รับมือ "แพนิก" กลางที่ทำงาน: ทักษะที่คนทำงานยุคนี้ต้องมี ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว

รับมือ "แพนิก" กลางที่ทำงาน: ทักษะที่คนทำงานยุคนี้ต้องมี ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว

ฟังบทความนี้โดย AI

Business Leader Podcast

0:00
0:00

สรุปประเด็น

  • โรคแพนิกเกิดขึ้นแบบไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า และมีทั้งอาการทางกาย (ใจสั่น หายใจไม่ทัน) และทางจิตใจ (กลัวรุนแรง ควบคุมตัวเองไม่ได้)
  • การเกิดอาการในที่ทำงานสร้างความเครียดเพิ่มจากความอายและความรู้สึกโดดเดี่ยว
  • การหามุมสงบและลดสิ่งกระตุ้นรอบตัวคือขั้นแรกที่ช่วยให้ตั้งสติได้เร็วขึ้น
  • การยอมรับอาการและหายใจช้าๆ ได้ผลดีกว่าการพยายามฝืนหรือเก็บกด
  • การพูดคุยกับคนที่ไว้ใจและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น คือกุญแจสำคัญของการฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

ความเครียดสะสมจากภาระงาน เดดไลน์ และแรงกดดันในออฟฟิศ ทำให้ "โรคแพนิก" หรืออาการตื่นตระหนกเฉียบพลัน กลายเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่คนวัยทำงานเผชิญมากขึ้นเรื่อยๆ ผลสำรวจล่าสุดชี้ว่าคนวัยทำงานไทยถึง 76% เผชิญภาวะเครียดระดับปานกลางถึงรุนแรง จากบรรยากาศการทำงานที่ไม่เอื้ออำนวยและภาระงานที่หนักเกินไป [1] และหลายครั้งอาการก็ไม่ได้เลือกเวลาหรือสถานที่ บางทีมันเกิดขึ้นกลางที่ประชุม หน้าคอมพิวเตอร์ หรือระหว่างเดินอยู่ในออฟฟิศนี่แหละ

สำหรับองค์กรที่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะของพนักงาน (Employee Wellbeing) และสำหรับคนทำงานที่อยากรู้วิธีดูแลตัวเองเมื่อเผชิญสถานการณ์นี้ บทความนี้รวบรวมสัญญาณเตือนของโรคแพนิก พร้อมแนวทางรับมือเมื่อมันเกิดขึ้นในที่ทำงาน

โรคแพนิกคืออะไร ทำไมถึงเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว

โรคแพนิกเป็นภาวะที่ความกลัวและความวิตกกังวลพุ่งขึ้นมาอย่างฉับพลัน โดยไม่จำเป็นต้องมีสาเหตุหรืออันตรายทางกายภาพรองรับ อาการสามารถเกิดขึ้นได้แบบไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า และมักสร้างความรู้สึกเหมือนร่างกายและจิตใจถูกปิดกั้น จนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงการทำงานให้ทันในแต่ละวัน

สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่ากำลังเผชิญอาการแพนิก

อาการทางร่างกาย ที่พบบ่อย ได้แก่

  • หายใจไม่ทัน
  • ใจสั่น หัวใจเต้นแรงกะทันหัน
  • ตัวสั่น
  • รู้สึกเสียวซ่าตามร่างกาย

อาการทางจิตใจ ที่พบบ่อย ได้แก่

  • ความกลัวและวิตกกังวลอย่างรุนแรง
  • ความรู้สึกควบคุมตัวเองไม่ได้
  • รู้สึกเหมือนหายนะกำลังจะมาถึง
  • ความกลัวที่จะกลับไปอยู่ในสถานที่ที่เคยเกิดอาการมาก่อน

เมื่ออาการแพนิกเกิดขึ้นในที่ทำงาน ความเครียดยิ่งทวีคูณ

การรับมือกับโรคแพนิกที่บ้านก็ว่ายากแล้ว แต่เมื่อเกิดขึ้นในที่ทำงาน ยังมาพร้อมความรู้สึกอาย โดดเดี่ยว และกังวลสายตาคนรอบข้างเพิ่มเข้ามาอีกชั้น ต่อไปนี้คือแนวทางที่ช่วยให้รับมือได้ดีขึ้น

5 แนวทางรับมือเมื่ออาการแพนิกเกิดขึ้นในที่ทำงาน

  1. หามุมสงบ ลดสิ่งกระตุ้นรอบตัว เมื่อรู้สึกไม่สบายใจ สภาพแวดล้อมที่วุ่นวายจะยิ่งเร่งให้อาการตื่นตระหนกรุนแรงขึ้น การถอยไปยังพื้นที่เงียบๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องประชุมว่าง มุมเงียบในออฟฟิศ หรือแม้แต่ออกไปสูดอากาศนอกอาคาร จะช่วยให้ตั้งสติได้เร็วขึ้น
  2. อย่าฝืนเก็บอาการไว้คนเดียว การพยายามเมินเฉยและหวังว่าอาการจะหายไปเองมักทำให้สถานการณ์แย่ลง เพราะสมองยังต้องแบกภาระคอยกดข่มความรู้สึกไปพร้อมกับงานตรงหน้า การยอมรับว่ากำลังเกิดอาการ และให้เวลาตัวเองผ่านมันไปทีละขั้น เป็นทางที่ได้ผลกว่า
  3. หายใจช้าๆ แทนการต่อสู้กับความรู้สึก สัญชาตญาณของคนเรามักอยากหยุดความรู้สึกแย่ๆ ให้เร็วที่สุด แต่การฝืนกลับยิ่งทำให้อาการรุนแรงขึ้น การหายใจเข้าออกช้าๆ พร้อมบอกตัวเองว่าอาการนี้จะผ่านไปในที่สุด ช่วยให้ระบบประสาทค่อยๆ กลับสู่ภาวะปกติ
  4. ศึกษาข้อมูลไว้ล่วงหน้า การมีความรู้พื้นฐานเรื่องสัญญาณ อาการ และแนวทางรักษาโรคแพนิก ทำให้รับมือกับสถานการณ์ได้อย่างมั่นใจขึ้น ทั้งกับตัวเองและเพื่อนร่วมงานที่อาจเผชิญปัญหาเดียวกัน
  5. อย่าเผชิญคนเดียว พูดคุยกับคนที่ไว้ใจได้ การโทรหรือพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ แม้จะไม่ได้ช่วยให้อาการหายทันที แต่ความรู้สึกว่ามีคนพร้อมรับฟังและอยู่เคียงข้าง ช่วยให้ใจสงบลงได้มาก และหากอาการรุนแรงหรือเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เช่น จิตบำบัดหรือการใช้ยาภายใต้คำแนะนำแพทย์

การฝืนเก็บอาการแพนิกไว้คนเดียวมักทำให้อาการแย่ลง เพราะสมองต้องแบกรับทั้งการกดข่มความรู้สึกและงานตรงหน้าไปพร้อมกัน — การยอมรับและขอความช่วยเหลือจึงได้ผลกว่าการฝืนทน

ทำไมองค์กรควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

สุขภาพจิตพนักงานส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานและอัตราการลาออก ข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมไทยพบว่าองค์กรที่พนักงานเผชิญความไม่สุขทางใจและภาวะซึมเศร้าต่อเนื่อง มีอัตราการลาออกสูงถึง 5-10% ต่อปี [1] การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างต่อประเด็นสุขภาพจิต พร้อมพื้นที่ปลอดภัยให้พนักงานได้พักฟื้นเมื่อเผชิญความเครียดเฉียบพลัน ไม่เพียงช่วยพนักงานแต่ละคน แต่ยังเป็นการลงทุนระยะยาวที่ส่งผลดีต่อภาพรวมขององค์กรด้วย

องค์กรที่พนักงานเผชิญภาวะไม่สุขทางใจต่อเนื่องมีอัตราการลาออกสูงถึง 5-10% ต่อปี การดูแลสุขภาพจิตพนักงานจึงไม่ใช่แค่สวัสดิการ แต่เป็นการลงทุนที่ส่งผลต่อผลประกอบการโดยตรง

บทสรุป: จากเรื่องส่วนตัวสู่ทักษะที่องค์กรต้องลงทุน

อาการแพนิกที่เกิดขึ้นกลางที่ทำงานไม่ใช่เรื่องที่ผู้ที่เผชิญต้องแบกรับเพียงลำพัง และไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ แต่เป็นปฏิกิริยาของร่างกายและจิตใจต่อแรงกดดันสะสม ซึ่งสามารถเกิดกับใครก็ได้ในองค์กร

สำหรับผู้บริหารและฝ่ายทรัพยากรบุคคล ประเด็นนี้ควรถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ดูแลบุคลากร ไม่ใช่แค่นโยบายสวัสดิการที่มีไว้เพื่อภาพลักษณ์ การฝึกอบรมหัวหน้างานให้รู้จักสัญญาณเตือนของโรคแพนิก การจัดพื้นที่สงบให้พนักงานได้พักฟื้นเมื่อเผชิญความเครียดเฉียบพลัน และการเปิดพื้นที่ให้พูดคุยเรื่องสุขภาพจิตได้อย่างไม่ถูกตีตรา ล้วนเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนกลับมาในรูปของประสิทธิภาพการทำงานและอัตราการรักษาพนักงานที่ดีขึ้น คำถามที่องค์กรควรถามตัวเองต่อจากนี้ จึงไม่ใช่ "เราจะรับมืออย่างไรเมื่อพนักงานมีอาการแพนิก" แต่เป็น "เราได้สร้างสภาพแวดล้อมที่ลดโอกาสเกิดอาการเหล่านี้ตั้งแต่ต้นทางแล้วหรือยัง"

ข้อมูลอ้างอิง:

Hfocus. (2567, 31 กรกฎาคม). สสส.เผยคนวัยทำงานมีภาวะเครียด เหตุบรรยากาศไม่ดี-ภาระงานหนักเกินไป 76%. Hfocus.org. https://www.hfocus.org/content/2024/07/31045

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ถอดหมวกผู้นำก่อนเปิดประตูบ้าน ศิลปะการฟังคนข้างกายโดยไม่ต้องรีบแก้ปัญหา

ถอดหมวกผู้นำก่อนเปิดประตูบ้าน ศิลปะการฟังคนข้างกายโดยไม่ต้องรีบแก้ปัญหา

การถอดบทบาทผู้นำเมื่อกลับเข้าบ้านคือหัวใจสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ บทความนี้นำเสนอแนวทางเปลี่ยนมุมมองจากการด่วนแก้ปัญหามาเป็นการรับฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ การสร้างช่วงเวลาปรับอารมณ์ก่อนเข้าบ้าน การใช้คำถามเพื่อแยกแยะความต้องการ

9 นาที
"เวลา" ทรัพยากรที่ธุรกิจซื้อคืนให้พนักงานไม่ได้ ทำไม Work-Life Balance ถึงสำคัญกว่าที่คิด

"เวลา" ทรัพยากรที่ธุรกิจซื้อคืนให้พนักงานไม่ได้ ทำไม Work-Life Balance ถึงสำคัญกว่าที่คิด

ในโลกการทำงานที่แข่งขันสูง หลายคนทุ่มเทเวลาเพื่อสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว จนอาจลืมไปว่าสิ่งที่คนที่เรารักต้องการมากที่สุดคือ "เวลา" ที่ซื้อคืนไม่ได้ การสร้างสมดุล Work-Life Balance จึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นต้นทุนและความอยู่รอดที่ทั้งคนทำงานและองค์กรต้องใส่ใจร่วมกัน

8 นาที
การฝึกสลับจังหวะระบบประสาทเพื่อสลายความตึงเครียดและคงความสุขุมในการบริหาร

การฝึกสลับจังหวะระบบประสาทเพื่อสลายความตึงเครียดและคงความสุขุมในการบริหาร

บทความนี้กล่าวถึงความสำคัญของการบริหาร “สภาวะจิตใจและระบบประสาท” สำหรับผู้นำยุคใหม่ ผ่านแนวคิดการสลับจังหวะระหว่างโหมดทำงานหนักและโหมดฟื้นฟู (คันเร่งและเบรก) โดยใช้เทคนิคการปรับลมหายใจ การคลายความเกร็งทางร่างกาย การพักสายตา และการสร้าง Micro-Break เพื่อช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด คืนความสุขุม

9 นาที
"สัญญาณเตือน" ก่อนโศกนาฏกรรม: นักจิตวิทยาเด็กแนะพ่อแม่-ครู สังเกตอะไรในตัวเด็ก

"สัญญาณเตือน" ก่อนโศกนาฏกรรม: นักจิตวิทยาเด็กแนะพ่อแม่-ครู สังเกตอะไรในตัวเด็ก

ถอดบทเรียนแนวทางสังเกตและป้องกันความรุนแรงในโรงเรียนผ่าน 4 กลุ่มสัญญาณเตือนสำคัญ ทั้งการสื่อสาร (Leakage) อารมณ์ พฤติกรรม และการเรียน พร้อมข้อแนะนำสำหรับพ่อแม่ ครู และโรงเรียน ในการรับมือ ร่วมมือ และสร้างพื้นที่ปลอดภัย เพื่อหยุดยั้งโศกนาฏกรรมก่อนสายเกินไป

7 นาที
งานที่มองไม่เห็น: สิ่งที่กำลังบั่นทอนพนักงานมือดีที่สุดของคุณ

งานที่มองไม่เห็น: สิ่งที่กำลังบั่นทอนพนักงานมือดีที่สุดของคุณ

ผู้นำมักประเมินงานจากตัวชี้วัดที่เห็นได้ชัด แต่มองข้าม "ภาระทางใจ" (Mental Load) หรืองานด้านกระบวนการคิดและอารมณ์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้พนักงานมือดีเกิดภาวะหมดไฟและลาออก บทความนี้ชวนเจาะลึกผลกระทบเมื่อเรื่องงานและชีวิตปะทะกัน พร้อม 4 แผนที่นำทางสำหรับผู้นำเพื่อช่วยลดภาระทางใจให้ทีมงาน

7 นาที
บมจ.เอกชัยการแพทย์ (EKH) ทุ่ม 400 ล้าน เปิด รพ.สุขภาพจิต Bloom Mental Wellness

บมจ.เอกชัยการแพทย์ (EKH) ทุ่ม 400 ล้าน เปิด รพ.สุขภาพจิต Bloom Mental Wellness

EKH ทุ่มงบกว่า 400 ล้านบาท เดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจสุขภาพ เปิดตัว Bloom Mental Wellness Hospital โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสุขภาพจิตระดับพรีเมียมขนาด 50 เตียง ย่านเพชรเกษม ชูนวัตกรรมเยียวยาใจครบวงจรเพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสเติบโตในตลาดเฉพาะทางที่มีความต้องการสูง

5 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง