
ประท้วงยุโรป 6 ประเทศ เสี่ยงกระทบส่งออกไทย เปิดแผนรับมือโลจิสติกส์ ค่าเงิน และประกันภัย
สรุปประเด็น
-
เกาะติดม็อบ 6 ประเทศยุโรป: พาณิชย์เร่งติดตามเหตุชุมนุมในฝรั่งเศส อิตาลี โปรตุเกส แอลเบเนีย สเปน และเบลเยียม หวั่นกระทบกำลังซื้อและต้นทุนผู้ส่งออกไทย
-
เปิดสถิติการค้าตลาดยุโรป: การค้าไทย-EU ช่วง 8 เดือนแรกปี 2569 มูลค่ารวมกว่า 34,692 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.13% สะท้อนความสำคัญที่ต้องบริหารความเสี่ยง
-
เช็กสถานะโลจิสติกส์และเส้นทาง: ผู้ส่งออกควรตรวจสอบสถานะสินค้า ประเมินท่าเรือ/เส้นทางทางเลือก และเตรียมแผนสำรองเพื่อป้องกันการส่งมอบล่าช้า
-
ปิดความเสี่ยงประกันและค่าเงิน: ทบทวนกรมธรรม์ประกันภัยขนส่งครอบคลุมเหตุจลาจล พร้อมประเมินความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเงินยูโรเพื่อรักษาผลกำไร
-
กระจายตลาดลดการพึ่งพิง: แนะนำให้ผู้ส่งออกขยายตลาดไปสู่ภูมิภาคอื่น เช่น อาเซียน เอเชียใต้ และตะวันออกกลาง พร้อมประเมินความต้องการอย่างเป็นระบบ
กระทรวงพาณิชย์เร่งติดตามสถานการณ์การชุมนุมและความไม่สงบใน 6 ประเทศยุโรป หลังประเมินว่า หากเหตุการณ์ยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง อาจกระทบกำลังซื้อของผู้บริโภค การขนส่งสินค้า และต้นทุนดำเนินธุรกิจของผู้ส่งออกไทย พร้อมแนะนำให้ผู้ประกอบการเตรียมแผนสำรองด้านโลจิสติกส์ กระจายตลาดส่งออก และบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและประกันภัยขนส่งสินค้า
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบต่อการค้าไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการได้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อภาคส่งออกไทย เนื่องจาก สหภาพยุโรปเป็นตลาดการค้าสำคัญที่มีมูลค่าการค้ารวมกับไทยกว่า 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจึงเป็นความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการควรติดตาม ทั้งในมิติของคำสั่งซื้อ ระยะเวลาส่งมอบ และต้นทุนการขนส่ง
6 ประเทศยุโรปที่ต้องจับตา ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่แค่กำลังซื้อ
รายงานของกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ประเทศที่มีการชุมนุม ได้แก่ ฝรั่งเศส อิตาลี โปรตุเกส แอลเบเนีย สเปน และเบลเยียม โดยข้อเรียกร้องเกี่ยวข้องกับค่าครองชีพ ค่าจ้าง และที่อยู่อาศัย ขณะที่บางพื้นที่มีรายงานการปะทะและเหตุการณ์ที่กระทบต่อความปลอดภัย
อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือความเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงาน ซึ่งอาจนำไปสู่การหยุดงานและส่งผลต่อระบบขนส่งหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจในบางพื้นที่
หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทยอาจเกิดขึ้นได้หลายทาง ตั้งแต่ความต้องการซื้อสินค้าบางประเภทที่ชะลอตัว การกระจายสินค้าภายในยุโรปที่ล่าช้า ไปจนถึงต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงยังขึ้นอยู่กับความรุนแรง ระยะเวลา และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ จึงยังไม่ควรสรุปว่าการส่งออกไทยไปยุโรปจะได้รับผลกระทบในระดับเดียวกันทั้งหมด
ความเสี่ยงทางการค้าไม่ได้เกิดจากยอดสั่งซื้อที่ลดลงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสินค้าที่ส่งไม่ทันกำหนด ต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้น และความเสียหายจากเหตุการณ์ที่ผู้ส่งออกควบคุมไม่ได้
ตลาดยุโรปยังสำคัญต่อผู้ส่งออกไทยแค่ไหน?
ข้อมูลการค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปในช่วงเดือนมกราคม–สิงหาคม 2569 มีมูลค่ารวม 34,692.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายละเอียดดังนี้
-
การส่งออกไทยไปสหภาพยุโรป: 21,062.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.89%
-
การนำเข้าจากสหภาพยุโรป: 13,630.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.45%
-
ไทยเกินดุลการค้า: 7,431.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความสำคัญของตลาดยุโรปต่อภาคการค้าของไทย และชี้ให้เห็นว่าการบริหารความเสี่ยงต้องดำเนินควบคู่ไปกับการรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก
ในเชิงธุรกิจ ผู้ประกอบการควรแยกประเมินความเสี่ยงตามประเทศ ลูกค้า ประเภทสินค้า และเส้นทางขนส่ง เพราะสินค้าที่ต้องส่งมอบภายในเวลาจำกัด เช่น สินค้าที่มีอายุการเก็บรักษาสั้น อาจได้รับผลกระทบจากความล่าช้ามากกว่าสินค้าที่สามารถปรับตารางขนส่งได้
เปิด 4 แนวทางรับมือ ผู้ส่งออกไทยควรเตรียมอะไรบ้าง?
1. ตรวจสอบสถานะขนส่งและกำหนดส่งมอบอย่างใกล้ชิด
ผู้ส่งออกควรติดต่อคู่ค้าและผู้ให้บริการขนส่งเพื่อตรวจสอบสถานะสินค้า กำหนดส่งมอบ และความเสี่ยงในพื้นที่ปลายทาง หากพบว่าเส้นทางอาจได้รับผลกระทบ ควรเจรจาปรับกำหนดส่งมอบและเตรียมแผนสำรองล่วงหน้า
สำหรับสินค้าที่มีข้อจำกัดด้านเวลา ควรจัดลำดับความสำคัญของการจัดส่งให้ชัดเจน พร้อมประเมินผลกระทบหากสินค้าไปถึงล่าช้ากว่ากำหนด
2. ประเมินเส้นทางและท่าเรือทางเลือก
เมื่อเส้นทางขนส่งหลักมีความเสี่ยง ผู้ประกอบการควรหารือกับบริษัทโลจิสติกส์เกี่ยวกับทางเลือกที่เหมาะสม ทั้งการใช้ท่าเรืออื่นในยุโรปเหนือหรือยุโรปใต้ และการเชื่อมต่อการขนส่งด้วยระบบรางตามความเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนเส้นทางไม่จำเป็นต้องเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอไป เพราะอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือใช้เวลามากขึ้น ผู้ส่งออกจึงควรเปรียบเทียบต้นทุนรวม ระยะเวลาขนส่ง และความแน่นอนในการส่งมอบก่อนตัดสินใจ
ในกรณีที่มีคลังสินค้าอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ธุรกิจอาจต้องประเมินความเหมาะสมในการปรับจุดกระจายสินค้า เพื่อรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน
3. ทบทวนประกันภัยขนส่งสินค้าและบริหารความเสี่ยงค่าเงิน
ความไม่สงบอาจสร้างความเสี่ยงต่อสินค้าและทรัพย์สินระหว่างการขนส่ง ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบกรมธรรม์ว่าครอบคลุมความเสียหายจากเหตุจลาจล การทำลายทรัพย์สิน หรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องหรือไม่ โดยไม่ควรสันนิษฐานว่าประกันภัยขนส่งทุกประเภทให้ความคุ้มครองเหมือนกัน
ขณะเดียวกัน ผู้ส่งออกที่มีรายรับเป็นเงินยูโรควรประเมินความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และพิจารณาเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง เช่น สัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า ตามความเหมาะสมกับกระแสเงินสดและเงื่อนไขทางธุรกิจ
การบริหารความเสี่ยงทั้งสองด้านควรพิจารณาควบคู่กัน เพราะความเสียหายจากการขนส่งและความผันผวนของค่าเงินอาจส่งผลต่อกำไรของคำสั่งซื้อเดียวกันได้
4. กระจายตลาด ลดการพึ่งพารายได้จากพื้นที่เดียว
กระทรวงพาณิชย์แนะนำให้ผู้ส่งออกพิจารณากระจายตลาดไปยังภูมิภาคอื่น เช่น อาเซียน เอเชียใต้ และตะวันออกกลาง เพื่อลดการพึ่งพาตลาดยุโรปในช่วงที่มีความไม่แน่นอน
สำหรับผู้ประกอบการ การกระจายตลาดไม่ใช่เพียงการหาลูกค้าใหม่ แต่ต้องพิจารณาความต้องการของตลาดเป้าหมาย มาตรฐานสินค้า เงื่อนไขการชำระเงิน ต้นทุนโลจิสติกส์ และความสามารถในการแข่งขันด้วย
ธุรกิจที่มีตลาดหลายภูมิภาคจะมีทางเลือกในการบริหารคำสั่งซื้อและจัดสรรสินค้าได้มากกว่า แต่ควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เปลี่ยนตลาดอย่างเร่งด่วนโดยยังไม่ได้ประเมินต้นทุนและความต้องการของลูกค้าใหม่
จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สู่ระบบบริหารความเสี่ยงการส่งออก
สถานการณ์ในยุโรปสะท้อนว่า ความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศไม่ได้มาจากมาตรการภาษีหรือข้อกำหนดการนำเข้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากปัจจัยทางสังคม การเมือง และแรงงานที่อาจกระทบต่อการขนส่งและการกระจายสินค้าได้เช่นกัน
สำหรับผู้ส่งออกไทย การมีแผนบริหารความเสี่ยงจึงควรเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจประจำ ไม่ว่าจะเป็นการติดตามสถานการณ์ในประเทศคู่ค้า การจัดทำรายชื่อผู้ให้บริการขนส่งสำรอง การทบทวนเงื่อนไขประกันภัย การวางแผนป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน หรือการประเมินความเหมาะสมของตลาดส่งออกแต่ละแห่ง
ภาครัฐเองมีบทบาทสำคัญในการสื่อสารข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศให้ผู้ประกอบการเข้าถึงได้รวดเร็วและนำไปใช้ตัดสินใจได้จริง โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เส้นทางขนส่ง และข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ
ท้ายที่สุด การรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขายสินค้าได้มากเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการส่งมอบสินค้าได้ตรงเวลา ควบคุมต้นทุน และปรับแผนได้ทันเมื่อเกิดความไม่แน่นอน ธุรกิจที่เตรียมทางเลือกไว้ล่วงหน้าย่อมมีโอกาสจำกัดความเสียหายและรักษาความเชื่อมั่นของคู่ค้าได้ดีกว่า
ข้อมูลอ้างอิง:
- The Nation Thailand — “Thailand assesses trade risks amid protests in six European countries” เผยแพร่วันที่ 25 ตุลาคม 2569 https://www.nationthailand.com/business/economy/40072724?utm_source=chatgpt.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ถอดรหัส "คนป่วยแห่งเอเชีย": เมื่อประเทศไทยติดกับดัก "เชิงโครงสร้าง" ที่ไม่เอื้อต่อการเติบโต
เจาะลึกวิกฤตเศรษฐกิจไทยผ่านเลนส์ Why Nations Fail เมื่อ "กติกาที่ไม่เป็นธรรม" และ "การผูกขาด" กลายเป็นกับดักที่ฉุดรั้งประเทศสู่สถานะคนป่วยแห่งเอเชีย

ราคาเกษตรหดตัว พลังงานลง ฉุดดัชนีราคาผู้ผลิต ธ.ค.68 ลด 1.8%
ดัชนีราคาผู้ผลิต เดือน ธ.ค.68 ลดลง 1.8% จากการหดตัวของราคาสินค้าเกษตร ที่มีการแข่งขันสูงในตลาดโลก ราคาปิโตรเลียมลดลงจากอุปทานส่วนเกิน ค่าเงินบาทแข็งค่า กระทบต่อราคาที่ผลิตเพื่อส่งออก และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้ความต้องการลด คาดดัชนีปี 69 มีแนวโน้มลดลงและทรงตัว

ธนาคารโลกชูโมเดล “เมืองแห่งอนาคต” ปลดล็อกเมืองรองไทย เร่งเศรษฐกิจสู่ประเทศรายได้สูง
ธนาคารโลกเสนอไทยสร้างเครือข่ายเมืองที่มีบทบาททางเศรษฐกิจเกื้อหนุนกัน แทนการกระจุกตัวของการลงทุนไว้ในกรุงเทพฯ เพียงแห่งเดียว ชี้เมืองรองมีศักยภาพเพิ่มผลิตภาพ ดึงดูดการลงทุน และสร้างงาน ขณะที่ไทยต้องผลักดัน GDP ต่อหัวให้เติบโตเฉลี่ย 5.4% ต่อปีในทศวรรษหน้า เพื่อมุ่งสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580

ยอดขายรถกระบะไทยลด 7.11% สะท้อนกำลังซื้อเปราะบาง สะเทือนห่วงโซ่อุปทานยานยนต์
ตลาดรถยนต์ไทยกำลังเผชิญการฟื้นตัวที่ไม่เท่ากันในแต่ละกลุ่ม แม้ยอดขายรถยนต์โดยรวมในเดือนกันยายน 2569 จะเติบโตจากแรงหนุนของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่ตลาดรถกระบะกลับยังอยู่ในภาวะหดตัว

รัฐบาลหนุนรายย่อย-SME เข้าถึงทุนผ่านพันธบัตรออมพลัส
รัฐบาลไทยกำลังเดินหน้ามาตรการเชิงกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นที่การเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการออมที่มั่นคง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ

รัฐบาลไทยเร่งรัดแผนลงทุนขนาดใหญ่กระตุ้น GDP และผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มรับเหมาและนิคมอุตสาหกรรม
รัฐบาลเดินหน้าแผน 'Thailand Fast Pass' ดึงเม็ดเงินลงทุนสู่ 30% ของ GDP พร้อมปั้นไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตชิปอาเซียน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจและหนุนกลุ่มรับเหมาและนิคมอุตสาหกรรม
