
Think Trade Think DITP 106 : ทางรอดสินค้าเกษตรไทยในยุคกฎระเบียบเข้ม ต้นทุนสูง
ฟังบทความนี้โดย AI
Business Leader Podcast
สรุปประเด็น
ตลาดสินค้าเกษตรโลกกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้วย “ราคาและปริมาณ” ไปสู่การแข่งขันด้วย “มาตรฐาน ข้อมูล และความยั่งยืน” อย่างชัดเจน เมื่อประเทศคู่ค้าทั่วโลกยกระดับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม แหล่งที่มาของสินค้า และการตรวจสอบย้อนกลับ ผู้ส่งออกสินค้าเกษตรไทยจึงไม่ได้มีต้นทุนเพียงค่าผลิต พลังงาน แรงงาน หรือโลจิสติกส์อีกต่อไป แต่ต้องรับมือกับ “ต้นทุนจากการปฏิบัติตามกติกาโลก” ที่เพิ่มขึ้นด้วย
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยจะผลิตสินค้าเกษตรให้ต้นทุนต่ำลงได้อย่างไร แต่คือ จะเปลี่ยนมาตรฐาน ข้อมูล และระบบตรวจสอบให้กลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันได้อย่างไร
จาก “แข่งราคา” สู่ “แข่งด้วยความพร้อม”
ในอดีต การแข่งขันของสินค้าเกษตรในตลาดโลกอาจวัดกันที่ผลผลิต ราคา และความสามารถในการส่งมอบ แต่กติกาการค้าในปัจจุบันกำลังทำให้สมการเปลี่ยนไป
ผู้ซื้อและประเทศปลายทางให้ความสำคัญกับคำถามมากขึ้นว่า สินค้ามาจากไหน ผลิตอย่างไร มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงต้นทางได้หรือไม่
นั่นหมายความว่า สินค้าที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันอาจไม่ได้แข่งขันกันที่ราคาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่แข่งขันกันที่ “ความพร้อมในการพิสูจน์” ว่าสินค้านั้นผ่านมาตรฐานและมีข้อมูลรองรับเพียงพอ
สำหรับผู้ส่งออกไทย นี่คือทั้งความท้าทายและโอกาส เพราะแม้การจัดเก็บข้อมูลและการยกระดับมาตรฐานจะเพิ่มต้นทุนในระยะเริ่มต้น แต่ในระยะยาว ระบบเหล่านี้สามารถกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงตลาดที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้
EUDR สะท้อนโลกการค้าที่ “ข้อมูล” กลายเป็นต้นทุนใหม่
หนึ่งในกฎระเบียบที่ผู้ประกอบการสินค้าเกษตรให้ความสนใจคือ EUDR หรือกฎระเบียบสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป
มาตรการดังกล่าวครอบคลุมสินค้า 7 กลุ่มหลัก ได้แก่ โกโก้ กาแฟ ถั่วเหลือง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน โค และไม้ โดยผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งที่มาของสินค้า รวมถึงข้อมูลพิกัดพื้นที่ผลิตและความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน
สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ได้อยู่แค่ตัวกฎระเบียบ แต่คือทิศทางที่กฎนี้กำลังสะท้อนออกมา นั่นคือ “ข้อมูล” กำลังกลายเป็นต้นทุนประเภทใหม่ของธุรกิจ
ในอดีต ผู้ประกอบการอาจคิดต้นทุนจากวัตถุดิบ แรงงาน พลังงาน บรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่ง แต่ในตลาดที่มีกฎระเบียบเข้มขึ้น ต้นทุนด้านระบบข้อมูล การจัดเก็บหลักฐาน การตรวจสอบ และการบริหารห่วงโซ่อุปทานกำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนการส่งออกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ไทยยังมีจุดแข็ง แต่ต้องเพิ่ม “มูลค่า” ให้มากกว่าปริมาณ
แม้จะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ภาคเกษตรและอาหารไทยยังมีฐานการผลิตที่แข็งแรง
ในไตรมาสแรกของปี 2569 การค้าสินค้าเกษตรไทยกับตลาดโลกมีมูลค่ารวม 519,016 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าส่งออก 356,575 ล้านบาท และมูลค่านำเข้า 162,441 ล้านบาท ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้าสินค้าเกษตร 194,134 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าไทยยังมีศักยภาพในตลาดสินค้าเกษตรโลก แต่โจทย์ในระยะต่อไปอาจไม่ใช่การเพิ่มปริมาณการผลิตเพียงอย่างเดียว หากเป็นการทำให้สินค้าแต่ละหน่วย สร้างมูลค่าได้มากขึ้น
เพราะเมื่อการแข่งขันด้านต้นทุนทำได้ยากขึ้น การเพิ่มมูลค่าผ่านการแปรรูป นวัตกรรม คุณภาพ แบรนด์ และมาตรฐาน จึงเป็นหนึ่งในทางออกที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย
“เกษตรนวัตกรรม” อาจเป็นคำตอบของโจทย์ต้นทุน
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ในปี 2569 ที่มุ่งขับเคลื่อนสินค้าไทยผ่านแนวคิด “เกษตรนวัตกรรม เพิ่มมูลค่า ขยายตลาดศักยภาพ”
หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนมุมมองจากการขายสินค้าเกษตรในฐานะสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่การพัฒนาสินค้าที่มีความแตกต่างและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดต้นทุนการผลิต การพัฒนากระบวนการแปรรูปเพื่อยืดอายุสินค้า การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่จากวัตถุดิบเดิม หรือการใช้ข้อมูลเพื่อบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
เมื่อทำได้สำเร็จ ผู้ประกอบการจะไม่ได้แข่งขันด้วยคำถามว่า “ขายถูกกว่าใคร” เพียงอย่างเดียว แต่สามารถเปลี่ยนคำถามเป็น “สินค้าของเราสร้างคุณค่าอะไรที่คู่แข่งให้ไม่ได้”
Traceability จากภาระ กลายเป็นสินทรัพย์ของธุรกิจ
อีกเรื่องที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองเป็นเพียงข้อกำหนดของตลาดปลายทาง คือระบบ Traceability หรือการตรวจสอบย้อนกลับ
ในระยะสั้น การลงทุนด้านระบบข้อมูลอาจเพิ่มภาระให้ธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่ต้องจัดเก็บข้อมูลจากเกษตรกร แหล่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และการขนส่ง
แต่ในอีกมุมหนึ่ง Traceability สามารถสร้างประโยชน์ทางธุรกิจได้มากกว่าการ “ผ่านกฎ”
เมื่อผู้ประกอบการรู้ว่าวัตถุดิบมาจากไหน ผ่านกระบวนการอะไร และอยู่ตรงจุดใดของห่วงโซ่อุปทาน ก็สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้บริหารคุณภาพ ลดความสูญเสีย วางแผนการผลิต และสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าได้
ดังนั้น การลงทุนใน Traceability จึงควรถูกมองเป็น การลงทุนในระบบบริหารธุรกิจ มากกว่าการลงทุนเพื่อให้ผ่านข้อกำหนดเพียงอย่างเดียว
ตลาดใหม่ต้องมาพร้อมกับโจทย์ใหม่
เมื่อการแข่งขันในตลาดหลักมีความซับซ้อนมากขึ้น การกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดศักยภาพใหม่ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่น่าสนใจ
โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลาง เอเชียใต้ และตลาดเฉพาะกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโต ซึ่งเปิดโอกาสให้สินค้าเกษตรและอาหารไทยเข้าไปแข่งขันด้วยจุดแข็งด้านคุณภาพ ความปลอดภัย นวัตกรรม และมาตรฐาน
อย่างไรก็ตาม การหาตลาดใหม่ไม่ควรหมายถึงเพียงการ “เปลี่ยนประเทศปลายทาง” แต่ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภค กฎระเบียบ มาตรฐาน และพฤติกรรมการซื้อของแต่ละตลาด
เพราะในโลกการค้าใหม่ Market Fit และ Compliance กำลังต้องเดินไปพร้อมกัน
5 เรื่องที่ผู้ประกอบการสินค้าเกษตรควรเร่งทำ
1. รู้ต้นทุนจริงของการส่งออก
ไม่ใช่เพียงต้นทุนการผลิต แต่รวมถึงต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ บรรจุภัณฑ์ การรับรองมาตรฐาน และระบบข้อมูล
2. เริ่มสร้างระบบ Traceability ตั้งแต่ต้นน้ำ
รู้แหล่งที่มาและสามารถรวบรวมข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับข้อกำหนดของตลาดปลายทาง
3. เปลี่ยนวัตถุดิบเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่ม
ลดการพึ่งพาการขายสินค้าโภคภัณฑ์ด้วยการแปรรูป พัฒนาผลิตภัณฑ์ และสร้างความแตกต่าง
4. ใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุน
ตั้งแต่การบริหารจัดการฟาร์ม การวางแผนการผลิต ระบบคลังสินค้า ไปจนถึงโลจิสติกส์และการจัดการข้อมูล
5. เลือกตลาดจาก “โอกาส + ความพร้อม”
ตลาดที่มีศักยภาพอาจไม่ใช่ตลาดที่ใหญ่ที่สุดเสมอไป แต่ควรเป็นตลาดที่สินค้าไทยสามารถตอบโจทย์ความต้องการและผ่านกฎระเบียบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทางรอดไม่ใช่การหนีกฎ แต่คือการเปลี่ยนกฎให้เป็นแต้มต่อ
กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม มาตรฐาน และการตรวจสอบย้อนกลับอาจทำให้ต้นทุนการทำธุรกิจสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง กฎเหล่านี้กำลังผลักดันให้การแข่งขันในตลาดโลกเปลี่ยนจาก “ใครถูกกว่า” ไปสู่ “ใครน่าเชื่อถือกว่า”
สำหรับสินค้าเกษตรไทย นี่จึงอาจเป็นจังหวะสำคัญในการยกระดับโครงสร้างธุรกิจ ตั้งแต่การผลิต การจัดการข้อมูล การแปรรูป ไปจนถึงการสร้างแบรนด์และขยายตลาด
ผู้ประกอบการที่มอง Traceability เป็นเพียงต้นทุน อาจพยายามทำให้ผ่านเกณฑ์ด้วยต้นทุนต่ำที่สุด แต่ผู้ประกอบการที่มองเห็นโอกาส จะใช้ข้อมูลและมาตรฐานเหล่านี้สร้างความแตกต่าง เพิ่มความเชื่อมั่น และเปิดทางเข้าสู่ตลาดที่มีมูลค่าสูงขึ้น
เพราะในยุคที่กติกาโลกเปลี่ยนเร็ว “ข้อมูล มาตรฐาน และความยั่งยืน” ไม่ได้เป็นเพียงเงื่อนไขของการส่งออกอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการแข่งขันในตลาดโลก
และสำหรับสินค้าเกษตรไทย ทางรอดในระยะยาวอาจไม่ใช่การผลิตให้ถูกที่สุด แต่คือ การสร้างสินค้าให้มีคุณค่ามากพอ จนต้นทุนของการปรับตัวกลายเป็นความได้เปรียบที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อบรมออนไลน์ : พลิกเกมธุรกิจส่งออกด้วย AI
พลิกเกมธุรกิจส่งออกด้วย AI กับหลักสูตร AI for Export จาก สถาบัน NEA กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ประกอบการวิเคราะห์ตลาด สร้างคอนเทนต์ วางกลยุทธ์การขาย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก เหมาะสำหรับ SMEs ผู้ส่งออก และนักธุรกิจที่ต้องการต่อยอดธุรกิจด้วย AI

Middle East Gateway: เปิดประตูบานสำคัญสู่โอกาสใหม่ในตลาดมุสลิมโลก
สถาบัน NEA เตรียมจัดงาน "NEA BIZ TALK : พลิกเกมส์การค้าโลก" ครั้งที่ 2 ธีม MIDDLE EAST GATEWAY วันที่ 10-12 มิ.ย. 2569 ณ โรงแรมคริสตัล หาดใหญ่ เปิดโอกาสผู้ประกอบการไทยเจาะตลาดตะวันออกกลางด้วย Cultural Intelligence ผ่าน Workshop และ Coaching เชิงลึก ลงทะเบียนฟรี!

NEA Expert Talk เสียงจริงจากมือโปร DITP ฟรี! ถอดบทเรียนส่งออกดิจิทัล AI E-commerce 6 ส.ค. 2569
DITP จัด NEA Expert Talk: เสียงจริงจากมือโปร 6 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00-16.15 น. ผ่าน Facebook Live ฟรี รวมผู้เชี่ยวชาญ Cross-Border E-commerce Export Logistics และ AI สำหรับผู้ประกอบการส่งออกยุคดิจิทัล

จีนเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเต็มรูปแบบ: โอกาสธุรกิจ Silver Economy สำหรับผู้ประกอบการไทย
จีนมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 310 ล้านคน ดันเศรษฐกิจสูงวัยเติบโตเร็ว เปิดโอกาสธุรกิจไทยในสินค้าเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และแพลตฟอร์มออนไลน์

จากมือใหม่สู่โปรฯ ส่งออก ด้วยคอร์สฟรีกว่า 90 หลักสูตรบน NEA E‑Academy
ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการพาสินค้าออกนอกประเทศ ต้องรู้จัก E-Academy แพลตฟอร์ม e-Learning ฟรีของ DITP ที่รวมกว่า 100 คอร์สด้านการส่งออก ตั้งแต่พื้นฐานจนถึง e-Commerce เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมรับประกาศนียบัตรเมื่อเรียนจบ

สินค้า Eco-Friendly กระแสแรง! เปิดช่องทางยอดขายธุรกิจไทย
แนวโน้มสินค้าเพื่อความยั่งยืน หรือ “Eco-Friendly” กำลังกลายเป็นกระแสหลักในตลาดโลก กำลังเปลี่ยนจากสินค้าทางเลือกเป็น “กระแสหลัก” ในตลาดโลกอย่างรวดเร็ว
