
เจาะกลยุทธ์ It's Happened to be a Closet เปลี่ยนงานวิจัยเป็นย่านธุรกิจ
ฟังบทความนี้โดย AI
Business Leader Podcast
สรุปประเด็น
-
สายพานแปลงงานวิจัยสู่ธุรกิจ: ลงทุนสารคดีและวิจัยอาหารท้องถิ่นเป็น R&D แล้วแปลงผลลัพธ์เป็น 4 ชั้น คือ คอนเทนต์ เมนู แบรนด์ใหม่ และย่าน
-
กลยุทธ์รวมกลุ่มหลายแบรนด์ในย่านเดียว: กระจุกร้านบนถนนทรงวาด ช่วยลดต้นทุนดึงลูกค้าต่อหัว แชร์ซัพพลายเชน และกระจายความเสี่ยงด้านรสนิยมได้ดีกว่า
-
สร้างคูเมืองธุรกิจที่ลอกเลียนแบบยาก: ใช้ความสัมพันธ์กับชุมชนและคลังความรู้ที่สะสมยาวนานเป็นกำแพงแข่งขัน ซึ่งเงินหรือคู่แข่งลอกเลียนแบบไม่ได้ในเวลาสั้น
-
ความเสี่ยงและการพึ่งพาตัวบุคคล: ธุรกิจยังผูกติดกับสัญชาตญาณผู้ก่อตั้งสูง พร้อมเผชิญความเสี่ยงหากกระแสย่านเปลี่ยน และกลุ่มลูกค้ามีกำลังซื้อชะลอตัว
ในตลาดร้านอาหารที่กำลังถูกบีบจากทุกด้าน คำถามสำคัญไม่ใช่ "อาหารอร่อยพอหรือยัง" แต่คือ "คุณมีอะไรที่คู่แข่งลอกไม่ได้ภายในหกเดือน"
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ในปี 2569 มูลค่าตลาดธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มอยู่ที่ 6.82 แสนล้านบาท เติบโต 3.9% ซึ่งเป็นการชะลอตัวลงจากปีก่อนและกระจายตัวไม่ทั่วถึง เพราะกำลังซื้อเปราะบาง การแข่งขันรุนแรง และต้นทุนสูงขึ้น กดดันกำไรของผู้ประกอบการทุกกลุ่ม [1][2][3] เฉพาะกลุ่มร้านอาหาร (ไม่รวมเครื่องดื่ม) คาดว่าจะมีมูลค่าราว 5.9 แสนล้านบาท เติบโต 3.8% [1][2] และเมื่อมองข้ามไปปีหน้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าความท้าทายจะเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะหลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐจบลงในไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 ซึ่งจะทำให้ยอดขายกลับไปผันผวนตามกำลังซื้อจริง ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าไฟ และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรียังสูง [1][2] เป็นสนามที่ถูกอธิบายว่า "เข้าง่าย ออกเร็ว และเจ๊งไว" [4]
ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ กลุ่มร้านอาหารในเครือ It's Happened to be a Closet ของ แจะ-ศิริวรรณ ธรณนิธิกุล บนถนนทรงวาด กลับทำสิ่งที่สวนทางกับตำราการขยายเครือร้านอาหารทั่วไป แทนที่จะสร้างแบรนด์เดียวแล้วปั๊มสาขาเพื่อกระจายต้นทุนส่วนกลาง เครือนี้สร้างแบรนด์ใหม่เกือบทุกครั้งที่เปิดร้านใหม่ และลงทุนหนักในสิ่งที่ไม่ได้สร้างรายได้โดยตรงเลย นั่นคือการวิจัยอาหารท้องถิ่นและการผลิตสารคดี
บทความนี้เสนอว่า สิ่งที่เครือนี้กำลังทำไม่ใช่การแตกไลน์แบบสุ่มตามรสนิยมเจ้าของ แต่คือการสร้าง สายพานแปลงงานวิจัยให้เป็นสินทรัพย์เชิงพาณิชย์ (research-to-commerce pipeline) ที่ใช้ต้นทุนก้อนเดียวหารกับผลลัพธ์หลายชั้น — สารคดี เมนู ร้าน และท้ายที่สุดคือย่าน ซึ่งเป็นรูปแบบ คูเมืองทางธุรกิจ (economic moat) ที่หาได้ยากในอุตสาหกรรมที่เลียนแบบกันได้เร็วที่สุดอุตสาหกรรมหนึ่ง
สิ่งที่เครือนี้ขายไม่ใช่เมนู แต่คือต้นทุนวิจัยก้อนเดียวที่ถูกหารออกเป็นสี่ชั้น — สารคดี เมนู แบรนด์ และย่าน คู่แข่งที่ลอกเฉพาะจานอาหารจึงไม่มีวันตามโครงสร้างต้นทุนนี้ทัน

ทำไมเครือที่เริ่มจากเสื้อผ้า ถึงมีสินทรัพย์ตั้งต้นต่างจากเชนร้านอาหาร
จุดตั้งต้นของเครือนี้ไม่ใช่ร้านอาหาร แต่เป็นแบรนด์เสื้อผ้า it's happened to be a closet โดยมีการรายงานไว้ตั้งแต่ปี 2562 ว่า แบรนด์นี้เป็นหนึ่งในแฟชั่นเฮาส์กลุ่มแรก ๆ ของไทยที่ต่อยอดธุรกิจเสื้อผ้าเข้าสู่การเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ ด้วยการเปิดส่วนร้านอาหารและบริการสปาทำเล็บ-นวดเท้าไว้ในอาคารเดียวกันย่านสยามสแควร์ ซึ่งในเวลานั้นถือเป็นเรื่องแปลกใหม่จนกลายเป็นที่พูดถึง [5]
นัยทางธุรกิจของข้อเท็จจริงนี้สำคัญกว่าที่เห็น การที่เจ้าของเริ่มต้นจากงานดีไซน์ ไม่ใช่จากงานครัวหรืองานบริหารเชน หมายความว่าสินทรัพย์ตั้งต้นของเครือคือ ทุนทางรสนิยมและทุนทางภาพ ไม่ใช่สูตรอาหารหรือระบบครัวกลาง และนั่นอธิบายว่าทำไมทุกร้านในเครือจึงมีลายเซ็นด้านการตกแต่งและการจัดจานที่ชัดจนจำได้ ขณะที่ประเภทอาหารกลับแตกต่างกันสิ้นเชิง ตั้งแต่อิตาเลียน เบเกอรี อาหารไทยพื้นถิ่น ไปจนถึงส้มตำ
ปัจจุบันเครือมีแบรนด์ในมือหลายตัว รวมถึง A Fox Princess Kitchen, A Pink Rabbit + Bob และ อี-กา โดยมีถนนทรงวาดเป็นฐานที่มั่นใหม่ ขณะที่ตัวเจ้าของเองระบุว่าอยู่ในวงการอาหารมา 25 ปี [6]
การเลือกทรงวาดก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ย่านนี้ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Time Out ให้ติดลิสต์ 40 ย่านที่คูลที่สุดในโลก (The 40 coolest neighbourhoods in the world) ซึ่งประเมินจากเกณฑ์ด้านอาหาร วัฒนธรรม การลงทุนในชุมชน และชีวิตบนท้องถนน [7] และแรงส่งของโซนนี้ยังไม่หมด เพราะในปี 2026 ย่านตลาดน้อยซึ่งอยู่ติดกัน ติดอันดับ 14 จาก 40 ย่านที่เจ๋งที่สุดในโลกของ Time Out ซึ่งเป็นอันดับที่ดีที่สุดที่กรุงเทพฯ เคยทำได้ [8]

กลไกหลัก: ต้นทุนวิจัยก้อนเดียว ถูกขายสี่ชั้น
หัวใจของบทวิเคราะห์นี้อยู่ตรงนี้ เครือ It's Happened to be a Closet ลงทุนทำสารคดีอาหารชื่อ A Thai Rhapsody ซึ่งเผยแพร่บนช่อง YouTube "Everyday Podcast" ของเจ้าของเอง โดยซีซันแรกถ่ายทำที่เกาะสมุย เล่าทั้งอาหาร วิถีชีวิต ประเพณี และเรื่องเล่าจากครัวบ้าน และเครือวางแผนไว้แล้วถึงซีซันที่สาม โดยเส้นทางถัดไปคือ "ส้มตำสตอรี่" ซึ่งลงพื้นที่จริง 8 จังหวัด ก่อนคัดเหลือ 5 จังหวัดที่ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมเชื่อมโยงกัน [6]
ในเชิงบัญชี การทำสารคดีคือค่าใช้จ่ายทางการตลาด แต่ในเชิงปฏิบัติการ มันคือ งานวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่ถูกแปลงเป็นสินค้าได้อย่างน้อยสี่ชั้น
ชั้นที่หนึ่ง — คอนเทนต์
สารคดีเองทำหน้าที่เป็นสื่อของแบรนด์ที่ไม่มีต้นทุนซื้อพื้นที่โฆษณา และสร้างความน่าเชื่อถือในเรื่องอาหารท้องถิ่นซึ่งเงินซื้อไม่ได้ จุดที่น่าสนใจคือเจ้าของยืนยันว่าไม่ใช้ทีมเขียนบทหรือทีมค้นคว้า แต่ลงมือค้นคว้าและเลือกซีนเอง [6] ซึ่งแปลว่าองค์ความรู้ไม่ได้ไหลออกไปอยู่กับเอาต์ซอร์ส แต่ค้างอยู่ในองค์กร
ชั้นที่สอง — เมนู
โน้ตข้อมูลร้านระบุว่า หงส์ ทรงวาด เสิร์ฟอาหารที่ได้จากการลงพื้นที่เพื่อถ่ายทำ A Thai Rhapsody ซึ่งครอบคลุมสมุย เชียงใหม่ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และภาคอีสาน พูดอีกอย่างคือ ร้านนี้ขาย "จานบทสรุป" ของงานวิจัยที่ทำไปแล้ว ต้นทุนการพัฒนาเมนูจึงถูกจ่ายไปแล้วหนึ่งรอบในงบสารคดี
ชั้นที่สาม — ร้านและแบรนด์ใหม่
เส้นทางส้มตำที่สารคดีกำลังจะเล่า สอดคล้องกับการที่เครือเปิด ส้มตำไก่ Black 777 ซึ่งเป็นร้านส้มตำร้านแรกของเครือบนทรงวาด ลักษณะนี้คือการใช้งานวิจัยชุดเดียวกันตั้งเป็นแบรนด์ใหม่ แทนที่จะเพิ่มเป็นเพียงหมวดเมนูในร้านเดิม ข้อดีคือแต่ละแบรนด์กำหนดราคาและกลุ่มลูกค้าได้อิสระ
ส่วน อี-กา ซึ่งเป็นร้านแรกบนถนนเส้นนี้ก็ใช้กลไกเดียวกันในการหยิบอาหารชุมชนต่างจังหวัดมาเสิร์ฟ [9] และปัจจุบันขยายออกไปหลายสาขา ทั้งสาทร ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค และ อี-กา LUV บนทรงวาด ซึ่งพิสูจน์ว่าแบรนด์ที่เกิดจากกลไกนี้ขยายสาขาได้จริง ไม่ได้เป็นร้านเดี่ยวเชิงทดลอง
ชั้นที่สี่ — ย่าน
ชั้นนี้คือสิ่งที่ผู้ประกอบการรายอื่นทำตามได้ยากที่สุด เจ้าของพูดถึงความตั้งใจนี้ตรง ๆ ว่าตัวเองเป็น "คนสร้างย่าน" และมองว่าหากจัดพื้นที่ให้เดินถึงกันได้ ก็จะเกิดระบบขึ้นมา โดยอ้างอิงถึงทรงวาดในช่วงก่อนหน้าเป็นต้นแบบ แต่ย้ำว่าจะไม่จัดจนวิถีชีวิตเดิมเสียไป และยังขยายไปถึงบทบาทตัวกลางเชื่อมเงินทุนองค์กรเข้ากับชุมชน โดยเจ้าของมองว่างาน CSR ขององค์กรต่อยอดได้ และวางตัวเองเป็นผู้จับคู่ชาวบ้านกับบริษัทที่อยากช่วย [6]
ชั้นที่สี่นี้ยังถูกเสริมด้วยกิจกรรมที่จับต้องได้ เช่น นิทรรศการ See: Savor: Snap บนถนนทรงวาด ซึ่งนำอาหารจากรายการมาให้ชิมจริงและให้ผู้ชมได้พบตัวละครในสารคดี ซึ่งในภาษาธุรกิจก็คือการเปลี่ยนผู้ชมคอนเทนต์ให้กลายเป็นลูกค้าหน้าร้านภายในระยะเดินเท้า

ทำไมถึงเลือก "หลายแบรนด์ กระจุกทำเล" แทน "แบรนด์เดียว หลายทำเล"
การวางร้านหลายแบรนด์ไว้บนถนนสายเดียวกัน (multi-brand clustering) ฝืนสัญชาตญาณของการขยายเครือทั่วไป ซึ่งมักกลัวการแย่งลูกค้ากันเอง (cannibalization) แต่ในบริบทของย่านท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ตรรกะกลับด้าน และมีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์รองรับอย่างน้อยสามข้อ
หนึ่ง ต้นทุนการดึงลูกค้าต่อหัวลดลง เมื่อผู้บริโภคเดินทางมาทรงวาดหนึ่งครั้ง เครือมีร้านให้เลือกหลายระดับราคาและหลายประเภทอาหาร โอกาสที่ลูกค้าคนนั้นจะใช้จ่ายกับเครือจึงสูงขึ้น โดยไม่ต้องจ่ายค่าการตลาดเพิ่มต่อร้าน
สอง อำนาจต่อรองด้านซัพพลายเชนและแรงงาน ร้านที่อยู่ในรัศมีเดินถึงกันสามารถแชร์การจัดส่งวัตถุดิบ การจัดเก็บ และหมุนเวียนบุคลากรได้ ซึ่งมีน้ำหนักมากในปีที่ต้นทุนการทำธุรกิจเร่งตัวขึ้นจนร้านอาหารและเครื่องดื่มทยอยปรับราคาเฉลี่ย 10-20% [10]
สาม การกระจายความเสี่ยงด้านรสนิยม การมีหลายแบรนด์ทำให้เครือทดสอบคอนเซปต์ใหม่ได้โดยไม่เสี่ยงกับชื่อเสียงของแบรนด์หลัก หากคอนเซปต์หนึ่งไม่ไปต่อ ความเสียหายถูกจำกัดอยู่ในแบรนด์นั้น
ข้อสังเกตเพิ่มเติมคือการออกแบบช่องทางขายแบบหลายระดับในอาคารเดียว โน้ตข้อมูลร้านระบุว่าอี-กาแบ่งตึกเก่าสามชั้นออกเป็นร้านอาหารชั้นบน ร้านเค้กชั้นล่าง และมุมสตรีทฟู้ดแบบซื้อกลับผ่านช่องด้านข้าง ซึ่งเป็นการรีดผลตอบแทนต่อตารางเมตรจากทรัพย์สินก้อนเดียวให้ครอบคลุมตั้งแต่ลูกค้าที่นั่งยาวไปจนถึงลูกค้าที่เดินผ่าน ส่วนหงส์แบ่งเป็นร้านอาหารชั้น 1 บาร์กาแฟชั้น 2 และ The Library พร้อมห้องเวิร์กช็อปชั้น 3 ซึ่งเพิ่มแหล่งรายได้ที่ไม่ผูกกับรอบโต๊ะอาหาร
คลัสเตอร์ลดต้นทุนดึงลูกค้าต่อหัวได้จริง แต่แลกมาด้วยการที่ความเสี่ยงของย่านกลายเป็นความเสี่ยงของทั้งเครือพร้อมกันในวันเดียว
ข้อจำกัดและความเสี่ยงที่ต้องชั่งน้ำหนัก
บทวิเคราะห์นี้จะไม่สมดุลหากไม่พูดถึงด้านที่เปราะบาง
ความเสี่ยงจากการผูกกับผู้ก่อตั้ง (key person risk)
นี่คือข้อจำกัดที่ชัดที่สุด กระบวนการคัดเลือกทั้งหมด ตั้งแต่โลเคชัน ตัวละคร ไปจนถึงเมนู ล้วนผ่านการตัดสินใจของเจ้าของโดยตรง ซึ่งเจ้าของเองอธิบายว่าเลือกจากสัญชาตญาณ และไม่ใช้สตอรีบอร์ดเพราะต้องการพื้นที่ให้ด้นสด [6] จุดแข็งเรื่องความเป็นต้นฉบับจึงเป็นจุดอ่อนเรื่องการส่งมอบงานต่อในทันที หากไม่มีการวางระบบถอดองค์ความรู้ออกมาเป็นคู่มือและทีมที่ทำแทนได้ ความสามารถในการขยายตัวจะถูกจำกัดด้วยเวลาของคนคนเดียว
วงจรความนิยมของย่าน
ย่านสร้างสรรค์มีวงจรที่คาดเดาได้ คือค่าเช่าขึ้นตามชื่อเสียง ผู้เล่นรายใหม่เข้ามาเร็ว และเอกลักษณ์ที่ดึงดูดคนมาตั้งแต่แรกค่อย ๆ จางลง ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดเฉพาะทรงวาด ตัวอย่างใกล้ตัวคือกรณี บรรทัดทอง ซึ่งมีความพยายามจากภาครัฐและผู้ประกอบการในการหาทางออกร่วมกัน โดยมีข้อเสนอให้รวมกลุ่มผู้ประกอบการ ตั้งคณะกรรมการที่มีส่วนร่วมจริง และกำหนดคอนเซปต์ของย่านให้ชัดเจน [11]
การที่เครือนี้ลงมาเล่นบทบาท "ผู้สร้างย่าน" เองจึงเป็นทั้งการป้องกันและการรับความเสี่ยงไปพร้อมกัน เพราะหากย่านเสื่อมความนิยม เครือที่กระจุกร้านไว้ที่เดียวจะได้รับผลกระทบพร้อมกันทั้งหมด ซึ่งเป็นด้านกลับของข้อดีเรื่องคลัสเตอร์ที่กล่าวไปข้างต้น
ความเสี่ยงด้านราคาและกำลังซื้อ
โน้ตข้อมูลร้านระบุราคาต่อหัวของ ส้มตำไก่ Black 777 ที่ราว 500-1,000 บาท ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าร้านส้มตำทั่วไปมาก กลุ่มลูกค้าระดับนี้อ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ และสวนทางกับภาพรวมตลาดที่กลุ่มร้านอาหารข้างทาง (Street Food) เติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ย [1][2] นั่นแปลว่าเครือนี้กำลังเดิมพันกับกลุ่มลูกค้าที่ยังมีกำลังซื้อและนักท่องเที่ยว มากกว่าตลาดมวลชน
ราคาต่อหัว 500-1,000 บาทของร้านส้มตำ สวนทางกับกลุ่มสตรีทฟู้ดที่โตเร็วกว่าค่าเฉลี่ย — นี่คือการเดิมพันกับกลุ่มที่ยังมีกำลังซื้อ ไม่ใช่ตลาดมวลชน
ข้อจำกัดของข้อมูล
บทวิเคราะห์นี้อ้างอิงข้อมูลสาธารณะและข้อมูลระดับร้านเป็นหลัก เครือ It's Happened to be a Closet ไม่ใช่บริษัทจดทะเบียน จึงไม่มีตัวเลขรายได้ อัตรากำไรขั้นต้น หรือผลตอบแทนต่อสาขาให้ตรวจสอบ ข้อสรุปเรื่องประสิทธิภาพของโมเดลนี้จึงเป็น การวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง ไม่ใช่การยืนยันผลประกอบการ
บทเรียนสำหรับผู้ประกอบการ และสามตัวชี้วัดที่ต้องจับตา
สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารและนักลงทุนในธุรกิจไลฟ์สไตล์ กรณีนี้ให้บทเรียนที่นำไปใช้ได้สามข้อ
- งานวิจัยคือสินทรัพย์ ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย หากองค์กรออกแบบให้การลงพื้นที่หนึ่งครั้งสร้างผลลัพธ์ได้หลายชั้น ต้นทุนต่อชั้นจะต่ำลงมากจนคู่แข่งที่ลอกเฉพาะเมนูไม่สามารถตามทันโครงสร้างต้นทุนได้
- ความแตกต่างที่ยั่งยืนมาจากสิ่งที่ลอกไม่ได้ เมนูลอกได้ การตกแต่งลอกได้ แต่ความสัมพันธ์กับชุมชนผู้ผลิตอาหารในต่างจังหวัด และคลังองค์ความรู้ที่สะสมเป็นสิบปี ลอกไม่ได้ในเวลาอันสั้น
- การสร้างย่านคือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของตัวเอง แต่ต้องยอมรับว่าเป็นการลงทุนที่ผลตอบแทนกระจุกตัวและย้อนกลับมาเป็นความเสี่ยงได้
ตัวชี้วัดที่ควรติดตามในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า มีอยู่สามตัว
- สายพานทำงานซ้ำได้หรือไม่ — ซีซัน 2 และ 3 ของ A Thai Rhapsody จะถูกแปลงเป็นแบรนด์ร้านใหม่ได้จริงเหมือนที่สมุยและเส้นทางส้มตำทำได้หรือเปล่า นี่คือบทพิสูจน์ว่ากลไกนี้เป็นระบบ หรือเป็นเพียงความบังเอิญที่ลงตัว
- คุณค่าอยู่รอดนอกย่านได้แค่ไหน — เครือจะขยายแบรนด์ที่เกิดจากกลไกนี้ออกนอกทรงวาดได้มากเพียงใดโดยที่คุณค่าไม่จางลงเมื่อออกจากบริบทของย่าน กรณีอี-กาที่ขยายไปสาทรและดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค เป็นตัวทดสอบที่ดี
- การลดการพึ่งพาผู้ก่อตั้ง — เครือจะวางโครงสร้างองค์กรอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อเจ้าของเองพูดถึงการอยู่ใน "ช่วงปลายวัยของการทำงาน" [6]

บทสรุป: ในตลาดที่ทุกอย่างถูกลอกได้ เวลาคือกำแพงสุดท้าย
ในปีที่ตลาดโตด้วยผลของราคามากกว่าปริมาณ และกำไรของทุกกลุ่มถูกบีบ [1][10] การแข่งขันด้วยส่วนลดและการเพิ่มสาขาเป็นเกมที่ชนะยากขึ้นทุกปี กรณีของเครือ It's Happened to be a Closet จึงน่าสนใจไม่ใช่เพราะอาหารหรือการตกแต่ง แต่เพราะมันเสนอคำตอบเชิงโครงสร้างว่า ในตลาดที่ทุกอย่างถูกลอกได้ สิ่งที่ยังป้องกันตัวเองได้คือองค์ความรู้และความสัมพันธ์ที่ใช้เวลาสะสม
สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังวางแผนปี 2570 คำถามที่ควรถามตัวเองจึงไม่ใช่ "จะเปิดสาขาที่ไหนต่อ" แต่คือ "งบการตลาดที่จ่ายไปปีนี้ เหลืออะไรเป็นสินทรัพย์ไว้ให้องค์กรบ้าง" เพราะคูเมืองที่สร้างจากเวลา เป็นคูเมืองเดียวที่เงินของคู่แข่งซื้อลัดไม่ได้

ข้อมูลอ้างอิง:
- ศูนย์วิจัยกสิกรไทย. (2569, 9 กันยายน). โค้งสุดท้ายปี 2569 ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม ยังท้าทายจากการแข่งขันสูง (กระแสทรรศน์ ฉบับที่ 3655). บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด.
- โพสต์ทูเดย์. (2569, 15 กันยายน). ตลาดร้านอาหาร ในวันที่กำลังซื้อคนเปราะบาง KResearch คาดปี'70 ยังเหนื่อย. โพสต์ทูเดย์. https://www.posttoday.com/smart-sme/748736
- ประชาชาติธุรกิจ. ตลาดร้านอาหาร 6.82 แสนล้าน ใครโต-ใครเหนื่อย ในวันที่กำลังซื้อเปราะบาง. ประชาชาติธุรกิจ.
- Positioning. สมรภูมิร้านอาหาร ปี 69 "เข้าง่าย ออกเร็ว และเจ๊งไว". Positioning Magazine.
- THE STANDARD. (2562, 23 มกราคม). เปิดบ้าน It's Happened to be A Closet. THE STANDARD.
- THE STANDARD. (2568, 23 ธันวาคม). ศิริวรรณ ธรณนิธิกุล กับสารคดีอาหารไทย A Thai Rhapsody ที่บันทึกรสชาติและวัฒนธรรมการกิน. THE STANDARD. https://thestandard.co/siriwan-a-thai-rhapsody/
- Marketeer Online. รายงานการจัดอันดับ The 40 coolest neighbourhoods in the world ของ Time Out. Marketeer Online.
- กรุงเทพธุรกิจ. (2569). ตลาดน้อย ติดอันดับ 14 จาก 40 ย่านที่เจ๋งที่สุดในโลกประจำปี 2026. กรุงเทพธุรกิจ. https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1252332
- Time Out Bangkok. บทความแนะนำร้านอี-กา (ega). Time Out Bangkok.
- เส้นทางเศรษฐี/ข่าวสด. ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม ปี 2569 แม้โต 2.5% แต่กำไรลดลง จากต้นทุนที่สูงขึ้น. เส้นทางเศรษฐี.
- เดลินิวส์. รายงานข้อเสนอการพัฒนาย่านบรรทัดทอง. เดลินิวส์
แกลเลอรีรูปภาพ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บีโอไอผนึกทีมไทยแลนด์โรดโชว์เกาหลีใต้ หารือ Hyundai ต่อยอดฐานผลิต EV–แบตเตอรี่ สู่เทคโนโลยีขั้นสูงและ R&D
บีโอไอผนึก “ทีมไทยแลนด์” โรดโชว์เกาหลีใต้ เจรจา Hyundai ต่อยอดฐานผลิต EV และแบตเตอรี่ในสมุทรปราการ สู่กิจกรรมมูลค่าสูง ทั้งการวิจัยและพัฒนา (R&D) การผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ยกระดับประเทศสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีแห่งอนาคต

แผนธุรกิจสีเขียว: ปลดล็อกนวัตกรรมความยั่งยืนด้วย Sustainable Business Model Canvas
Business Model Canvas สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (Sustainable Business Model Canvas for Product Development) เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่พัฒนาจาก Business Model Canvas แบบดั้งเดิม โดยบูรณาการแนวคิดความยั่งยืนเข้ากับการพัฒนาธุรกิจสีเขียว

BOI อนุมัติ 2 มาตรการ Quick Big Win หนุนลงทุนและสร้างบุคลากรทักษะสูง
บีโอไอเดินหน้ามาตรการ Quick Big Win สนับสนุนเงินทุนสูงสุด 100 ล้านบาทต่อบริษัท และสร้างบุคลากรทักษะสูง 1 แสนคน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคต

จากภาระ PDPA สู่กลยุทธ์การเติบโต: เมื่อ Data Privacy กลายเป็นแต้มต่อทางธุรกิจ
ในยุคที่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลเข้มขึ้น การมอง Data Privacy แค่ "ต้นทุนการทำตาม PDPA" จะทำให้ธุรกิจพลาดโอกาสสำคัญ บทความนี้ชวนผู้บริหารออกแบบการปกป้องข้อมูลลูกค้าให้กลายเป็นแต้มต่อด้านความเชื่อมั่น ประสิทธิภาพ และการเติบโตระยะยาว

ถอดรหัสคู่แข่งเพื่อหาช่องว่างทางการตลาดที่ไม่มีใครเห็น
การค้นหา Market Gap หรือช่องว่างทางการตลาด และการวิเคราะห์คู่แข่งเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของธุรกิจ ไม่ว่าคุณจะเป็นสตาร์ทอัพที่กำลังมองหาโอกาสใหม่ๆ หรือธุรกิจที่ต้องการขยายฐานลูกค้า

สนค. ชี้ยุทธศาสตร์ 'New Foods' ญี่ปุ่น โอกาสทองธุรกิจอาหารไทย
การเคลื่อนไหวเชิงนโยบายครั้งสำคัญของรัฐบาลญี่ปุ่นกำลังเปิดหน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ให้กับอุตสาหกรรมอาหารโลก เมื่อโตเกียวประกาศร่างแผนการลงทุนภาครัฐและเอกชน (Public-Private Investment Roadmap) ระยะยาวถึงปี ค.ศ. 2040 หรือ พ.ศ. 2583 โดยยกระดับอุตสาหกรรม "อาหารใหม่" (New Foods)





