การเร่ง GDP โต 10%: เวียดนามกำลังก้าวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ หรือสร้างความเปราะบางทางการเงิน?

การเร่ง GDP โต 10%: เวียดนามกำลังก้าวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ หรือสร้างความเปราะบางทางการเงิน?

กองบรรณาธิการ

ฟังบทความนี้โดย AI

Business Leader Podcast

0:00
0:00

สรุปประเด็น

เวียดนามตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยานที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ นั่นคือการเติบโตเฉลี่ยอย่างน้อย 10% ต่อปี ตลอดช่วงปี 2569-2573 [1][2] เพื่อปูทางไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2588 เฉพาะปี 2569 ปีเดียว เศรษฐกิจเวียดนามจะต้องขยายตัวเกือบ 12% ในช่วงครึ่งปีหลัง จึงจะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ นี่ไม่ใช่ตัวเลขที่ทำได้ด้วยแรงส่งตามธรรมชาติของเศรษฐกิจ แต่ต้องอาศัยแรงกระตุ้นจากภาครัฐอย่างเข้มข้น

โจทย์คือภาครัฐเวียดนามเลือกใช้ การลงทุนและสินเชื่อ เป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการไปให้ถึงเป้าหมายนี้ แต่การเติบโตที่พึ่งพาสินเชื่อในระดับสูงกำลังสร้างแรงกดดันต่อแหล่งเงินทุนของธนาคารพาณิชย์อย่างเห็นได้ชัด จนยอดสินเชื่อคงค้างสูงกว่าเงินฝากรวมประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท (7.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) [1][3] คำถามที่ตามมาจึงไม่ใช่ว่าเวียดนามจะโตได้เร็วแค่ไหน แต่คือจะโตได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ โดยไม่บั่นทอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของตัวเอง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) [1] ประเมินว่าเป้าหมาย GDP โต 10% กำลังเพิ่มแรงกดดันให้กับเศรษฐกิจเวียดนามใน 4 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ เงินทุนของระบบธนาคาร ตลาดอสังหาริมทรัพย์ เสถียรภาพภายนอกประเทศ และความเสี่ยงในภาคการเงินโดยรวม บทความนี้จะพาไล่เรียงแรงกดดันทั้งสี่ด้าน ก่อนประเมินว่าความเสี่ยงเหล่านี้อยู่ในระดับที่น่ากังวลแค่ไหน และเวียดนามจะต้องเลือกระหว่างอะไรกับอะไรในระยะข้างหน้า

แรงกดดันด้านเงินทุนธนาคาร: สินเชื่อโตเร็วกว่าเงินฝากจนต้นทุนพุ่ง

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สินเชื่อของระบบธนาคารเวียดนามขยายตัว 7.4% ขณะที่เงินฝากเพิ่มขึ้นเพียง 5.0% [1] ส่วนต่างนี้เองที่บีบให้ธนาคารพาณิชย์ต้องแข่งขันระดมเงินฝากมากขึ้นเพื่อรักษาสภาพคล่อง ส่งผลให้ต้นทุนเงินทุนและอัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

สินเชื่อคงค้างของระบบธนาคารเวียดนามสูงกว่าเงินฝากรวมประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท (7.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) สะท้อนว่าการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยสินเชื่อกำลังกดดันฐานเงินทุนของธนาคารอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ดี สภาพคล่องในภาพรวมของระบบยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ธนาคารกลางเวียดนาม (State Bank of Vietnam: SBV) ยังมีเครื่องมือเติมสภาพคล่องระยะสั้นผ่านธุรกรรมตลาดเปิด (OMO) และมาตรการทางการเงินอื่น ๆ ซึ่งช่วยประคองระบบไม่ให้ตึงตัวเกินไปในระยะสั้น

ความเสี่ยงตลาดอสังหาริมทรัพย์: ราคาบ้านฮานอยทิ้งห่างรายได้ครัวเรือน

แรงกดดันด้านที่สองปรากฏชัดในตลาดที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะที่กรุงฮานอย ซึ่งราคาที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ของครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันอุปทานคอนโดมิเนียมใหม่ก็เติบโตเร็วกว่ายอดขาย ทำให้สินค้าคงค้างในตลาดเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อัตราส่วนราคาที่อยู่อาศัยต่อรายได้ในฮานอยพุ่งสูงถึง 37.7 เท่า [1] ซึ่งสะท้อนว่าความสามารถในการซื้อบ้านของครัวเรือนทั่วไปลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงลักษณะนี้ยังไม่ได้เกิดขึ้นในระดับเดียวกันทั่วประเทศ แต่กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ปรับขึ้นเร็วเป็นพิเศษ

อัตราส่วนราคาที่อยู่อาศัยต่อรายได้ในฮานอยที่ 37.7 เท่า เป็นตัวเลขที่สูงกว่าระดับที่ถือว่า "ซื้อได้" ในหลายเมืองใหญ่ของโลกอย่างมีนัยสำคัญ

เสถียรภาพภายนอกเปราะบางขึ้นจากดุลการค้าที่ขาดดุล

ด้านที่สามคือเสถียรภาพภายนอกประเทศ เวียดนามขาดดุลการค้าเกือบ 5.6 แสนล้านบาท (1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 [1] เนื่องจากการนำเข้าเติบโตเร็วกว่าการส่งออก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ประกอบกับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ไม่ได้อยู่ในระดับสูงมากนัก ปัจจัยเหล่านี้กดดันให้ค่าเงินด่องมีแนวโน้มอ่อนค่าลง

ความเสี่ยงภาคการเงิน: เงินกองทุนยังแกร่งกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ แต่ต้องเฝ้าระวัง

ด้านสุดท้ายคือความเสี่ยงในภาคการเงินโดยรวม ซึ่งเพิ่มขึ้นเช่นกันแต่ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของระบบธนาคารเวียดนามอยู่ที่ 12.06% ณ สิ้นปี 2568 [1] ซึ่งยังสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดไว้ ขณะเดียวกันทางการเวียดนามก็ได้ออกมาตรการเพื่อควบคุมความเสี่ยงและสนับสนุนสภาพคล่องของระบบธนาคารควบคู่กันไป

สัญญาณเปราะบางเพิ่มขึ้น แต่ในระยะสั้นยังบริหารจัดการได้

แม้แรงกดดันทั้ง 4 ด้านจะทำให้ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจเวียดนามสูงขึ้นอย่างชัดเจน แต่ในระยะสั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังประเมินว่าความเสี่ยงโดยรวมอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ [1] เนื่องจากทางการเวียดนามเริ่มออกมาตรการดูแลเสถียรภาพแล้ว เช่น การปรับลดเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อลง และการอัดฉีดสภาพคล่องผ่านธุรกรรมตลาดเปิด (OMO) อย่างต่อเนื่อง

กระนั้น ความเสี่ยงยังไม่ได้หมดไป สิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือปัจจัยที่อาจกระทบความเชื่อมั่นต่อระบบธนาคาร เพราะหากความเชื่อมั่นสั่นคลอน อาจเป็นตัวเร่งให้ความเปราะบางด้านสภาพคล่องและคุณภาพสินทรัพย์ลุกลามไปสู่ความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk) ได้

บทสรุป: โจทย์ที่แท้จริงคือ "โตเร็ว" หรือ "โตมั่นคง"

ท้ายที่สุดแล้ว เวียดนามอาจต้องชั่งน้ำหนักมากขึ้นระหว่างการรักษาเป้าหมายการเติบโตในระดับสูงกับการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน สองเป้าหมายนี้เริ่มดึงเวียดนามไปคนละทิศทาง ยิ่งเร่งสินเชื่อเพื่อดันตัวเลข GDP มากเท่าไหร่ แรงกดดันต่อฐานเงินทุนธนาคาร ตลาดอสังหาริมทรัพย์ และเสถียรภาพภายนอกก็ยิ่งสะสมมากขึ้นเท่านั้น

สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการที่ติดตามเวียดนามในฐานะตลาดเกิดใหม่ที่น่าจับตา ประเด็นที่ควรระวังไม่ใช่ตัวเลข GDP ที่ประกาศออกมา แต่คือทิศทางนโยบายการเงินและการปล่อยสินเชื่อในระยะถัดไป หากทางการเวียดนามเลือกดำเนินนโยบายที่ระมัดระวังขึ้นเพื่อคุมความเสี่ยง ก็มีความเป็นไปได้สูงที่เศรษฐกิจจะเติบโตช้ากว่าเป้าหมาย 10% ที่ตั้งไว้ ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องเลวร้าย หากมันหมายถึงการเติบโตที่ยืนอยู่บนพื้นฐานที่มั่นคงกว่าเดิม

ข้อมูลอ้างอิง:

  1. ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch). (2569). Vietnam: Chasing 10% Growth — การเร่ง GDP โต 10% จะนำเวียดนามสู่เศรษฐกิจยุคใหม่หรือกำลังสร้างความเปราะบางทางการเงิน. ศูนย์วิจัยกสิกรไทย. (ข้อมูลอ้างอิงจากภาพ infographic: SBV, CEIC, Numbeo)
  2. ThaiPublica. (2569, 26 เมษายน). ASEAN Roundup เวียดนามตั้งเป้า GDP โตเฉลี่ยอย่างน้อย 10% ต่อปี ในช่วง 2569-2573. ThaiPublica. https://thaipublica.org/2026/04/asean-weekly-roundup-351/
  3. THE STANDARD. (2569, 13 สิงหาคม). แบงก์ชาติเวียดนาม ห่วง ยอดปล่อยเงินกู้แบงก์พาณิชย์สูงกว่าเงินฝาก 7.68 หมื่นล้านดอลลาร์. THE STANDARD. https://thestandard.co/vietnam-central-bank-loan-deposit-gap-risk/

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม: จากมิตรภาพอันแน่นแฟ้น สู่การยกระดับ "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน" และโอกาสทองทาง

50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม: จากมิตรภาพอันแน่นแฟ้น สู่การยกระดับ "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน" และโอกาสทองทาง

ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม ยกระดับสู่ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน” รัฐสภาไทยผนึกกำลังภาครัฐและเอกชน เดินหน้ากระชับมิตรภาพผ่านเวทีการทูตวัฒนธรรม พร้อมเร่งปลดล็อกอุปสรรคทางการค้าและการลงทุน เพื่อเปิดประตูสู่อนาคตและสร้างโอกาสทองทางเศรษฐกิจใหม่ให้ภาคธุรกิจไทย

6 นาที
มองการณ์ไกล: เมกะเทรนด์และนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจเวียดนาม สู่การลงทุนที่ชาญฉลาดของไทย

มองการณ์ไกล: เมกะเทรนด์และนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจเวียดนาม สู่การลงทุนที่ชาญฉลาดของไทย

เวียดนามกำลังก้าวผ่านจากการเป็นประเทศเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐาน สู่การเป็นหนึ่งในเสือเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่เติบโตอย่างมั่นคง โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมาและมีแนวโน้มขยายตัวอย่างแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

11 นาที
เวียดนามชู 3 เป้าหมายอาเซียน 2045: จากผู้ตามสู่ผู้กำหนดทิศทางโลก

เวียดนามชู 3 เป้าหมายอาเซียน 2045: จากผู้ตามสู่ผู้กำหนดทิศทางโลก

เวียดนามขึ้นเวที ASEAN Future Forum 2026 ประกาศวิสัยทัศน์อาเซียน 2045 ชูแนวคิด "เอกภาพบนความหลากหลาย" พร้อมผลักดัน 3 เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ จากการเป็นสมอแห่งความไว้วางใจ ไปสู่ศูนย์กลางนวัตกรรม และการวัดความสำเร็จด้วยคุณภาพชีวิตของประชาชน

9 นาที
สหรัฐฯ-เวียดนามบรรลุข้อตกลงภาษีใหม่ ไทยเสี่ยงเสียเปรียบส่งออก

สหรัฐฯ-เวียดนามบรรลุข้อตกลงภาษีใหม่ ไทยเสี่ยงเสียเปรียบส่งออก

ข้อตกลงภาษีสหรัฐฯ-เวียดนามสร้างแรงกดดันให้ไทยต้องเร่งเจรจา หวังได้อัตราภาษีส่งออกที่แข่งขันได้ มิฉะนั้นอาจสูญเสียส่วนแบ่งตลาดสหรัฐฯ และกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นและยาว

4 นาที
หมดยุค Sea-Sand-Sun: ทำไม "Man-made Attraction" คือจิ๊กซอว์ที่ขาดหายของท่องเที่ยวไทย

หมดยุค Sea-Sand-Sun: ทำไม "Man-made Attraction" คือจิ๊กซอว์ที่ขาดหายของท่องเที่ยวไทย

พฤติกรรมนักท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังเปลี่ยนจากการท่องเที่ยวเชิงเดี่ยวที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ ไปสู่ "Experience Tourism" ที่ต้องการประสบการณ์ผสมผสาน ทำให้แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-made Attraction) กลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ประเทศต่างๆ

11 นาที
รัฐบาลเวียดนามเร่งสร้างผู้นำเยาวชนดิจิทัล ผ่านการอบรมเข้มข้น 30 วัน

รัฐบาลเวียดนามเร่งสร้างผู้นำเยาวชนดิจิทัล ผ่านการอบรมเข้มข้น 30 วัน

รัฐบาลเวียดนามได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในการพัฒนาศักยภาพผู้นำเยาวชนในยุคดิจิทัล ผ่านโครงการอบรมเข้มข้น 30 วัน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 2,700 คน จากเจ้าหน้าที่สหภาพเยาวชน สมาคม และเยาวชนผู้บุกเบิกทั่วประเทศ โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำคัญเพื่อสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่พร้อมขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคต

5 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง