รัฐบาลเร่งปิดดีล FTA ไทย–EU หนุนส่งออกสิ่งทอไทยโต 57% เปิดโอกาสสู่ตลาดยุโรป

รัฐบาลเร่งปิดดีล FTA ไทย–EU หนุนส่งออกสิ่งทอไทยโต 57% เปิดโอกาสสู่ตลาดยุโรป

สรุปประเด็น

  • เร่งสรุป FTA ไทย–EU: รัฐบาลตั้งเป้าสรุปผลเจรจา FTA ไทย–EU ภายในปี 2569 เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน

  • อุตสาหกรรมสิ่งทอโตพุ่ง: ภาคเอกชนประเมิน FTA ไทย–EU จะช่วยผลักดันมูลค่าการส่งออกเครื่องนุ่งห่มไทยเติบโตเพิ่มขึ้น 20–57% ภายใน 5 ปี

  • เพิ่มสัดส่วน Local Value Content: ผู้ประกอบการต้องเร่งเพิ่มมูลค่าการผลิตภายในประเทศและปฏิบัติตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อใช้สิทธิประโยชน์

  • เชื่อมโยงห่วงโซ่โลก: มุ่งจับคู่ธุรกิจกับแบรนด์ระดับโลกและดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมต้นน้ำ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้แข่งขันได้ตลอดห่วงโซ่

การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (EU) กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ หลังทั้งสองฝ่ายเร่งหารือประเด็นคงค้าง โดยรัฐบาลไทยตั้งเป้าสรุปผลการเจรจาภายในปี 2569 เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุน พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดยุโรป

หนึ่งในอุตสาหกรรมที่จับตาความคืบหน้าครั้งนี้คือ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิตมากกว่า 800,000 คน และมีโอกาสขยายตลาดส่งออก หากสามารถใช้ประโยชน์จากสิทธิทางภาษีและเงื่อนไขทางการค้าภายใต้ความตกลงได้อย่างเต็มที่

ข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศระบุว่า สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยประเมินว่า FTA ไทย–EU อาจช่วยผลักดันมูลค่าการส่งออกเครื่องนุ่งห่มไทยให้เติบโตเพิ่มขึ้น 20–57% ภายใน 5 ปี นับจากวันที่ความตกลงมีผลใช้บังคับ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินของภาคเอกชน ไม่ใช่ผลการส่งออกที่เกิดขึ้นแล้ว

FTA ไทย–EU เข้าใกล้ช่วงสรุปผล เปิดโอกาสทางการค้าและการลงทุน

ความตกลงการค้าเสรีไทย–EU เป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มีเป้าหมายลดอุปสรรคทางการค้า เพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาด และส่งเสริมการลงทุนระหว่างสองฝ่าย โดยการเจรจาครอบคลุมทั้งการค้าสินค้า บริการ การลงทุน และประเด็นเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้อง

ในการเจรจารอบที่ 10 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 กันยายน–6 ตุลาคม 2569 ที่จังหวัดภูเก็ต ทั้งสองฝ่ายมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในหลายประเด็น โดยเฉพาะข้อบทด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) พลังงาน วัตถุดิบ และกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ขณะที่ประเด็นการเปิดตลาดและนโยบายบางส่วนยังต้องหารือเพิ่มเติม

รัฐบาลไทยจึงตั้งเป้าผลักดันให้การเจรจาสามารถสรุปผลได้ภายในปี 2569 โดยให้ความสำคัญกับการได้มาซึ่งความตกลงที่สมดุล เป็นธรรม และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

สำหรับมิติการค้า ข้อมูลจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศระบุว่า ในปี 2568 EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวม 45,033.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไป EU มูลค่า 26,449.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.27% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนความสำคัญของตลาดยุโรปต่อภาคการส่งออกไทย

อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยมีโอกาสเพิ่มมูลค่าส่งออก 20–57%

อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จาก FTA ไทย–EU โดยเฉพาะโอกาสในการแข่งขันด้านราคาและการขยายฐานลูกค้าในตลาดยุโรป หากความตกลงสามารถลดภาระภาษีนำเข้าและเปิดทางให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาดได้สะดวกขึ้น

ข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศระบุว่า ภาพรวมการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยในปี 2569 มีแนวโน้มทรงตัวในเกณฑ์ดีต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ซึ่งเติบโต 5% แม้ตลาดหลักบางแห่งเผชิญแรงกดดันด้านการนำเข้า โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 การนำเข้าเครื่องนุ่งห่มของสหรัฐฯ ลดลง 7.1% และตลาด EU ลดลง 3.8%

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยประเมินว่า FTA ไทย–EU จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยให้มูลค่าการส่งออกเครื่องนุ่งห่มไทยเติบโตเพิ่มขึ้น 20–57% ภายใน 5 ปีหลังความตกลงมีผลบังคับใช้

FTA ไทย–EU อาจเป็นแรงส่งสำคัญของอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย โดยภาคเอกชนประเมินโอกาสการเติบโตของมูลค่าส่งออกไว้ที่ 20–57% ภายใน 5 ปีหลังความตกลงมีผลใช้บังคับ แต่การเติบโตจริงยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการค้าและความพร้อมของผู้ประกอบการ

Local Value Content กุญแจสำคัญในการใช้สิทธิ FTA

แม้การลดภาษีจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออก แต่การใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยเฉพาะ กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่าสินค้ามีถิ่นกำเนิดจากประเทศสมาชิกและมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะได้รับสิทธิทางภาษีหรือไม่

กรมการค้าต่างประเทศจึงเน้นย้ำให้ภาคเอกชนเร่งเพิ่มสัดส่วนมูลค่าการผลิตภายในประเทศ หรือ Local Value Content เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทาน และเพิ่มความพร้อมในการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงทางการค้า

สำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอ ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับการจัดหาวัตถุดิบ เส้นใย ผ้า และชิ้นส่วนจากแหล่งผลิตที่เหมาะสม รวมถึงการบริหารจัดการกระบวนการผลิตและเอกสารรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ FTA

ผู้ประกอบการจึงควรเริ่มทบทวนโครงสร้างต้นทุนและแหล่งวัตถุดิบตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงได้จริงเมื่อมีผลบังคับใช้

เชื่อมผู้ผลิตไทยสู่ห่วงโซ่แบรนด์ระดับโลก ดึงดูดการลงทุนใหม่

นอกจากการขยายตลาดส่งออกแล้ว ภาคอุตสาหกรรมยังเดินหน้าสร้างเครือข่ายทางธุรกิจเพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิตไทยเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตระดับสากล โดยมีการเตรียมจับคู่ธุรกิจกับ Apparel Sourcing Club ของเยอรมนี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตไทยเชื่อมโยงกับแบรนด์ระดับโลก อาทิ Hugo Boss และ Vaude

อีกด้านหนึ่ง ยังมีโอกาสดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสหพันธ์สิ่งทอไต้หวัน (Taiwan Textile Federation) ที่แสดงความสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมต้นน้ำของไทย เช่น เส้นใยและผ้าฟังก์ชันคุณภาพสูง ซึ่งอาจช่วยเติมเต็มห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

การลงทุนในอุตสาหกรรมต้นน้ำมีความสำคัญต่อการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ผลิตไทย เพราะช่วยเพิ่มทางเลือกด้านวัตถุดิบและเทคโนโลยี ลดข้อจำกัดของห่วงโซ่อุปทาน และเพิ่มโอกาสในการผลิตสินค้าที่มีคุณสมบัติตอบโจทย์ตลาดเฉพาะทาง

โอกาสจาก FTA ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การลดภาษีส่งออก แต่ยังครอบคลุมถึงการดึงดูดการลงทุนและการเชื่อมโยงผู้ผลิตไทยกับแบรนด์ระดับโลก ซึ่งอาจช่วยยกระดับอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยให้แข่งขันได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต

ผู้ประกอบการสิ่งทอไทยต้องเตรียมพร้อมมากกว่าการแข่งขันด้านราคา

ตลาดยุโรปเป็นตลาดที่มีโอกาสทางการค้า แต่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า ความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน

โดยเฉพาะผู้ผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ต้องติดตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของ EU ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลต่อการออกแบบสินค้า การเลือกใช้วัตถุดิบ กระบวนการผลิต และการเปิดเผยข้อมูลตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์

แนวทางเตรียมความพร้อมที่ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญ ได้แก่

1. ทบทวนแหล่งวัตถุดิบและกฎถิ่นกำเนิดสินค้า
ตรวจสอบสัดส่วนวัตถุดิบและกระบวนการผลิต เพื่อประเมินความสามารถในการผ่านเงื่อนไขการใช้สิทธิ FTA

2. ยกระดับมาตรฐานการผลิตและสิ่งแวดล้อม
พัฒนากระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดยุโรป ทั้งด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน

3. เพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยนวัตกรรม
พัฒนาสิ่งทอสมรรถนะสูง เช่น ผ้าฟังก์ชัน เส้นใยคุณภาพสูง และผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดเฉพาะกลุ่ม แทนการแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว

4. สร้างเครือข่ายพันธมิตรในตลาดเป้าหมาย
เชื่อมโยงกับผู้ซื้อ แบรนด์ต่างประเทศ และพันธมิตรด้านการผลิต เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจและสร้างความต่อเนื่องของคำสั่งซื้อ

FTA ไทย–EU กับจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย

การเร่งเจรจา FTA ไทย–EU เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญของนโยบายการค้าไทย โดยมีเป้าหมายเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดยุโรปและสร้างความร่วมมือด้านการลงทุน ขณะที่อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสต่อยอดจากความตกลงครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม การสรุปผลการเจรจาภายในปี 2569 ยังเป็นเป้าหมายที่ทั้งสองฝ่ายกำลังดำเนินการ ไม่ใช่การยืนยันว่าความตกลงมีผลบังคับใช้แล้ว ผู้ประกอบการจึงควรติดตามรายละเอียดของผลการเจรจา โดยเฉพาะอัตราภาษี กฎถิ่นกำเนิดสินค้า และเงื่อนไขการเปิดตลาด ก่อนวางแผนใช้สิทธิประโยชน์

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของ FTA ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเปิดตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความพร้อมของผู้ผลิตไทยในการยกระดับมาตรฐาน เพิ่มมูลค่าภายในประเทศ และเชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิตระดับโลก เพื่อเปลี่ยนโอกาสทางการค้าให้เป็นการเติบโตที่เกิดขึ้นจริงกับอุตสาหกรรมไทย

ข้อมูลอ้างอิง:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ 'Perfect Storm' - ธปท.ยอมรับความไม่แน่นอนสูงสุด

เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ 'Perfect Storm' - ธปท.ยอมรับความไม่แน่นอนสูงสุด

เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ Perfect Storm ธปท.เผย กนง.มติ 6:1 คงดอกเบี้ย 1.75% ยอมรับความไม่แน่นอนสูงสุด GDP 2568 เพียง 2.3% ปี 69 ร่วงเหลือ 1.7% Trade War 2.0 กระทบส่งออก SMEs วิกฤต NPL พุ่ง 8.8% Policy Space จำกัด

6 นาที
ส่งออกไทย 2569 โต 24.3% สูงสุดรอบ 56 เดือน รับแรงหนุน AI ลุ้นทั้งปีขยายตัว 15%

ส่งออกไทย 2569 โต 24.3% สูงสุดรอบ 56 เดือน รับแรงหนุน AI ลุ้นทั้งปีขยายตัว 15%

ส่งออกไทยเดือน ส.ค. 2569 พุ่งแตะ 34,618.7 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวสูงสุดในรอบ 56 เดือน รับแรงหนุนจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ AI ส่งผลให้ยอด 8 เดือนโต 18.9% ขณะที่ สนค. ลุ้นทั้งปีมีโอกาสขยายตัวถึง 15%

10 นาที
IMF-ธนาคารโลก ชี้เศรษฐกิจโลกปี 2568 ฟื้นตัวเปราะบาง

IMF-ธนาคารโลก ชี้เศรษฐกิจโลกปี 2568 ฟื้นตัวเปราะบาง

การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Annual Meetings) ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 17 ตุลาคม 2568 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ได้สรุปผลการหารือที่สำคัญยิ่งต่อทิศทางเศรษฐกิจและการเงินโลก

8 นาที
30 ปีหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง เอกนิติชู “การลงทุน” ปลุกเศรษฐกิจไทย ตั้งเป้าโต 3% ใน 3 ปี

30 ปีหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง เอกนิติชู “การลงทุน” ปลุกเศรษฐกิจไทย ตั้งเป้าโต 3% ใน 3 ปี

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ชูการลงทุนเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย ตั้งเป้าเติบโต 3% ภายใน 3 ปี ท่ามกลางข้อจำกัดด้านหนี้ การลงทุน และความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก โดยใช้เวทีการประชุม IMF-World Bank สื่อสารความพร้อมและดึงดูดการลงทุนสู่อุตสาหกรรมอนาคตของประเทศ

10 นาที
ประท้วงยุโรป 6 ประเทศ เสี่ยงกระทบส่งออกไทย เปิดแผนรับมือโลจิสติกส์ ค่าเงิน และประกันภัย

ประท้วงยุโรป 6 ประเทศ เสี่ยงกระทบส่งออกไทย เปิดแผนรับมือโลจิสติกส์ ค่าเงิน และประกันภัย

กระทรวงพาณิชย์เร่งติดตามสถานการณ์การชุมนุมและความไม่สงบใน 6 ประเทศยุโรป หลังประเมินว่า หากเหตุการณ์ยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง อาจกระทบกำลังซื้อของผู้บริโภค การขนส่งสินค้า และต้นทุนดำเนินธุรกิจของผู้ส่งออกไทย พร้อมแนะนำให้ผู้ประกอบการเตรียมแผนสำรองด้านโลจิสติกส์

9 นาที
พาณิชย์ชูยุทธศาสตร์ Resilience รับมือโลกแบ่งขั้ว เร่งกระจายตลาด-สินค้าใหม่ เสริมแกร่งส่งออกไทยปี 2569

พาณิชย์ชูยุทธศาสตร์ Resilience รับมือโลกแบ่งขั้ว เร่งกระจายตลาด-สินค้าใหม่ เสริมแกร่งส่งออกไทยปี 2569

กระทรวงพาณิชย์เผยแผนยุทธศาสตร์ Resilience รับมือโลกการค้าแบ่งขั้ว เดินหน้ากระจายตลาดและสินค้าใหม่ พร้อมเร่งใช้ประโยชน์จาก FTA และนวัตกรรม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งการส่งออกไทยที่มีสัดส่วนต่อ GDP สูงถึง 71.2%

8 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง