
อาหารแปรรูปสูงอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและเบาหวาน
สรุปประเด็น
-
งานวิจัย 20 ปีเผยรูปแบบสารในเลือดที่สัมพันธ์กับอาหารแปรรูปสูง (UPF) สามารถอธิบายความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคหัวใจและเบาหวานได้ราว 43-51%
-
ผู้บริโภคอาหารแปรรูปสูงมีแนวโน้มระดับไขมันไม่ดี (VLDL) สูงขึ้น ขณะที่ไขมันดี (HDL) และกรดไขมันโอเมกา 3 อยู่ในระดับต่ำกว่ากลุ่มอื่น
-
ผลการศึกษาชี้ว่าระดับการกระบวนการแปรรูปอาหารเป็นอีกหนึ่งมิติสำคัญที่ควรนำมาพิจารณาควบคู่ไปกับปริมาณน้ำตาล เกลือ และไขมันอิ่มตัว
-
การดูแลสุขภาพทำได้โดยเพิ่มสัดส่วนอาหารแปรรูปน้อย เช่น ผัก ผลไม้ และธัญพืช พร้อมลดการพึ่งพาอาหารสำเร็จรูปเพื่อสมดุลโภชนาการระยะยาว
อาหารแปรรูปสูง หรือ Ultra-Processed Foods (UPF) กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในวงการโภชนาการและสาธารณสุขมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีงานวิจัยหลายชิ้นพบความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคอาหารกลุ่มนี้กับความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ล่าสุด นักวิจัยจาก University College London (UCL) และ Imperial College London ได้ค้นพบรูปแบบของสารโมเลกุลในเลือดที่อาจช่วยอธิบายความเชื่อมโยงดังกล่าวได้ประมาณครึ่งหนึ่ง
การศึกษานี้วิเคราะห์ข้อมูลผู้ใหญ่ในสหราชอาณาจักรมากกว่า 6,000 คน และติดตามสุขภาพเป็นระยะเวลานานถึง 20 ปี พบว่ารูปแบบสารเมแทบอไลต์ (Metabolites) ในเลือดที่สัมพันธ์กับการบริโภคอาหารแปรรูปสูง สามารถอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างรูปแบบการบริโภคอาหารกับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ราว 43–51%
ผลการศึกษานี้ทำให้ประเด็นเรื่องอาหารแปรรูปไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปริมาณน้ำตาล ไขมัน และเกลือ แต่ยังชวนให้พิจารณาว่า กระบวนการแปรรูปอาหารอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพภายในร่างกายอย่างไร
เปิดผลศึกษา 20 ปี พบรูปแบบสารในเลือดที่สัมพันธ์กับอาหารแปรรูปสูง
งานวิจัยดังกล่าวเผยแพร่ในวารสาร BMC Medicine โดยใช้ข้อมูลจากโครงการ Whitehall II ซึ่งเป็นการศึกษาติดตามสุขภาพของข้าราชการในสหราชอาณาจักรที่เริ่มรับสมัครผู้เข้าร่วมตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980
นักวิจัยนำข้อมูลการบริโภคอาหาร ผลตรวจเลือด และข้อมูลสุขภาพระยะยาวของผู้เข้าร่วมมากกว่า 6,000 คนมาวิเคราะห์ โดยตรวจวัดสารเมแทบอไลต์ในเลือดจำนวน 233 ชนิด ก่อนใช้เทคนิค Machine Learning เพื่อค้นหารูปแบบสารที่สัมพันธ์กับการบริโภคอาหารสองกลุ่ม ได้แก่ อาหารแปรรูปสูง และอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปน้อย (Minimally Processed Foods)
ผลการวิเคราะห์พบรูปแบบสารเมแทบอไลต์ที่สัมพันธ์กับอาหารแปรรูปสูง 34 ชนิด และรูปแบบที่สัมพันธ์กับอาหารแปรรูปน้อย 50 ชนิด โดยมีสาร 8 ชนิดที่ปรากฏร่วมกันในทั้งสองกลุ่ม
สิ่งที่น่าสนใจคือ รูปแบบสารในเลือดของผู้ที่บริโภคอาหารแปรรูปสูงมีแนวโน้มสัมพันธ์กับระดับไขมันที่ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพมากกว่า ขณะที่กลุ่มที่บริโภคอาหารแปรรูปน้อยมีรูปแบบสารที่สะท้อนระดับไขมันที่เป็นประโยชน์มากกว่า
สารเมแทบอไลต์อาจอธิบายความเสี่ยงโรคหัวใจและเบาหวานได้เกือบครึ่ง
เมื่อเปรียบเทียบรูปแบบสารในเลือดกับผลลัพธ์ด้านสุขภาพในระยะยาว นักวิจัยพบว่า รูปแบบสารเมแทบอไลต์ที่สัมพันธ์กับอาหารแปรรูปสูงสามารถอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างการบริโภคอาหารกลุ่มนี้กับความเสี่ยงของโรคได้ในสัดส่วนที่น่าสนใจ
-
โรคหัวใจและหลอดเลือด: รูปแบบสารในเลือดอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างการบริโภคอาหารแปรรูปสูงกับความเสี่ยงโรคได้ประมาณ 51%
-
โรคเบาหวานชนิดที่ 2: รูปแบบสารดังกล่าวอธิบายความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคได้ประมาณ 43%
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาความเสี่ยงในกลุ่มผู้เข้าร่วมที่บริโภคอาหารแปรรูปสูงในระดับหนึ่งในสามบนสุด พบว่ามีความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่ากลุ่มหนึ่งในสามล่างสุดประมาณ 17%
ในทางกลับกัน ผู้ที่บริโภคอาหารแปรรูปน้อยในระดับหนึ่งในสามบนสุด มีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดต่ำกว่ากลุ่มหนึ่งในสามล่างสุดประมาณ 19% และมีความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ต่ำกว่าประมาณ 40%
ตัวเลขเหล่านี้เป็นการเปรียบเทียบความเสี่ยงระหว่างกลุ่มผู้เข้าร่วมในการศึกษา ไม่ใช่การยืนยันว่าการรับประทานอาหารแปรรูปสูงจะทำให้บุคคลหนึ่งเป็นโรค หรือการเปลี่ยนมารับประทานอาหารแปรรูปน้อยจะลดความเสี่ยงได้ในอัตราเดียวกันทุกคน
งานวิจัยพบว่า รูปแบบสารเมแทบอไลต์ในเลือดอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างอาหารแปรรูปสูงกับโรคหัวใจและเบาหวาน แต่ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลโดยตรง
ไขมันในเลือดสะท้อนความแตกต่างของรูปแบบการบริโภคอาหาร
เมื่อพิจารณารายละเอียดของสารเมแทบอไลต์ นักวิจัยพบว่า รูปแบบที่สัมพันธ์กับการบริโภคอาหารแปรรูปสูงมีระดับกรดไขมันโอเมกา 3 (Omega-3 Fatty Acids) และไขมันชนิด HDL ซึ่งมักเรียกว่าไขมันดี อยู่ในระดับต่ำกว่า ขณะที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์ที่ขนส่งโดยไลโปโปรตีนความหนาแน่นต่ำมาก (VLDL) สูงกว่า
ไขมันกลุ่ม VLDL มีบทบาทในการขนส่งไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือด และหากมีระดับสูงเกินไปอาจเกี่ยวข้องกับการสะสมไขมันในผนังหลอดเลือด ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด
ส่วนรูปแบบสารที่สัมพันธ์กับอาหารแปรรูปน้อยมีแนวโน้มตรงกันข้าม โดยพบระดับไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพสูงกว่าในภาพรวม
การค้นพบนี้ช่วยให้เห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับกระบวนการเผาผลาญภายในร่างกายชัดเจนขึ้น เพราะสารเมแทบอไลต์เป็นโมเลกุลขนาดเล็กที่เกิดขึ้นจากกระบวนการย่อยอาหารและปฏิกิริยาเคมีต่าง ๆ ภายในร่างกาย จึงสามารถใช้เป็นข้อมูลสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพที่สัมพันธ์กับรูปแบบการบริโภคอาหารได้
ไม่ใช่แค่น้ำตาล ไขมัน และเกลือ ระดับการแปรรูปก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องศึกษา
แนวทางโภชนาการโดยทั่วไปให้ความสำคัญกับการลดอาหารที่มีน้ำตาล เกลือ และไขมันอิ่มตัวสูง แต่ผลการศึกษาครั้งนี้ชี้ว่า ความเชื่อมโยงระหว่างอาหารแปรรูปสูงกับความเสี่ยงโรคบางส่วนยังคงปรากฏอยู่ แม้จะคำนึงถึงปริมาณน้ำตาล ไขมัน และเกลือในอาหารแล้วก็ตาม
นักวิจัยยังพบว่า น้ำตาลสามารถอธิบายความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้บางส่วน โดยคิดเป็นประมาณ 27% ขณะที่เกลือและไขมันอิ่มตัวไม่พบว่ามีส่วนอธิบายความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดหรือเบาหวานชนิดที่ 2 ในการวิเคราะห์ครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าน้ำตาล เกลือ หรือไขมันอิ่มตัวไม่มีผลต่อสุขภาพ แต่สะท้อนว่าปัจจัยด้านอาหารมีความซับซ้อน และการพิจารณาคุณภาพอาหารอาจต้องมองให้กว้างกว่าการตรวจสอบสารอาหารแต่ละชนิด
ศาสตราจารย์ Clare Llewellyn หนึ่งในผู้วิจัยจาก UCL ระบุว่า แนวทางโภชนาการของสหราชอาณาจักรในปัจจุบันยังไม่ได้จัดระดับการแปรรูปอาหารให้เป็นปัจจัยเสี่ยงโดยตรง แต่เน้นการลดอาหารที่มีส่วนประกอบอย่างน้ำตาล เกลือ และไขมันอิ่มตัวสูง งานวิจัยนี้จึงเป็นข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการพิจารณาว่าระดับการแปรรูปควรมีบทบาทในการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพมากขึ้นหรือไม่
การประเมินคุณภาพอาหารในอนาคตอาจต้องพิจารณาทั้งคุณค่าทางโภชนาการ วัตถุดิบ และระดับการแปรรูป ควบคู่กัน ไม่ใช่ดูเพียงตัวเลขน้ำตาล ไขมัน หรือเกลือบนฉลาก
ยังต้องศึกษาเพิ่มเติม ก่อนสรุปว่าการแปรรูปเป็นสาเหตุของโรค
แม้งานวิจัยจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบสารในเลือดที่สัมพันธ์กับอาหารแปรรูปสูง แต่ผู้วิจัยย้ำว่าการศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงสังเกต (Observational Study) จึงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าการบริโภคอาหารแปรรูปสูงเป็นสาเหตุโดยตรงของการเปลี่ยนแปลงสารในเลือดหรือการเกิดโรค
นอกจากนี้ รูปแบบสารเมแทบอไลต์ยังอธิบายความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคได้เพียงบางส่วน นักวิจัยจึงตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiome) กระบวนการอักเสบในร่างกาย หรือสัญญาณควบคุมความอยากอาหารและความอิ่ม ซึ่งยังไม่สามารถอธิบายได้จากการตรวจวัดสารในเลือดเพียงอย่างเดียว
การติดตามสุขภาพระยะยาวถึง 20 ปีถือเป็นจุดแข็งของงานวิจัย แต่ก็ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มประชากรอื่น และใช้วิธีการศึกษาที่สามารถตรวจสอบกลไกทางชีวภาพได้ชัดเจนขึ้น
ผู้บริโภคควรให้ความสำคัญกับคุณภาพอาหารในระยะยาว
สำหรับผู้บริโภค ผลการศึกษานี้เป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่สนับสนุนการให้ความสำคัญกับรูปแบบการกินในชีวิตประจำวัน โดยอาจเริ่มจากการเพิ่มสัดส่วนอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปน้อย เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว และวัตถุดิบสด พร้อมลดการพึ่งพาอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารที่มีส่วนประกอบหลายชนิดและผ่านกระบวนการผลิตอย่างเข้มข้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเหมารวมว่าอาหารทุกชนิดที่ผ่านกระบวนการผลิตเป็นอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เพราะการแปรรูปบางประเภทมีประโยชน์ต่อความปลอดภัย การเก็บรักษา และการเข้าถึงอาหาร เช่น การพาสเจอไรซ์ การแช่แข็ง หรือการหมักบางรูปแบบ ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ลักษณะของผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบ และรูปแบบการบริโภคโดยรวม
ในมุมของอุตสาหกรรมอาหาร งานวิจัยนี้ยังสะท้อนโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพวัตถุดิบ คุณค่าทางโภชนาการ และกระบวนการผลิตที่เหมาะสมมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดอาหารเพื่อสุขภาพที่ผู้บริโภคเริ่มให้ความสนใจกับส่วนประกอบและที่มาของอาหารมากกว่าการพิจารณารสชาติหรือความสะดวกเพียงอย่างเดียว
ท้ายที่สุด การดูแลสุขภาพผ่านอาหารไม่ใช่การตัดอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งออกจากชีวิตทั้งหมด แต่เป็นการสร้างสมดุลในการบริโภคและเลือกอาหารที่มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่งานวิจัยด้านสารเมแทบอไลต์กำลังช่วยขยายความเข้าใจว่า สิ่งที่เรารับประทานเข้าไปอาจสัมพันธ์กับการทำงานของร่างกายในระยะยาวอย่างไร
ข้อมูลอ้างอิง:
-
Medical Xpress – Blood signatures may explain roughly half of ultra-processed diets' links to heart disease and diabetes, 3 พฤศจิกายน 2569 — รายงานผลการศึกษาจาก University College London และ Imperial College London อ่านบทความฉบับเต็ม
-
BMC Medicine – Circulating metabolomic signatures of ultra-processed and minimally processed food intake and risk of cardiovascular disease and type 2 diabetes: 20-year follow-up in the Whitehall II cohort (2026) — งานวิจัยฉบับตีพิมพ์ DOI: 10.1186/s12916-026-05081-7
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พลิกของเสียเหลือทิ้งในกระบวนการแปรรูปอาหารสู่ขุมทรัพย์ทางธุรกิจใหม่
วิกฤตขยะอาหารและการแปรรูปเกษตรกำลังเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ผ่านนวัตกรรม Food Upcycling ที่เปลี่ยนเศษเหลือทิ้งและของเสียในโรงงานให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพและสารสกัดมูลค่าสูง ด้วยการสกัดขั้นสูง ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ (AgTech)

ง่วงหลับระหว่างวันบ่อย ๆ อาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงสมองเสื่อม สัญญาณสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม
อาการง่วงระหว่างวันอาจดูเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารกลางวันหรือในวันที่พักผ่อนไม่เพียงพอ แต่หากเริ่มเผลอหลับบ่อยครั้งทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ หรือรู้สึกง่วงมากผิดปกติแม้จะนอนมาเต็มที่แล้ว อาการเหล่านี้อาจสะท้อนปัญหาสุขภาพที่ควรได้รับการตรวจสอบ

ผู้บริโภคไทยยุคใหม่ ลงทุนสุขภาพเชิงรุก ดัน AI–อาหารสุขภาพเติบโต
ผลสำรวจ PwC สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคไทยที่หันมาดูแลสุขภาพเชิงรุกมากขึ้น ทั้งการใช้ AI อาหารสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และความใส่ใจต่อความปลอดภัยของอาหาร เปิดโอกาสให้ธุรกิจ Wellness พัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่

AI กับการตรวจหัวใจ เทคโนโลยีใหม่ช่วยแพทย์ประเมินผลตรวจและมองเห็นความเสี่ยงล่วงหน้า
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามามีบทบาทในการยกระดับการวินิจฉัยโรค โดยเฉพาะโรคหัวใจซึ่งต้องอาศัยข้อมูลจากการตรวจหลายรูปแบบเพื่อประเมินโครงสร้างและการทำงานของอวัยวะ ล่าสุด นักวิจัยพัฒนาโมเดล AI ที่สามารถช่วยประเมินขนาดและการทำงานของหัวใจห้องล่างขวาจากภาพคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ

ลดน้ำหนักวัยกลางคนไม่ใช่แค่เรื่องรูปร่าง งานวิจัยชี้อาจช่วยฟื้นฟูสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
งานวิจัยจาก University College London ที่ศึกษาคนมากกว่า 6,000 คน พบว่า ผู้ที่มีน้ำหนักเกินและลดน้ำหนักได้อย่างน้อย 5% ในช่วงวัย 40–50 ปี มีตัวชี้วัดสุขภาพหัวใจและระบบเผาผลาญในวัย 62 ปีใกล้เคียงกับผู้ที่มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์สุขภาพดีมาโดยตลอด

เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ในอุตสาหกรรมเสริมอาหารกับงาน Vitafoods Asia 2026
งานแสดงสินค้านวัตกรรมด้านโภชนาการ (nutraceutical) และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารระดับภูมิภาค และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย ที่มาร่วมโชว์สุดยอดนวัตกรรมเสริมอาหารจากทุกมุมโลก ภายในงานยังมีกิจกรรม Workshop สัมมนาที่น่าสนใจมากมาย
