
ส่งออกไทยกันยายน 2569 โต 24% แต่นำเข้าพุ่ง 50.4% ขาดดุลการค้า 5.86 พันล้านดอลลาร์
สรุปประเด็น
-
ส่งออกไทย ก.ย. 2569 โต 24% แตะ 38,438.9 ล้านดอลลาร์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 27
-
สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI และ Data Center เป็นแรงขับเคลื่อนหลักดันยอดส่งออกพุ่งสูง
-
นำเข้าขยายตัวแรง 50.4% จากความต้องการสินค้าทุน วัตถุดิบ และพลังงาน ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 5,856.6 ล้านดอลลาร์
-
การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นสะท้อนการลงทุนและผลิตในประเทศ โจทย์สำคัญคือการต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มภายในที่ยั่งยืน
การค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนกันยายน 2569 ส่งสัญญาณเติบโตอย่างโดดเด่น โดยมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 38,438.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 27
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับอานิสงส์จากความต้องการสินค้าเทคโนโลยีทั่วโลก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center รวมถึงการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ที่ยังมีความต้องการสินค้าในกลุ่มดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวถึง 66.3% ขณะที่การส่งออกเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบขยายตัว 59.4% และแผงวงจรไฟฟ้าขยายตัว 45.9% สะท้อนบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานสินค้าเทคโนโลยีที่กำลังเติบโต
นอกจากนี้ ตลาดส่งออกหลักของไทย ทั้งสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และอาเซียน ยังขยายตัวในเดือนดังกล่าว ทำให้ภาพรวมการส่งออกมีแรงสนับสนุนจากหลายตลาด แม้บางภูมิภาคยังเผชิญข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์
การเติบโตของการส่งออกไทยรอบนี้ไม่ได้มาจากสินค้าเกษตรหรือสินค้าอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว แต่มีสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
นำเข้าพุ่ง 50.4% ดันไทยขาดดุลการค้าเกือบ 5.9 พันล้านดอลลาร์
แม้การส่งออกจะเติบโตสูง แต่ภาพรวมการค้าระหว่างประเทศกลับมีอีกด้านที่ต้องจับตา เมื่อมูลค่าการนำเข้าเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นถึง 50.4% อยู่ที่ 44,295.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่ามูลค่าการส่งออกในเดือนเดียวกัน ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 5,856.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าการนำเข้าขยายตัวเร็วกว่าการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ โดยส่วนหนึ่งมาจากความต้องการสินค้าทุนและวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นตามกิจกรรมการลงทุนและการผลิตในประเทศ
ข้อมูลจาก SCB EIC ระบุว่า การนำเข้าสินค้าทุนขยายตัวถึง 92.3% โดยเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รวมถึงเครื่องจักรไฟฟ้า สอดคล้องกับการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และธุรกิจ Data Center
ขณะเดียวกัน การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัว 41.2% โดยมีอุปกรณ์และส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เป็นองค์ประกอบสำคัญ ส่วนการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงขยายตัว 45.7% ตามปัจจัยด้านราคาพลังงานและความต้องการนำเข้า
ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นมีหลายองค์ประกอบ ทั้งสินค้าที่ใช้สนับสนุนการลงทุน วัตถุดิบสำหรับการผลิต และพลังงาน จึงไม่ควรตีความการขาดดุลการค้าเพียงด้านเดียวว่าเป็นสัญญาณลบต่อเศรษฐกิจทั้งหมด
ขาดดุลสูงขึ้น แต่บางส่วนสะท้อนการลงทุนและการผลิตที่ขยายตัว
ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ โครงสร้างของสินค้านำเข้า เพราะการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบอาจเป็นส่วนหนึ่งของการขยายกำลังการผลิตและการลงทุนในอนาคต
ตัวอย่างเช่น การนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อาจเกี่ยวข้องกับการลงทุนในโรงงาน ระบบประมวลผลข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ขณะที่การนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ก็อาจเชื่อมโยงกับการผลิตสินค้าส่งออกในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม การนำเข้าสินค้าทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศโดยอัตโนมัติ ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจยังขึ้นอยู่กับว่าการลงทุนดังกล่าวสามารถเพิ่มผลิตภาพ สร้างการจ้างงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยี และเชื่อมโยงกับผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศได้มากน้อยเพียงใด
อีกด้านหนึ่ง การนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบที่มีราคาผันผวนยังเป็นความเสี่ยงต่อต้นทุนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ผลิตที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง
การขาดดุลการค้าไม่ใช่ตัวชี้วัดความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจเพียงตัวเดียว แต่ต้องพิจารณาว่าไทยนำเข้าอะไร และสินค้านำเข้าเหล่านั้นสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการผลิตและเศรษฐกิจในประเทศได้มากเพียงใด
ผู้ส่งออกไทยต้องรับมือทั้งโอกาสและความเสี่ยงจากตลาดโลก
สำหรับผู้ส่งออกไทย การเติบโตของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สะท้อนโอกาสจากกระแสการลงทุนด้าน AI และ Data Center ที่ยังสนับสนุนความต้องการสินค้าในห่วงโซ่เทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาสินค้าหรืออุตสาหกรรมบางกลุ่มมากเกินไปอาจทำให้การส่งออกมีความอ่อนไหวต่อวัฏจักรเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก
ผู้ประกอบการจึงควรพิจารณากระจายตลาดส่งออกและพัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น พร้อมติดตามมาตรการทางการค้าและเงื่อนไขการนำเข้าของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะตลาดหลักที่มีความสำคัญต่อรายได้ของธุรกิจ
ในส่วนของผู้นำเข้าและผู้ผลิต ควรติดตามต้นทุนวัตถุดิบ เครื่องจักร และพลังงานอย่างใกล้ชิด รวมถึงประเมินความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการนำเข้าที่มีมูลค่าสูงขึ้นอาจเพิ่มภาระด้านเงินทุนหมุนเวียนและต้นทุนการดำเนินงาน
ธุรกิจที่สามารถบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานได้ดี มีแหล่งจัดซื้อที่หลากหลาย และวางแผนต้นทุนล่วงหน้า จะมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเมื่อตลาดโลกเกิดความผันผวน
จับตาดุลการค้าไทย 9 เดือนแรก ขาดดุลสะสมกว่า 4.36 หมื่นล้านดอลลาร์
เมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกันยายน 2569 ไทยมีมูลค่าการส่งออกรวม 304,588.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 19.6% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 348,282.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 37.8% ส่งผลให้ขาดดุลการค้าสะสม 43,693.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าการนำเข้าของไทยขยายตัวเร็วกว่าการส่งออกต่อเนื่องในภาพรวม 9 เดือนแรก แม้การส่งออกจะทำสถิติเติบโตสูง แต่ยังมีความจำเป็นต้องติดตามความสมดุลระหว่างการสร้างรายได้จากตลาดต่างประเทศกับการพึ่งพาสินค้าและวัตถุดิบจากต่างประเทศ
โจทย์ของการค้าไทยในระยะต่อไปไม่ใช่เพียงการเพิ่มยอดส่งออก แต่ต้องเพิ่มสัดส่วนมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ลดข้อจำกัดด้านการพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ และเชื่อมโยงการลงทุนเข้ากับผู้ผลิตไทยให้มากขึ้น
เปลี่ยนยอดส่งออกที่เติบโต ให้เป็นมูลค่าเพิ่มในประเทศ
ตัวเลขการส่งออกเดือนกันยายนสะท้อนศักยภาพของไทยในการเชื่อมโยงกับความต้องการสินค้าเทคโนโลยีในตลาดโลก ขณะที่การนำเข้าที่ขยายตัวสูงก็แสดงให้เห็นถึงความต้องการลงทุนและวัตถุดิบของภาคธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของการค้าระหว่างประเทศจะสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจได้มากขึ้น เมื่อประเทศไทยสามารถต่อยอดจากการนำเข้าสินค้าทุนและชิ้นส่วนไปสู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นภายในประเทศ
ภาคธุรกิจจึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ การยกระดับเทคโนโลยีการผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้วัตถุดิบ และการสร้างความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานระหว่างผู้ประกอบการไทยกับบริษัทต่างชาติ
ท้ายที่สุด การส่งออกที่เติบโตสูงเป็นสัญญาณบวก แต่ความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการค้าและการลงทุนภายในประเทศต่างหากที่จะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ข้อมูลอ้างอิง:
-
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) — ภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยประจำเดือนกันยายน 2569 — ข้อมูลทางการเกี่ยวกับมูลค่าส่งออก นำเข้า และดุลการค้า
-
SCB EIC — ส่งออกและนำเข้าไทยเดือน ก.ย. 2026 ยังโตสูงจากกระแสดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ เผยแพร่วันที่ 26 ตุลาคม 2569 — วิเคราะห์โครงสร้างสินค้าและปัจจัยที่ทำให้การนำเข้าเพิ่มขึ้น
-
The Nation — Thai trade gap hits US$5.86bn in September as imports surge เผยแพร่วันที่ 26 ตุลาคม 2569 — รายงานสถานการณ์ดุลการค้าและการเติบโตของการส่งออกและนำเข้า
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Reinvent Thailand เชื่อม 7 กลุ่มธุรกิจ สู่แผนปฏิบัติการฟื้นเศรษฐกิจไทย
รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ ร่วมมือกับ กกร. ผลักดันโครงการ Reinvent Thailand ผ่านกลไก กรอ. เพื่อยกระดับภาคเอกชนสู่การร่วมกำหนดนโยบาย มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตั้งเป้าดัน GDP โตไม่น้อยกว่า 3% และการลงทุนแตะ 30% ของ GDP ชู 7 กลุ่มธุรกิจเป้าหมาย และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจ

สายการบิน 'ริยาด แอร์' (Riyadh Air) เปิดเที่ยวบินตรงปฐมฤกษ์เชื่อมริยาด-สุวรรณภูมิ หวังเร่งยกระดับการค้าและการท่องเที่ยวระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบีย
ริยาด แอร์ เปิดเที่ยวบินตรงปฐมฤกษ์เชื่อมกรุงริยาดสู่กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) เสริมยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบีย พร้อมเพิ่มโอกาสการลงทุนข้ามพรมแดนและรองรับการเติบโตตามแผน Vision 2030 ของซาอุดีอาระเบีย

อินเดียอัดงบระบบราง 3 หมื่นล้านดอลลาร์ เปิดโอกาสผู้ส่งออกไทย แต่ต้องผ่านเงื่อนไขจัดซื้อ
อินเดียเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรางครั้งใหญ่ ด้วยงบประมาณปี 2026–2027 ราว 30,920 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.93 ล้านล้านรูปี เปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกไทยในกลุ่มเครื่องจักรก่อสร้าง อุปกรณ์ไฟฟ้า สายไฟและสายเคเบิล ตลอดจนวัสดุและอุปกรณ์อุตสาหกรรม

เปิดประเทศรับเงินทุนอย่างไรไม่ให้ซ้ำรอยวิกฤตปี 2540? บทเรียนจากสิงคโปร์
การดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ประสบการณ์จาก วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เตือนให้เห็นว่า เงินทุนที่ไหลเข้ามาจำนวนมากไม่ได้รับประกันว่าเศรษฐกิจจะมีเสถียรภาพ หากขาดระบบบริหารความเสี่ยงและการกำกับดูแลที่เหมาะสม

สงครามการค้าเปลี่ยนโลก ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและแนวทางปรับตัว
การสัมมนา BOT Symposium 2025 ได้สะท้อนภาพผลกระทบของสงครามการค้าและนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนภูมิทัศน์การค้าระหว่างประเทศอย่างสิ้นเชิง พร้อมชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย และเสนอแนวทางการปรับตัวเพื่อสร้างความแข็งแกร่งจากภายในและเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

WHA Group คงอันดับเครดิต A- Stable รับโอกาสลงทุน Data Center และอุตสาหกรรมใหม่
WHA Group ได้รับการคงอันดับเครดิตองค์กรที่ A- แนวโน้ม Stable จากทริสเรทติ้ง สะท้อนความแข็งแกร่งด้านการเงินและการบริหารสภาพคล่อง ท่ามกลางโอกาสจากการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของอาเซียน
