
SCB EIC ประเมินก่อสร้างภาครัฐปี 2570 หดตัว 5% จับตาวัสดุก่อสร้างรับแรงกดดันจากดีมานด์และสินค้านำเข้า
สรุปประเด็น
-
งานก่อสร้างภาครัฐปี 2570 มีแนวโน้มหดตัว 5%: มูลค่าจะลดลงเหลือราว 927,000 ล้านบาท ตามการลดลงของงบลงทุนภาครัฐที่คาดว่าจะลดลงประมาณ 13% ทำให้ไม่ใช่แรงขับเคลื่อนหลักของตลาด
-
ภาคเอกชนทรงตัวโดยได้แรงส่งจากโรงงานและ Data Center: ตลาดเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและอุตสาหกรรม รับอนิสงส์จากการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุน AI และความต้องการโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล
-
ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างเผชิญศึกสองด้าน: รับแรงกดดันทั้งจากอุปสงค์ในประเทศที่ชะลอตัว และการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาต่ำอย่างเหล็กและกระเบื้อง ทำให้ต้องเร่งคุมต้นทุนและสร้างจุดเด่น
-
CBAM และกติกาโลกกดดันอุตสาหกรรมเหล็ก: การบริหารจัดการคาร์บอน (Carbon Management) กลายเป็นความสามารถในการแข่งขัน ผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อมเรื่องข้อมูลการปล่อยคาร์บอนก่อนมาตรการมีผลเต็มรูปแบบ
-
SME ต้องกระจายความเสี่ยงและคุมเงินทุนหมุนเวียน: แนะผู้ประกอบการขยายสู่ตลาด Renovation, Energy Efficiency และ Green Building เพื่อลดการพึ่งพางานรัฐ พร้อมเร่งบริหาร Cash Flow รับมือตลาดผันผวน
ปี 2570 อาจเป็นอีกปีที่อุตสาหกรรมก่อสร้างไทยต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างตลาด เมื่อ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ประเมินว่า มูลค่างานก่อสร้างภาครัฐจะหดตัวประมาณ 5% YoY เหลือราว 927,000 ล้านบาท ตามการลดลงของงบประมาณลงทุนภาครัฐประมาณ 13%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ภาครัฐอาจไม่ได้เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดก่อสร้างในระดับเดียวกับช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อการลงทุนโครงการขนาดใหญ่และงานสาธารณูปโภคต้องเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณ ขณะที่ผู้รับเหมาและผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานจำเป็นต้องปรับแผนการรับงานและบริหารกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับดีมานด์ที่เปลี่ยนไป
โจทย์ของธุรกิจก่อสร้างในปี 2570 อาจไม่ใช่เพียง “ตลาดจะโตหรือหดตัว” แต่คือ “ดีมานด์กำลังย้ายจากตลาดไหนไปสู่ตลาดไหน”
ภาครัฐชะลอ แต่เอกชนยังมีแรงส่งจากโรงงานและ Data Center
แม้ตลาดก่อสร้างภาครัฐมีแนวโน้มชะลอตัว แต่ฝั่ง ภาคเอกชน ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมและโครงการ Data Center ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนด้าน AI และความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลในภูมิภาค
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวกำลังทำให้โครงสร้างดีมานด์ของอุตสาหกรรมก่อสร้างเปลี่ยนไป จากเดิมที่โครงการสาธารณูปโภคของรัฐมีบทบาทสูง ไปสู่การลงทุนของภาคเอกชนใน Industrial Infrastructure และ Digital Infrastructure
สำหรับบริษัทรับเหมาก่อสร้าง การเปลี่ยนแปลงนี้อาจหมายถึงการต้องปรับทั้ง Portfolio ของงาน ความเชี่ยวชาญ และพันธมิตรทางธุรกิจ เพราะโครงการประเภทโรงงานและ Data Center มีข้อกำหนดด้านวิศวกรรม ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น ระบบความปลอดภัย และมาตรฐานการก่อสร้างที่แตกต่างจากโครงการทั่วไป
ดังนั้น การมีความสามารถในการเข้าถึงโครงการใหม่เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องพัฒนาขีดความสามารถให้สอดคล้องกับประเภทของการลงทุนที่กำลังเพิ่มขึ้นด้วย
วัสดุก่อสร้างเผชิญแรงกดดันสองด้าน
อีกกลุ่มที่ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดคือ อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง ซึ่งต้องเผชิญแรงกดดันทั้งจากด้านอุปสงค์และการแข่งขัน
ด้านแรกคือ ดีมานด์ในประเทศ ที่มีแนวโน้มชะลอตัวตามตลาดก่อสร้าง โดยเฉพาะเมื่อการลงทุนภาครัฐลดลง ขณะที่อีกด้านคือการแข่งขันจาก สินค้านำเข้าราคาต่ำ ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะสินค้าอย่าง เหล็กและกระเบื้อง
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการต้องบริหารทั้ง ปริมาณการผลิต ต้นทุน และราคาขาย อย่างระมัดระวัง เพราะเมื่อดีมานด์ชะลอตัว การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้นอาจกดดันความสามารถในการรักษาระดับกำไรของธุรกิจ
สำหรับบริษัทวัสดุก่อสร้างขนาดใหญ่ การแข่งขันจึงไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการควบคุมต้นทุน การพัฒนาสินค้าที่มีความแตกต่าง และการสร้างตลาดใหม่เพื่อชดเชยความอ่อนตัวของตลาดเดิม
เมื่อดีมานด์ในประเทศชะลอตัวพร้อมกับสินค้านำเข้าที่แข่งขันด้านราคา ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างจำเป็นต้องเปลี่ยนจากกลยุทธ์ “ผลิตให้มากขึ้น” ไปสู่ “ผลิตให้มีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น”
CBAM เพิ่มโจทย์ใหม่ให้ธุรกิจเหล็ก
นอกจากการแข่งขันในประเทศแล้ว ผู้ประกอบการเหล็กยังต้องเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงของกติกาการค้าโลก โดยเฉพาะ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป ซึ่งให้ความสำคัญกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ฝังอยู่ในสินค้าที่นำเข้าสู่ตลาดยุโรป
ประเด็นนี้ทำให้ Carbon Management กลายเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตเหล็กมากขึ้น เพราะธุรกิจต้องให้ความสำคัญทั้งกับกระบวนการผลิต ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การจัดเก็บข้อมูลการปล่อยคาร์บอน และความสามารถในการตอบสนองต่อข้อกำหนดของตลาดปลายทาง
สำหรับผู้ประกอบการที่อยู่ในห่วงโซ่การส่งออก การเตรียมตัวจึงไม่ควรรอจนมาตรการมีผลเต็มรูปแบบ แต่ควรเริ่มตั้งแต่การทำ Carbon Footprint และ Carbon Data Management ไปจนถึงการประเมินต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม
ในระยะยาว มาตรฐานด้านคาร์บอนอาจไม่ได้เป็นเพียงข้อจำกัดทางการค้า แต่กลายเป็นหนึ่งในเกณฑ์ที่ผู้ซื้อ นักลงทุน และบริษัทข้ามชาติใช้พิจารณาคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน
SME ก่อสร้างต้องกระจายความเสี่ยงจากงานภาครัฐ
สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยในห่วงโซ่ก่อสร้าง การพึ่งพางานประมูลภาครัฐเพียงตลาดเดียวอาจเพิ่มความเสี่ยงในช่วงที่งบลงทุนภาครัฐชะลอตัว
หนึ่งในแนวทางคือการกระจายไปยัง ตลาด Renovation, Energy Efficiency และ Green Building ซึ่งมีความต้องการจากทั้งอาคารสำนักงาน โรงงาน และภาคธุรกิจที่ต้องการลดต้นทุนพลังงานและยกระดับมาตรฐานอาคาร
นอกจากการหาตลาดใหม่แล้ว Cash Flow Management ยังเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องรับภาระต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายก่อนที่จะได้รับเงินจากโครงการ
การบริหารเครดิตลูกค้า การควบคุมสินค้าคงคลัง และการวางแผนเงินทุนหมุนเวียนอย่างใกล้ชิด จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาความสามารถในการดำเนินธุรกิจในช่วงตลาดผันผวน
จากตลาดก่อสร้างสู่การปรับโครงสร้างธุรกิจ
ภาพของอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในปี 2570 จึงไม่ได้สะท้อนเพียงการชะลอตัวของงานภาครัฐ แต่กำลังแสดงให้เห็นถึง การเปลี่ยนแปลงของแหล่งที่มาของดีมานด์ อย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่การลงทุนภาครัฐมีแนวโน้มลดลง การลงทุนของภาคเอกชนใน โรงงานอุตสาหกรรม Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล กลายเป็นตลาดที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญมากขึ้น
สำหรับอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง โจทย์ยิ่งซับซ้อนขึ้นจากทั้ง ดีมานด์ในประเทศที่อ่อนตัว การแข่งขันจากสินค้านำเข้า และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น
การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมก่อสร้างไม่ได้หมายความว่าตลาดกำลังหายไป แต่หมายถึง “ตลาดกำลังเปลี่ยนรูป” และผู้ประกอบการที่ปรับ Portfolio ได้เร็วจะมีโอกาสรับดีมานด์จากแหล่งใหม่ได้มากกว่า
ดังนั้น กลยุทธ์ของผู้ประกอบการในระยะต่อไปอาจต้องขยับจากการรอรอบการลงทุนของภาครัฐ ไปสู่การสร้างความสามารถในการเข้าถึง Private Investment, Industrial Projects และ Digital Infrastructure ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและมาตรฐานสิ่งแวดล้อม
ท้ายที่สุด ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างในรอบใหม่นี้ อาจไม่ได้วัดจากขนาดกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดจากความสามารถในการ เลือกตลาดที่มีศักยภาพ ควบคุมต้นทุน ปรับตัวต่อกติกาการค้า และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ ได้เร็วเพียงใด
ข้อมูลอ้างอิง:
- THE STANDARD WEALTH. (2569). SCB EIC ประเมินมูลค่างานก่อสร้างภาครัฐปี 2570 หดตัว. THE STANDARD. https://thestandard.co/scb-eic-construction-shrink-2027
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Nvidia เตรียมขึ้นราคาเซิร์ฟเวอร์ AI กว่า 15% สัญญาณที่บอกว่าต้นทุน AI Infrastructure กำลังแพงขึ้นอีกระลอก
Nvidia เตรียมปรับราคาเซิร์ฟเวอร์ AI Vera Rubin และ Grace Blackwell ขึ้นกว่า 15% ในต้นปีหน้า หลังต้นทุนชิปหน่วยความจำพุ่ง กระทบห่วงโซ่ Microsoft Google Oracle พร้อมประกาศผล Q2 26 ส.ค. นี้

SCB EIC ชี้ครัวเรือนไทย “รายได้หดครั้งแรกในรอบ 6 ปี” หนี้ยังสูง-กำลังซื้อถอย
SCB EIC เปิดผลสำรวจครัวเรือนไทยปี 2568 พบสัญญาณน่าเป็นห่วง รายได้เฉลี่ยหดตัว 2.5% เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ขณะที่ครัวเรือนรายได้น้อยแบกภาระหนี้สูงและต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากภาครัฐมากขึ้น กำลังซื้อที่ถดถอยลงส่งผลให้การบริโภคชะลอตัว กลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่อาจฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า

Think Trade Think DITP 105 : BCG กับอนาคตอาหารไทย: โอกาสใหม่ในตลาดส่งออกยั่งยืน
สำรวจโอกาสอุตสาหกรรมอาหารไทยภายใต้โมเดล BCG ที่ภาครัฐตั้งเป้าดันมูลค่าสู่ 4.4 ล้านล้านบาท พร้อมถอดบทเรียนนวัตกรรมรักษ์โลกที่คว้ารางวัลระดับสากล และ 3 แนวทางสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านข้อมูล ESG และกติกาการค้าใหม่อย่าง CBAM และ EUDR เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

BOI อนุมัติ Data Center 2 โครงการกว่า 6 หมื่นล้าน หนุนไทยสู่ดิจิทัลฮับอาเซียน
บอร์ด BOI มีมติเมื่อ 1 พ.ย. 2567 อนุมัติส่งเสริมการลงทุน Data Center 2 โครงการในจังหวัดชลบุรี มูลค่ารวม 60,760 ล้านบาท จาก Quartz Computing ในเครือ Google และ Digitalland Services ในเครือ GDS เชื่อมโยงโอกาสในห่วงโซ่อุปทานดิจิทัลของไทย

SCB EIC ชี้ 3 หุ้นก่อสร้าง-อสังหาฯ แกร่งฝ่าเศรษฐกิจผันผวน
SCB EIC ชี้ 3 หุ้นเด่น CCP, ORN, TEKA ในธุรกิจวัสดุก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ไทย แข็งแกร่งด้วยฐานะการเงินและ Backlog รับมือต้นทุนพุ่งและเศรษฐกิจผันผวนได้อย่างน่าสนใจ

PPP เมกะโปรเจกต์ไทย: เครื่องมือระดมทุนล้านล้านบาท ที่กำลังเจอบททดสอบความน่าเชื่อถือ
PPP กำลังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานไทย ด้วย Pipeline 135 โครงการ มูลค่า 1.19 ล้านล้านบาท ขณะที่กรณีไฮสปีด 3 สนามบินกำลังสะท้อนโจทย์สำคัญของ PPP ระยะยาว ตั้งแต่ต้นทุน การเงิน การจัดสรรความเสี่ยง ไปจนถึงความยืดหยุ่นของสัญญา
