
SCG ขยายธุรกิจอาเซียน ปรับฐานผลิต ลดต้นทุน รับมือการแข่งขัน
สรุปประเด็น
-
มองอาเซียนเป็นเครือข่ายการผลิตระดับภูมิภาค: ขยายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกันในเวียดนามและอินโดนีเซีย เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารต้นทุน
-
เร่งลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต: อัปเกรดโรงงาน Long Son ในเวียดนามลดต้นทุนได้กว่า 250 ล้านดอลลาร์/ปี พร้อมผนึกกำลังธุรกิจเคมีภัณฑ์เสริมแกร่ง
-
ขยายพอร์ตสินค้าคาร์บอนต่ำและบรรจุภัณฑ์: มุ่งพัฒนาซีเมนต์คาร์บอนต่ำและเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคเพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง
-
ผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2569 เติบโต: รายได้รวม 382,236 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 3%) และกำไร 20,143 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 13%) ท่ามกลางความท้าทายด้านต้นทุน
ท่ามกลางการแข่งขันทางธุรกิจที่เข้มข้นขึ้น ทั้งราคาพลังงานที่ผันผวน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และสินค้านำเข้าราคาต่ำ ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะธุรกิจอุตสาหกรรมที่มีต้นทุนการผลิตและห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับตลาดโลก
SCG หรือ เอสซีจี เป็นหนึ่งในบริษัทไทยที่เดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ทั้งการพัฒนาฐานการผลิตในประเทศสำคัญ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการขยายผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว
ข้อมูลผลประกอบการและทิศทางธุรกิจที่ SCG เผยแพร่เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 สะท้อนว่า บริษัทกำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ตั้งแต่ธุรกิจเคมีภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ โดยมีอาเซียนเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญสำหรับการเติบโต
อาเซียนไม่ใช่แค่ตลาดส่งออก แต่เป็นเครือข่ายการผลิตระดับภูมิภาค
หนึ่งในแนวทางสำคัญของ SCG คือการมองอาเซียนเป็น ฐานการผลิตและตลาดที่เชื่อมโยงกัน แทนการดำเนินธุรกิจแยกเป็นรายประเทศ แนวทางดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละตลาด รวมถึงเชื่อมโยงการผลิตและการส่งออกไปยังภูมิภาคอื่น
เวียดนามและอินโดนีเซียเป็นตลาดที่มีบทบาทสำคัญในแผนธุรกิจ โดย SCG มุ่งใช้ฐานการผลิตในประเทศเหล่านี้เพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศ และเพิ่มโอกาสส่งออกไปยังตลาดอื่น
ขณะเดียวกัน บริษัทต้องรับมือกับความแตกต่างของแต่ละตลาด ทั้งกำลังซื้อ ความต้องการสินค้า ต้นทุนวัตถุดิบ และระดับการแข่งขัน การมีเครือข่ายการผลิตที่เชื่อมโยงกันจึงช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ และลดข้อจำกัดจากการพึ่งพาฐานการผลิตเพียงแห่งเดียว
การขยายธุรกิจในอาเซียนไม่ใช่เพียงการเพิ่มยอดขายในต่างประเทศ แต่เป็นการสร้างเครือข่ายการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่ช่วยให้ธุรกิจบริหารต้นทุนและตอบสนองตลาดได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น
เร่งลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างสินค้ามูลค่าเพิ่ม
การขยายตลาดเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนและการแข่งขันด้านราคา SCG จึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตควบคู่กับการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดที่หลากหลาย
ธุรกิจเคมีภัณฑ์: เพิ่มความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบ
SCG Chemicals (SCGC) กำลังเร่งโครงการปรับปรุงระบบป้อนวัตถุดิบเอเทน (Ethane Feedstock Enhancement) ที่โรงงาน Long Son Petrochemicals ในเวียดนาม เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการเลือกใช้วัตถุดิบและลดต้นทุนการดำเนินงาน
บริษัทคาดว่าโครงการนี้จะช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และตั้งเป้าให้แล้วเสร็จในช่วงกลางปี 2570 โดยความคืบหน้าของโครงการเร็วกว่ากำหนดเดิม
นอกจากนี้ SCGC และ PTT Global Chemical (GC) ยังมีแผนรวมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย โดยคาดว่าจะสร้างประโยชน์จากการดำเนินงานร่วมกันเพิ่มเติมประมาณ 150–200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ทั้งนี้ การจัดตั้งกิจการร่วมค้ายังต้องดำเนินการตามขั้นตอนและได้รับอนุมัติที่เกี่ยวข้อง
ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง: ขยายผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ
ในธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง SCG เดินหน้าขยายแพลตฟอร์มปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำในอาเซียน พร้อมมองหาโอกาสเติบโตในตลาดเวียดนามและตลาดส่งออกอื่น เช่น ออสเตรเลีย
ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับความต้องการวัสดุก่อสร้างที่ให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ขณะเดียวกัน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณสมบัติแตกต่างจากสินค้าทั่วไปยังช่วยให้ธุรกิจลดการพึ่งพาการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว
ธุรกิจบรรจุภัณฑ์: ใช้เครือข่ายภูมิภาคเพิ่มโอกาสเติบโต
SCG Packaging (SCGP) ให้ความสำคัญกับการฟื้นตัวของธุรกิจในอินโดนีเซีย ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายการผลิต และขยายโอกาสทางธุรกิจในเวียดนามและอินเดีย
แนวทางนี้ช่วยให้บริษัทสามารถจัดการทรัพยากรระหว่างฐานการผลิตได้ดีขึ้น พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละตลาด
การแข่งขันในตลาดโลกกำลังให้ความสำคัญกับทั้งต้นทุน ประสิทธิภาพ และความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ ธุรกิจที่บริหารสามปัจจัยนี้ได้พร้อมกันย่อมมีทางเลือกในการแข่งขันมากกว่าการลดราคาเพียงอย่างเดียว
ผลประกอบการสะท้อนทั้งโอกาสและแรงกดดัน
ผลประกอบการของ SCG ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของรายได้และกำไร แม้ธุรกิจยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจและต้นทุนพลังงาน
ข้อมูลจากบริษัทระบุว่า SCG มีรายได้จากการขายรวมประมาณ 382,236 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 20,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% และ Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 57,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19%
อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการรายไตรมาสยังสะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนและสภาพตลาด โดยไตรมาส 3/2569 บริษัทมีรายได้จากการขายประมาณ 122,666 ล้านบาท และกำไรสำหรับงวด 2,385 ล้านบาท
ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การเติบโตของรายได้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับประกันความแข็งแกร่งของธุรกิจได้ บริษัทจำเป็นต้องบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการรักษากระแสเงินสดและวินัยทางการเงิน เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
บทเรียนสำหรับผู้ประกอบการไทย: ขยายตลาดอย่างมีกลยุทธ์
ทิศทางของ SCG สะท้อนบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายธุรกิจในอาเซียน โดยเฉพาะในช่วงที่การแข่งขันจากผู้ผลิตต่างประเทศรุนแรงขึ้น
ประการแรก ต้องเลือกตลาดให้เหมาะกับศักยภาพของธุรกิจ ผู้ประกอบการควรศึกษาความต้องการของลูกค้า กฎระเบียบ ต้นทุนโลจิสติกส์ และคู่แข่งในแต่ละประเทศก่อนตัดสินใจลงทุน เพราะตลาดที่มีขนาดใหญ่ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับสินค้าทุกประเภท
ประการที่สอง ต้องมองหาประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดซื้อวัตถุดิบ การผลิต การบริหารสินค้าคงคลัง ไปจนถึงการขนส่ง การเชื่อมโยงข้อมูลและทรัพยากรระหว่างหน่วยงานช่วยให้ธุรกิจมองเห็นต้นทุนที่แท้จริงและลดความสูญเสียได้
ประการที่สาม ต้องสร้างความแตกต่างให้สินค้า การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม การยกระดับคุณภาพ และการตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม อาจช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่และลดการพึ่งพาการแข่งขันด้านราคา
ประการสุดท้าย ต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาทางธุรกิจอย่างชัดเจน การนำ AI ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์มาใช้ควรมีเป้าหมายที่วัดผลได้ เช่น ลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ ลดข้อผิดพลาด หรือปรับปรุงการวางแผนการผลิต
สำหรับผู้ประกอบการไทย การเติบโตในอาเซียนต้องอาศัยมากกว่าความพร้อมด้านเงินทุน แต่ต้องมีข้อมูลตลาด กลยุทธ์การผลิตที่ยืดหยุ่น และความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าอย่างต่อเนื่อง
อนาคตการแข่งขันอยู่ที่ความยืดหยุ่นและการปรับตัว
การขยายธุรกิจของ SCG ในอาเซียนสะท้อนแนวโน้มที่บริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงฐานการผลิต การบริหารต้นทุน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
สำหรับธุรกิจไทย โอกาสในภูมิภาคยังมีอยู่ แต่การคว้าโอกาสดังกล่าวต้องอาศัยการวางแผนอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การเลือกตลาด การจัดการห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงการสร้างความแตกต่างของสินค้า
ในระยะยาว ความสามารถในการปรับตัวอย่างรวดเร็วและดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการรับมือกับความผันผวน และเปลี่ยนความเปลี่ยนแปลงของตลาดให้เป็นโอกาสในการเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ข้อมูลอ้างอิง:
-
SCG’s 9M/2026 Adjusted Cash EBITDA Grows 19%; SCGC and GC Plan a Joint Venture… — SCG News Channel, 29 ตุลาคม 2569
SCG News Channel: ผลประกอบการและกลยุทธ์ของ SCG -
SCG Accelerates Southeast Asia Expansion — Thailand LocalPlus, 2 พฤศจิกายน 2569
Thailand LocalPlus: รายงานการขยายธุรกิจของ SCG ในอาเซียน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อินโดนีเซียตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 8% ใช้ AI ดันผลิตภาพ เร่งลงทุนแข่งดึงทุนในอาเซียน
อินโดนีเซียกำลังเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อผลักดันการเติบโตสู่ระดับ 8% ภายในปี 2029 โดยวางให้เศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องยนต์ใหม่ ควบคู่กับการขยายเขตเศรษฐกิจพิเศษ การลงทุนด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรทักษะสูง

รายงาน Supply Chain Financing ของซิตี้และเทรนด์การค้าโลกยุค AI
รายงานของ Citi เผยการค้าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ โดยประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นฮับซัพพลายเชนแห่งใหม่ที่ธุรกิจทั่วโลกจับตา ผู้ประกอบการไทยจึงควรคว้าโอกาสและปรับตัวรับเทรนด์ AI

อินเดียอัดงบระบบราง 3 หมื่นล้านดอลลาร์ เปิดโอกาสผู้ส่งออกไทย แต่ต้องผ่านเงื่อนไขจัดซื้อ
อินเดียเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรางครั้งใหญ่ ด้วยงบประมาณปี 2026–2027 ราว 30,920 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.93 ล้านล้านรูปี เปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกไทยในกลุ่มเครื่องจักรก่อสร้าง อุปกรณ์ไฟฟ้า สายไฟและสายเคเบิล ตลอดจนวัสดุและอุปกรณ์อุตสาหกรรม

จับตาเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2569 สัญญาณนโยบายการค้าและการลงทุนที่ผู้ส่งออกไทยต้องรู้
การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ แต่ยังเป็นปัจจัยที่ภาคธุรกิจทั่วเอเชียจับตา เพราะผลการเลือกตั้งอาจส่งสัญญาณต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ

งาน BU China–Thailand InterBiz 2026: ถอดรหัสยุทธศาสตร์การลงทุนจีน
มหาวิทยาลัยกรุงเทพจัดงาน “BU China–Thailand InterBiz 2026” เพื่อถอดรหัสยุทธศาสตร์การลงทุนของจีนในไทยและอาเซียน พร้อมวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจและการพัฒนาบุคลากรสำหรับอนาคต

ถอดรหัสความสำเร็จญี่ปุ่น พลิกโฉมโคเนื้อไทย
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค. ได้ศึกษาความสำเร็จของอุตสาหกรรมโคเนื้อของญี่ปุ่น โดยเฉพาะเนื้อวากิว ที่ถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลก
