 นาที
ใครได้ ใครเสีย ถ้ารถไฟสายนี้ไม่ได้สร้าง

ตอนที่ 3

ใครได้ ใครเสีย ถ้ารถไฟสายนี้ไม่ได้สร้าง

สำรวจผลกระทบลูกโซ่หากโครงการไฮสปีด 3 สนามบินต้องยุติลง ใครคือผู้แบกรับความเสียหายที่แท้จริง ตั้งแต่ผู้โดยสารแอร์พอร์ตลิงก์ เจ้าของที่ดินเวนคืน ไปจนถึงโครงการรถไฟไทย-จีนและเมืองการบินอู่ตะเภา พร้อมชั่งน้ำหนักต้นทุนความเชื่อมั่นการลงทุน PPP ของประเทศ

28 กันยายน 2569

9 นาที
ชั่งผลได้-เสีย แก้สัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน: บททดสอบวัดใจรัฐก่อนเคาะ

ตอนที่ 4

ชั่งผลได้-เสีย แก้สัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน: บททดสอบวัดใจรัฐก่อนเคาะ

เจาะลึกข้อถกเถียงเรื่องการแก้สัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน ชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์โครงการกับการรักษาบรรทัดฐานระบบ PPP พร้อมวิเคราะห์ข้อค้านสำคัญเรื่องความเป็นธรรมในการประมูล ภาระวินัยการคลัง และความเสี่ยงทางกฎหมาย ก่อนเปิด 4 เส้นเกณฑ์ที่สังคมควรใช้ตัดสินใจก่อนรัฐลงนามรอบใหม่

28 กันยายน 2569

13 นาที