
พลิกของเสียเหลือทิ้งในกระบวนการแปรรูปอาหารสู่ขุมทรัพย์ทางธุรกิจใหม่
สรุปประเด็น
-
เปลี่ยนของเสียเป็นทรัพยากรหมุนเวียน: ออกแบบกระบวนการผลิตและทำ By-product Mapping เพื่อนำเศษเหลือทิ้งมาเพิ่มมูลค่าตามแนวทาง Circular Economy
-
ใช้เทคโนโลยีแปรรูปสร้างมูลค่าสูง: ใช้เทคโนโลยีการแปรรูปและชีวภาพ สกัดโปรตีน เพกทิน และใยอาหาร เพื่อพัฒนาเป็นส่วนผสมอาหารและผลิตภัณฑ์ใหม่
-
คุมคุณภาพวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทาง: ติดตั้งระบบติดตามอุณหภูมิ ตรวจสอบย้อนกลับ และ AI คัดแยก เพื่อรักษามาตรฐานวัตถุดิบก่อนเข้าสู่กระบวนการแปรรูป
-
สร้างความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรม: จับมือพันธมิตรวิจัยและภาคธุรกิจในการพัฒนาตลาดใหม่ ช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสเชิงพาณิชย์
-
วางแผนลงทุนและมาตรฐานความปลอดภัย: ประเมินความคุ้มค่า ทดลองโครงการนำร่อง ควบคุมมาตรฐานความปลอดภัย และกำหนดตัวชี้วัดที่วัดผลได้จริง
อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูปกำลังเผชิญโจทย์สำคัญ ทั้งต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ผันผวน ตลอดจนความคาดหวังด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ในบริบทนี้ เศษเหลือจากกระบวนการผลิต เช่น เปลือกผลไม้ กากเมล็ดพืช และผลพลอยได้จากการแปรรูปสัตว์น้ำ จึงไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงภาระค่าใช้จ่ายในการกำจัด หากสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม
แนวคิด Food Upcycling หรือการเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบเหลือใช้ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการพัฒนาผลพลอยได้เหล่านี้เป็นส่วนผสมอาหาร วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอื่น หรือผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูงขึ้น โดยเชื่อมโยงกับแนวทาง Circular Economy (เศรษฐกิจหมุนเวียน) ที่มุ่งใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าและลดการสูญเสียตลอดห่วงโซ่การผลิต
อย่างไรก็ตาม การสร้างธุรกิจจากของเหลือไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ผู้ประกอบการต้องประเมินปริมาณวัตถุดิบ คุณภาพ ต้นทุนการแปรรูป มาตรฐานความปลอดภัย และความต้องการของตลาดไปพร้อมกัน
1. เปลี่ยนวิธีคิดจากต้นทุนกำจัด สู่การออกแบบทรัพยากรหมุนเวียน
กระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมมักมุ่งเปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็นสินค้าหลัก โดยจัดการเศษเหลือที่เกิดขึ้นเป็นขั้นตอนปลายทาง แต่แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเสนอให้ผู้ประกอบการมองเห็นโอกาสในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบกระบวนการผลิต
จุดเริ่มต้นคือการจัดทำ บัญชีวัตถุดิบและผลพลอยได้ (By-product Mapping) เพื่อระบุว่าแต่ละขั้นตอนสร้างเศษเหลือประเภทใด มีปริมาณเท่าไร เกิดขึ้นสม่ำเสมอเพียงใด และมีองค์ประกอบที่เหมาะกับการนำไปใช้ประโยชน์แบบใด
จากนั้นจึงจัดลำดับทางเลือกตามคุณภาพและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เช่น การนำกลับมาเป็นส่วนผสมอาหารเมื่อผ่านข้อกำหนดด้านความปลอดภัย การใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ การผลิตปุ๋ย หรือการนำไปผลิตพลังงานตามความเหมาะสม
แนวทางนำไปใช้
-
วัดปริมาณและต้นทุนการจัดการผลพลอยได้แยกตามประเภท
-
ตรวจสอบคุณสมบัติและความปลอดภัยของวัตถุดิบก่อนเลือกเทคโนโลยี
-
เปรียบเทียบมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับกับต้นทุนการรวบรวม การเก็บรักษา การแปรรูป และการขนส่ง
-
เริ่มจากผลพลอยได้ที่มีปริมาณสม่ำเสมอและมีตลาดรองรับชัดเจน
โอกาสทางธุรกิจไม่ได้อยู่ที่การนำของเสียทุกชนิดมาแปรรูป แต่อยู่ที่การค้นหาผลพลอยได้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และสามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่าต้นทุนที่ต้องลงทุนเพิ่ม
2. ใช้เทคโนโลยีแปรรูปขั้นสูง เพิ่มมูลค่าจากองค์ประกอบที่มีอยู่
ผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมอาหารบางประเภทมีองค์ประกอบที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ หากผ่านกระบวนการที่เหมาะสม เทคโนโลยีการแปรรูปและชีวภาพจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาวัตถุดิบเหลือใช้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดใหม่
สกัดโปรตีนและเปปไทด์จากผลพลอยได้ของสัตว์น้ำ
เศษเนื้อ หนัง และส่วนต่าง ๆ จากการแปรรูปปลาอาจมีโปรตีนที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ กระบวนการ เช่น การย่อยด้วยเอนไซม์และการแยกองค์ประกอบ สามารถนำมาใช้พัฒนาโปรตีนไฮโดรไลเซตหรือส่วนผสมสำหรับผลิตภัณฑ์บางประเภทได้
อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติและการใช้งานของผลิตภัณฑ์ขึ้นอยู่กับชนิดวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และผลการทดสอบ จึงต้องมีการตรวจสอบความปลอดภัยและหลักฐานรองรับก่อนนำไปกล่าวอ้างประโยชน์ด้านสุขภาพหรือใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารเสริม
เพิ่มมูลค่าจากเปลือกและกากผลไม้
เปลือกผลไม้และกากจากการคั้นน้ำบางชนิดอาจมีใยอาหาร เพกทิน หรือสารประกอบอื่นที่สามารถนำไปพัฒนาเป็นส่วนผสมอาหารได้ ตัวอย่างเช่น การผลิตผงใยอาหารสำหรับเบเกอรี่ หรือการสกัดเพกทินเพื่อใช้ในผลิตภัณฑ์ที่ต้องการคุณสมบัติในการสร้างเนื้อสัมผัส
นอกจากนี้ วัตถุดิบบางประเภทอาจเหมาะกับการพัฒนาวัสดุชีวภาพหรือผลิตภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมอื่น หากผ่านการประเมินคุณสมบัติและความเป็นไปได้ทางเทคนิค
การเลือกเทคโนโลยีจึงควรเริ่มจากการวิเคราะห์องค์ประกอบของวัตถุดิบและความต้องการของตลาด ก่อนตัดสินใจลงทุนในเครื่องจักรหรือกระบวนการสกัดที่มีต้นทุนสูง
3. ควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง เพื่อรักษามูลค่าของวัตถุดิบ
ความท้าทายสำคัญของการนำผลพลอยได้มาใช้ประโยชน์ คือคุณภาพที่อาจเปลี่ยนแปลงตามแหล่งกำเนิด ระยะเวลาจัดเก็บ และสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เสื่อมสภาพได้ง่าย เช่น เศษผลไม้และผลพลอยได้จากสัตว์น้ำ
ผู้ประกอบการจึงควรออกแบบระบบควบคุมคุณภาพตั้งแต่จุดกำเนิด ไม่ใช่รอตรวจสอบเฉพาะเมื่อวัตถุดิบเข้าสู่โรงงานแปรรูป
เทคโนโลยีที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ ได้แก่
-
ระบบติดตามอุณหภูมิและระยะเวลาจัดเก็บ: ช่วยควบคุมสภาพระหว่างการรวบรวมและขนส่งตามข้อกำหนดของวัตถุดิบแต่ละประเภท
-
ระบบตรวจสอบย้อนกลับ: บันทึกแหล่งที่มา ล็อตการผลิต และข้อมูลการจัดการ เพื่อช่วยควบคุมคุณภาพและตรวจสอบปัญหา
-
AI และ Computer Vision: สามารถช่วยคัดแยกหรือประเมินลักษณะทางกายภาพของวัตถุดิบได้ในบางกรณี โดยต้องทดสอบความแม่นยำให้เหมาะกับการใช้งานจริง
เทคโนโลยีเหล่านี้จะสร้างประโยชน์ได้เมื่อเชื่อมโยงกับมาตรฐานการทำงานและระบบความปลอดภัยที่ชัดเจน ทั้งยังช่วยให้ผู้ประกอบการประเมินความสม่ำเสมอของวัตถุดิบและวางแผนการผลิตได้มีประสิทธิภาพขึ้น
4. สร้างตลาดใหม่ผ่านความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรม
ผลพลอยได้จากโรงงานหนึ่งอาจเป็นวัตถุดิบสำหรับอีกธุรกิจหนึ่ง การสร้างมูลค่าจึงไม่จำเป็นต้องดำเนินการภายในองค์กรเพียงลำพัง แต่สามารถอาศัยความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญและพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทาน
ตัวอย่างแนวทางความร่วมมือ ได้แก่
-
อาหารและเกษตรแปรรูป: เชื่อมโยงโรงงานกับผู้พัฒนาส่วนผสมอาหารหรือผู้ผลิตวัตถุดิบจากธรรมชาติ
-
เทคโนโลยีชีวภาพ: ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิจัยเพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบ พัฒนากระบวนการ และทดสอบผลิตภัณฑ์ต้นแบบ
-
วัสดุและบรรจุภัณฑ์ชีวภาพ: ศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเส้นใยหรือองค์ประกอบจากผลพลอยได้ไปพัฒนาเป็นวัสดุใหม่
-
อาหารสัตว์และพลังงานชีวภาพ: พิจารณาเป็นทางเลือกสำหรับวัตถุดิบที่ไม่เหมาะกับการนำกลับมาใช้เป็นอาหารมนุษย์ แต่ต้องผ่านข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
หัวใจสำคัญคือการจับคู่คุณสมบัติของวัตถุดิบกับความต้องการของผู้ซื้อ โดยประเมินทั้งปริมาณที่ส่งมอบได้ ความสม่ำเสมอของคุณภาพ ราคา และข้อกำหนดด้านกฎหมายก่อนเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์
ความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมช่วยเปิดทางให้ผลพลอยได้มีตลาดรองรับใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องให้โรงงานต้นทางลงทุนสร้างเทคโนโลยีและพัฒนาตลาดทั้งหมดด้วยตนเอง
5. วางกลยุทธ์ลงทุนให้คุ้มค่า พร้อมรักษามาตรฐานความปลอดภัย
แม้ Food Upcycling จะเปิดโอกาสในการสร้างรายได้และลดต้นทุนการจัดการของเสีย แต่การลงทุนจะคุ้มค่าหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ตั้งแต่ขนาดและความสม่ำเสมอของวัตถุดิบ ไปจนถึงต้นทุนพลังงาน การควบคุมคุณภาพ และความพร้อมของตลาด
ผู้บริหารจึงควรพิจารณาประเด็นสำคัญก่อนเริ่มโครงการ ได้แก่
หนึ่ง ประเมินความเป็นไปได้ทางธุรกิจ โดยคำนวณต้นทุนตลอดกระบวนการ ไม่ใช่เฉพาะค่าเครื่องจักรหรือค่าการแปรรูป รวมถึงต้นทุนเก็บรักษา ขนส่ง ตรวจสอบคุณภาพ และจัดการผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน
สอง ทดลองในระดับที่เหมาะสม เริ่มจากโครงการนำร่องเพื่อพิสูจน์คุณภาพ ผลผลิตจากกระบวนการ และความต้องการของลูกค้า ก่อนขยายกำลังการผลิต
สาม ลงทุนในมาตรฐานและความปลอดภัย โดยเฉพาะกรณีที่นำผลพลอยได้กลับมาใช้ในอาหาร อาหารสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีข้อกำหนดเฉพาะ ต้องตรวจสอบกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องก่อนนำออกจำหน่าย
สี่ กำหนดตัวชี้วัดให้ชัดเจน เช่น ปริมาณของเสียที่ลดลง ต้นทุนการกำจัดที่ประหยัดได้ รายได้จากผลิตภัณฑ์ใหม่ อัตราการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ประเมินได้
จากของเหลือในสายการผลิต สู่โอกาสเติบโตของธุรกิจอาหารไทย
การพลิกผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมอาหารให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ไม่ได้เป็นเพียงแนวทางลดของเสีย แต่ยังเป็นโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและพัฒนาธุรกิจให้มีแหล่งรายได้หลากหลายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการนำเทคโนโลยีมาใช้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยข้อมูลวัตถุดิบที่เชื่อถือได้ กระบวนการผลิตที่ปลอดภัย ความร่วมมือกับพันธมิตร และตลาดที่พร้อมรองรับผลิตภัณฑ์
สำหรับผู้ประกอบการไทย การเริ่มต้นจากการสำรวจผลพลอยได้ที่มีอยู่จริง ทดลองแนวทางที่เหมาะสม และขยายผลเมื่อพิสูจน์ความคุ้มค่าได้ จะช่วยเปลี่ยนสิ่งที่เคยเป็นภาระในการจัดการให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมอาหารที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ข้อมูลอ้างอิง:
- TDRI. (2562, 21 ตุลาคม). ขยะอาหาร เรื่องใกล้ แต่ใหญ่กว่าที่คิด. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย. https://tdri.or.th/2019/10/food-waste-is-a-close-issue-but-bigger-than-you-think/
- กะรัตลักษณ์ เหลี่ยมเพชร. (2562, 14 ตุลาคม). Food Waste ปัญหาร่วมระหว่างเรา และ โลก (1). สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย. https://tdri.or.th/2019/10/food-waste/
- TDRI. (2567, 21 กุมภาพันธ์). 'BCG' จุดสมดุล เศรษฐกิจ-สิ่งแวดล้อม. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย. https://tdri.or.th/2024/02/bcg-equilibrium-economic-environment/
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ในอุตสาหกรรมเสริมอาหารกับงาน Vitafoods Asia 2026
งานแสดงสินค้านวัตกรรมด้านโภชนาการ (nutraceutical) และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารระดับภูมิภาค และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย ที่มาร่วมโชว์สุดยอดนวัตกรรมเสริมอาหารจากทุกมุมโลก ภายในงานยังมีกิจกรรม Workshop สัมมนาที่น่าสนใจมากมาย

พลิกโฉมวัตถุดิบเกษตร: กลยุทธ์สร้างนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตเพื่อการเติบโตยั่งยืน
ประเทศไทยได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในครัวของโลก เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นรากฐานสำคัญในการผลิตอาหาร อย่างไรก็ตาม เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยจำนวนมากยังคงติดอยู่ในอุปสรรคสำคัญ

ไทยพลิกโฉมครัวโลก ด้วยนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต
THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารไทย จาก “ครัวของโลก” สู่ ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งเอเชีย ผ่านเทคโนโลยีอาหาร ความยั่งยืน และผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคต

BR Group ปรับกลยุทธ์เชิงรุก ผลักดัน "เนื้อเป็ด" สู่เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ
BR Group กำลังแสดงให้เห็นถึงทิศทางการปรับตัวของอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ผลิตโปรตีน ด้วยการวางกลยุทธ์อันชาญฉลาดในการผลักดัน "เนื้อเป็ด" ให้เป็นหนึ่งในตัวเลือกหลักสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ

สนค. ชี้ยุทธศาสตร์ 'New Foods' ญี่ปุ่น โอกาสทองธุรกิจอาหารไทย
การเคลื่อนไหวเชิงนโยบายครั้งสำคัญของรัฐบาลญี่ปุ่นกำลังเปิดหน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ให้กับอุตสาหกรรมอาหารโลก เมื่อโตเกียวประกาศร่างแผนการลงทุนภาครัฐและเอกชน (Public-Private Investment Roadmap) ระยะยาวถึงปี ค.ศ. 2040 หรือ พ.ศ. 2583 โดยยกระดับอุตสาหกรรม "อาหารใหม่" (New Foods)

เครือซีพีเฟ้นหานวัตกรรม Future Food หนุนสตาร์ทอัพ-SMEs บนเวที CP Innovation Exposition 2026
เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) กำลังเร่งผลักดันกลยุทธ์ด้านนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต หรือ Future Food อย่างจริงจัง โดยมีหมุดหมายสำคัญคือมหกรรม CP Innovation Exposition 2026 ที่จะเป็นเวทีเปิดตัวนวัตกรรมพลิกโฉมวงการ การเคลื่อนไหวนี้ตอกย้ำถึงวิสัยทัศน์ของเครือซีพีในการเป็นผู้นำด้านอาหารและเทคโนโลยี
