
สีจิ้นผิงเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ มุ่งหารือทรัมป์เชิงลึก หนุนสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ
สรุปประเด็น
-
การเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ: สีจิ้นผิงเยือนสหรัฐฯ ในรอบกว่าทศวรรษ ตามคำเชิญของโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมเข้าร่วมพิธีต้อนรับระดับรัฐและหารือข้อราชการ
-
เน้นความสัมพันธ์แบบหุ้นส่วน: สีจิ้นผิงชูแนวคิดเป็น "หุ้นส่วน ไม่ใช่คู่แข่ง" มุ่งสร้างความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกัน
-
จับตาผลกระทบด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี: ภาคธุรกิจเฝ้าระวังทิศทางนโยบายการค้า ภาษี ชิป/AI ห่วงโซ่อุปทาน และการลงทุนข้ามพรมแดนอย่างใกล้ชิด
-
นัยต่อธุรกิจไทยและระดับภูมิภาค: การเปลี่ยนแปลงนโยบายระหว่างสองมหาอำนาจส่งผลตรงต่อการวางฐานผลิต ต้นทุน และแนวทางการส่งออกของไทยในอาเซียน
สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เดินทางถึงฐานทัพร่วมแอนดรูว์ส เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 เพื่อเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการตามคำเชิญของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยทรัมป์และเมลาเนีย ทรัมป์ ให้การต้อนรับสีจิ้นผิงและเผิงลี่หยวนถึงสนามบิน ก่อนเข้าสู่กำหนดการหารือระดับผู้นำที่ทำเนียบขาวในวันที่ 24 กันยายน การเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนทำเนียบขาวของสีจิ้นผิงครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ
พิธีต้อนรับจัดขึ้นอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางกองทหารเกียรติยศ พิธีการทางทหาร และการบินผ่านของเครื่องบินรบ โดยทำเนียบขาวระบุว่าในวันที่ 24 กันยายนจะมี State Arrival Ceremony และงานเลี้ยงอาหารค่ำระดับรัฐ ก่อนที่ผู้นำทั้งสองประเทศจะพบปะหารือประเด็นความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ และประเด็นระหว่างประเทศต่าง ๆ
สีจิ้นผิงชู “หุ้นส่วน” มากกว่า “คู่แข่ง”
ในสุนทรพจน์ฉบับลายลักษณ์อักษร สีจิ้นผิงกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ โดยเน้นว่าทั้งสองประเทศควรเป็น หุ้นส่วนกัน ไม่ใช่คู่แข่งกัน พร้อมชี้ว่าจีนและสหรัฐฯ มีผลประโยชน์ที่เชื่อมโยงกันในหลายด้าน และประชาชนของทั้งสองประเทศมีประวัติการแลกเปลี่ยนระหว่างกันมาอย่างยาวนาน
สีจิ้นผิงยังกล่าวถึงกรอบความสัมพันธ์ที่ตนเองและทรัมป์เห็นพ้องกันระหว่างการเยือนจีนของทรัมป์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คือการสร้าง “ความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์” ซึ่งจีนมองว่าเป็นแนวทางสำหรับบริหารความสัมพันธ์ทวิภาคีในระยะต่อไป
จีนส่งสัญญาณว่าการแข่งขันระหว่างสองประเทศยังสามารถดำเนินควบคู่กับการจัดการความแตกต่างและความร่วมมือในประเด็นที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน
จากการค้าและเทคโนโลยี สู่เสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก
การพบกันของผู้นำจีนและสหรัฐฯ เกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศยังมีประเด็นที่ต้องบริหาร ทั้งด้าน การค้า ภาษี เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ ห่วงโซ่อุปทาน และการลงทุน ขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังมีความจำเป็นต้องรักษาช่องทางการเจรจาและความร่วมมือในประเด็นที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
ก่อนการเยือนครั้งนี้ จีนและสหรัฐฯ ยังมีการเจรจาด้านเศรษฐกิจและการค้าอย่างต่อเนื่อง โดยประเด็นสำคัญที่ภาคธุรกิจจับตาคือทิศทางของมาตรการทางการค้า ตลอดจนแนวทางบริหารความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองประเทศ
ขณะเดียวกัน การเยือนครั้งนี้มีมิติทางธุรกิจประกอบอยู่ด้วย โดยมีรายงานว่าจีนเตรียมนำคณะผู้นำภาคธุรกิจร่วมเดินทางมายังสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนความสำคัญของ ภาคเอกชน การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ
จับตา “ความร่วมมือ” ที่อาจส่งผลต่อธุรกิจทั่วโลก
สีจิ้นผิงระบุว่าคาดหวังจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึกกับทรัมป์เกี่ยวกับประเด็นสำคัญของความสัมพันธ์ทวิภาคีและสถานการณ์โลก รวมถึงขยายพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ
สำหรับภาคธุรกิจ สิ่งที่น่าจับตาจึงไม่ได้มีเพียงผลลัพธ์จากการพบกันของผู้นำทั้งสอง แต่รวมถึง ทิศทางนโยบายหลังการหารือ โดยเฉพาะในประเด็นที่เชื่อมโยงกับต้นทุนและการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศ เช่น
-
การค้าและภาษี — ทิศทางมาตรการทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ
-
AI และเทคโนโลยีขั้นสูง — การเข้าถึงเทคโนโลยี ชิป และการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล
-
ห่วงโซ่อุปทาน — การกระจายฐานการผลิตและการจัดหาวัตถุดิบ
-
การลงทุนข้ามพรมแดน — โอกาสและข้อจำกัดในการลงทุนของบริษัทจีนและสหรัฐฯ
-
เศรษฐกิจเอเชีย — ผลต่อประเทศที่เป็นฐานการผลิตและศูนย์กลางการค้าในภูมิภาค
สำหรับประเทศไทย ทิศทางความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในปัจจัยภายนอกที่ภาคธุรกิจควรติดตาม เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงด้าน การค้า เทคโนโลยี การลงทุน และห่วงโซ่อุปทาน อาจเชื่อมโยงต่อการตัดสินใจลงทุน การจัดหาวัตถุดิบ และการวางฐานการผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“การอยู่ร่วมกัน” คือโจทย์ใหญ่ของสองมหาอำนาจ
สีจิ้นผิงกล่าวว่า แม้โลกกำลังเปลี่ยนแปลง แต่จีนและสหรัฐฯ ยังคงมีพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน และความคาดหวังจากประชาคมระหว่างประเทศที่ต้องการเห็นสองประเทศบริหารความสัมพันธ์อย่างมีเสถียรภาพ
การเยือนสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 23–25 กันยายน 2569 จึงเป็นอีกช่วงเวลาสำคัญของการสื่อสารระดับผู้นำ ขณะที่ผลจากการหารือจะเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อว่า ความเข้าใจระหว่างผู้นำจะถูกแปลงไปสู่แนวทางด้านการค้า เทคโนโลยี การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจในทางปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เมื่อ AI กลายเป็นอาวุธมิจฉาชีพ: สรุปความเสี่ยงและภัยไซเบอร์ในไทย
เจาะลึกภัยไซเบอร์ยุคใหม่เมื่อมิจฉาชีพนำ AI มาใช้เป็นอาวุธอย่างเป็นระบบ ทั้ง Deepfake ปลอมหน้า Real-Time, Voice Cloning เลียนเสียงคนใกล้ชิดหลอกโอนเงิน และการเจาะรหัสผ่านด้วย AI จากข้อมูลรั่วไหล สร้างความเสียหายในไทยหลายหมื่นล้านบาท พร้อมเปิดแนวทางและวิธีป้องกันตนเองจากผู้เชี่ยวชาญ

SCBX โชว์ศักยภาพงานวิจัย AI ไทย คว้า 5 ผลงานวิจัยระดับโลก
กลุ่ม SCBX สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการส่งผลงานวิจัย AI ระดับโลก 5 ฉบับ ขึ้นเวทีวิชาการชั้นนำ ตอกย้ำศักยภาพนักวิจัยไทยและบทบาทผู้นำด้านเทคโนโลยี

ถอดรหัสเศรษฐกิจโลก "กรณ์ จาติกวณิช" ชี้สัญญาณผิดปกติ "หุ้น-ทองคำ" และทางรอด SME ไทย
ถอดรหัสเศรษฐกิจโลกผ่านมุมมอง ‘กรณ์ จาติกวณิช’ กับสัญญาณผิดปกติในตลาดหุ้น-ทองคำ ยุคยุทธศาสตร์ AI และ ‘Mag 7’ เปลี่ยนโลก เผยโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยที่ขาดการเติบโต และเสนอ ‘ธนูดอกที่ 3’ ปฏิรูปโครงสร้าง เผยแนวทางฟื้น SME และสร้างสนามแข่งขันเสรี ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน

สีจิ้นผิงเสนอ 4 ข้อริเริ่ม สร้างกรอบความมั่นคงใหม่ในตะวันออกกลาง
ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ยื่น 4 ข้อริเริ่มยุทธศาสตร์ หวังสร้างกรอบความมั่นคงรูปแบบใหม่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเน้นย้ำวิสัยทัศน์ความมั่นคงที่ยั่งยืน การพึ่งพาแรงขับเคลื่อนภายใน และการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ

เมื่อ AI กลายเป็น “โค้ช” ของพนักงาน: เจาะลึกเคส Burger King กับการใช้ AI วัดระดับความสุภาพ
Burger King ทดลองใช้ AI ผ่านหูฟังอัจฉริยะในช่องทาง Drive‑thru เพื่อวัดความสุภาพและความเป็นมิตรของพนักงานแบบเรียลไทม์ ช่วยยกระดับมาตรฐานบริการและคุมคุณภาพทุกสาขา

รถลากจูงไร้คนขับ ฝีมือจีน พลิกโฉมงานโลจิสติกส์ในสนามบิน
ปักกิ่ง, 20 มิ.ย. (ซินหัว) — รถลากจูงไร้คนขับนี้อาจดูราคาถูกและมีรูปลักษณ์ชวนขำ แต่ความจริงกลับมีราคาสูงเทียบเท่ารถยนต์หรู พร้อมสมรรถนะลากจูงรถพ่วงสูงถึง 6 คัน กลายเป็นรถจักรคันน้อยแต่ทรงพลังของการขนส่งในท่าอากาศยาน
